เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17-18

บทที่ 17-18

บทที่ 17-18


บทที่ 17

แทนตัวเองว่าเปิ่นกง

เมิ่งอวิ๋นเสียงที่กำลังสบายเพราะการนวดน่องอยู่ทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อย “สำหรับการบรรเทาความปวดเมื่อยให้เจ้านาย เจ้ายังบอกข้าว่าเป็นการเสียมารยาทอีกหรือ?”

นางข้าหลวงอาวุโสอวี่ประสานมืออย่างนอบน้อมแล้วตอบว่า “โปรดให้อภัยข้าน้อยด้วยเพคะ ในวังมีขนบธรรมเนียมมากมาย ไม่ว่าจะนั่งหรือยืน คนรับใช้ก็จะต้องให้เกียรติและนอบน้อมเสมอ ส่วนเจ้านายก็จะต้องวางตัวให้สง่างามและเหมาะสม ช่างเจ็บปวดนักเมื่อเห็นว่าไท่จื่อเฟยปฏิบัติเช่นนี้เพคะ”

เมิ่งอวิ๋นเสียงแสดงสีหน้าไม่พอใจ นางเหลือบมองหญิงชราแล้วพึมพำว่า “ก็ข้าไม่ได้อยู่ในวังนี่นา”

“ไท่จื่อเฟยทำผิดอีกแล้ว ท่านต้องเรียกแทนตัวเองว่าเปิ่นกงนะเพคะ”

เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่มีทางเลือก ในสมัยโบราณนั้นลำดับชั้นถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน และแม้แต่การใช้สรรพนามเรียกแทนตัวเองก็ยังต้องจำแนกเป็นระดับสูงและระดับต่ำ มันช่างยุ่งยากเสียจริง

แต่ก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาขึ้นอีก

“ไท่จื่อเฟยเป็นหัวหน้าวังหลังของไท่จื่อ ทุกคำพูดและการกระทำล้วนต้องเป็นไปตามแบบแผนของราชวงศ์ ในอนาคตท่านก็จะต้องเข้าไปในวังพร้อมกับไท่จื่อ จึงต้องเรียนรู้มารยาทในราชสำนักเอาไว้นะเพคะ”

คำพูดของนางเต็มไปด้วยความจริง คำพูดมีความลึกซึ้งเสียจนทำให้เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่สามารถโต้แย้งได้

นางจึงต้องติดตามไปเรียนรู้มารยาทหนึ่งวัน และเพิ่งจะได้เรียนรู้ท่านั่งที่ถูกต้อง

นางข้าหลวงอาวุโสอวี่สั่งให้คนนำเก้าอี้ไต้ซือมา ก่อนจะชี้ไปที่เก้าอี้เพื่อเชิญเมิ่งอวิ๋นเสียงให้นั่งลง

เมิ่งอวิ๋นเสียงเกิดความสงสัย แต่ก็ไม่กล้าที่จะประมาทเหมือนยามปกติ นางตั้งใจก้าวเท้าเดินไปด้วยท่าย่างดอกบัวแล้วนั่งลงอย่างแช่มช้า ก่อนจะฉีกยิ้มให้นางข้าหลวงอาวุโสอวี่

นางข้าหลวงอาวุโสอวี่ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าของนางดูเป็นปกติ ทันใดนั้นนางก็ดึงไม้เรียวออกมาจากด้านหลัง แล้วตีไปที่ก้นของเมิ่งอวิ๋นเสียง

เมิ่งอวิ๋นเสียงทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวดและกระโดดขึ้น ขณะที่นางกำลังจะโจมตีกลับ นางข้าหลวงอาวุโสอวี่ก็รีบก้มศีรษะแล้วพูดว่า “ไท่จื่อเฟยโปรดอภัยด้วยเพคะ ตั้งแต่ข้าน้อยเข้าวังก็ได้อบรมสั่งสอนเหล่าสตรีในวังให้เรียนรู้มารยาท นอกจากสาวงามที่เข้ามาในวังแล้ว ยังมีองค์หญิงและนางสนมอีกมากมาย ซึ่งทุกคนต่างได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน      เพคะ”

“ก็ได้ ก็ได้!” เมิ่งอวิ๋นเสียงยอมรับและถามด้วยอารมณ์บูดบึ้ง “นางข้าหลวงอาวุโสอวี่ ข้า เอ้ย เปิ่นกงนั่งเช่นนี้แล้วจะเป็นอะไรไป?” นางท่องคำว่า “เปิ่นกง” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย

นางข้าหลวงอาวุโสอวี่ไม่เห็นด้วย นางชี้ไปที่เก้าอี้ไต้ซือแล้วพูดว่า “โดยปกติแล้วเมื่อท่านเสด็จไปงานเลี้ยงหรือไปเยี่ยมเยียน ท่านจะต้องนั่งบนเก้าอี้ไม้เช่นนี้ ไท่จื่อเฟยยังคงมีกิริยาไม่เหมาะสม วันนี้เราจึงต้องเรียนรู้วิธีนั่งที่ถูกต้อง เมื่อสักครู่นี้ข้าน้อยจะไม่ถือสาเพคะ”

นางพูดช้าลงเล็กน้อย “การนั่งมีความพิเศษมากเช่นกัน บั้นท้ายสามารถนั่งได้เพียงสามจุดเท่านั้น โดยให้ลำตัวเอียงไปด้านข้างเล็กน้อย หลังตั้งตรง หน้าเชิด คางกดต่ำลงเล็กน้อย ท่านไม่สามารถเงยหน้ายกยิ้มเหมือนตอนนี้ได้ หากมีคนถามคำถามท่านสามารถหันศีรษะเพียงเล็กน้อยเพื่อตอบ”

นางอธิบายยืดยาวและสาธิตด้วยตนเอง ก่อนจะให้เมิ่งอวิ๋นเสียงทำอีกครั้ง

เมิ่งอวิ๋นเสียงพยายามทำตามตัวอย่างของนาง แต่กลายเป็นว่านางนั่งบนขอบเก้าอี้ด้วยหลังที่แข็งทื่อ ศีรษะเอียงเล็กน้อยและหลบสายตา ไม่กล้ามองไปรอบ ๆ

สักพักนางก็เริ่มรู้สึกปวดคอจึงอดไม่ได้ที่จะเอียงศีรษะไปอีกด้าน แล้วถามคนที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างว่า “นางข้าหลวงอาวุโสอวี่ เจ้าแน่ใจหรือว่านั่งเช่นนี้จะไม่เป็นโรคกระดูกคอเสื่อม?”

ไม่น่าแปลกใจเลยที่หญิงงามในสมัยโบราณหลายคนมักนั่งนิ่งเป็นท่อนไม้ ท่านั่งเช่นนี้ช่างดูฝืนธรรมชาติและทำลายสุขภาพอย่างยิ่ง

นางข้าหลวงอาวุโสอวี่ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับนาง นางจึงสะบัดไม้เรียวเป็นคำตอบ

เมื่อไป๋เฉาส่งนางข้าหลวงอาวุโสอวี่ออกไปแล้ว แขนขาของเมิ่งอวิ๋นเสียงก็แข็งทื่อ นางรู้สึกวิงเวียนศีรษะจึงล้มตัวลงนอนบนเก้าอี้ยาวนุ่ม

ชิงหลัวที่ยืนอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะล้อเลียนนาง “หากนางข้าหลวงอาวุโสอวี่เห็นไท่จื่อเฟยในตอนนี้ ไม่รู้ว่านางจะว่าอย่างไรนะเพคะ?”

“จะว่าอย่างไรเล่า!” เมิ่งอวิ๋นเสียงบ่นด้วยความหงุดหงิด “เจ้าไม่เห็นหรือว่าหลังจากนั้นนางไม่พูดอะไรมากแล้ว แต่กลับเริ่มสะบัดไม้เรียวในมือ เมื่อมันส่งเสียง”ฟึ่บ“ก้นของข้าก็ยังเป็นรอยอยู่เลย!”

“พรืด” ชิงหลัวอดหัวเราะออกมาไม่ได้ แล้วพูดอย่างระมัดระวัง “ไท่จื่อเฟยเป็นที่รักของนายท่าน และไม่เคยถูกควบคุมความประพฤติในจวนเสนาบดีมาก่อนเลยเพคะ”

เมื่อเข้าสู่ตำหนักบูรพา ไท่จื่อจึงไม่กล้าทำอะไรท่านมากนัก ในหัวใจของข้าน้อย ท่านสั่งลมสั่งฝนได้ ท่านมีอำนาจทุกอย่าง เหตุใดท่านจึงยอมจำนนในเงื้อมมือข้าหลวงอาวุโสอวี่ได้เล่าเพคะ?

ก้นของนางยังคงเจ็บระบมอยู่ เมิ่งอวิ๋นเสียงจึงไม่กล้าขยับตัวมากนัก นางเหลือบมองอย่างไม่พอใจแล้วพูดว่า “ข้าคิดว่าเจ้าอยากจะบอกว่าข้าเป็นคนหยิ่งผยองมากกว่า!”

ชิงหลัวแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ นางก้มหน้าลงมองรองเท้าของตนอย่างจริงจัง

บทที่ 18

ดอกซิ่งแดงออกนอกกำแพง

เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่สนใจมากนักและพูดว่า “นางข้าหลวงอาวุโสอวี่เป็นคนในวัง ทุกคำพูดของข้าย่อมไปถึงหูฮ่องเต้และฮองเฮาได้ ฉะนั้นไม่ว่าข้าจะดื้อรั้นและไร้ระเบียบเพียงใด ข้าก็ต้องทำตามเพราะต้องชั่งน้ำหนักความสำคัญไม่ใช่หรือ?”

หลังจากที่ชิงหลัวได้ฟังคำพูดที่มีเหตุผลนั้นแล้ว นางก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเมิ่งอวิ๋นเสียงที่กำลังนอนอยู่บนเตียงด้วยความสงสัย

นางคร่ำครวญกับตัวเองว่า “เจ้าคนบ้าจิ่งหรง หาคนในวังมาสอนมารยาทให้ข้า จนทำให้ข้าต้องมากล้ำกลืนทำเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนี้ หากเป็นเพราะความรักและมีเหตุผล พ่อของข้าก็ยังไม่สนใจเรื่องนี้เลย”

ชิงหลัวขมวดคิ้วมากกว่าเดิม นางสงสัยในใจว่า ไท่จื่อเฟยเป็นคนที่มักจะสนใจเพียงแค่ความสุขของตัวเองเสมอ แล้วนางจะเข้าใจความเป็นจริงที่มีเหตุผลเหล่านี้ได้อย่างไร และนางชั่งน้ำหนักความสำคัญได้จริงหรือ?

ดูเหมือนว่าการที่สมองถูกกระทบกระเทือนครั้งนี้จะมีประโยชน์ยิ่งนัก

หลังจากที่ไป๋เฉาส่งนางข้าหลวงอาวุโสอวี่กลับไปแล้ว นางก็กลับมาทายาให้เมิ่งอวิ๋นเสียง เมิ่งอวิ๋นเสียงซุกใบหน้ากับหมอนและปล่อยให้นางถอดกางเกงออก จนเผยให้เห็นบั้นท้ายที่เปลือยเปล่าของนาง

ชิงหลัวเหยียดนิ้วชี้ยาวเรียวออกมาจิ้มบั้นท้ายของ   เมิ่งอวิ๋นเสียง แล้วอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ          “ไท่จื่อเฟย บวมหมดแล้วเพคะ!”

เมิ่งอวิ๋นเสียงหายใจเข้าลึกแล้วพูดอย่างหงุดหงิดว่า “เบาหน่อย!”

ชิงหลัวหยุดพูดแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ไป๋เฉาก็หยุดเคลื่อนไหวอยู่นาน เมิ่งอวิ๋นเสียงเปิดเผยบั้นท้ายพลางส่ายหน้าเพราะอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินอาย เมื่อนางกำลังจะเงยหน้าขึ้นจากหมอนก็ถูกทายาที่บั้นท้ายอีก

เมิ่งอวิ๋นเสียงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วและบ่นอีกครั้ง “พวกเจ้าช่วยเบามือหน่อยได้หรือไม่?”

การทายานั้นค่อยนุ่มนวลขึ้นมาก เมื่อโรยผงยาลงไปแล้ว อาการปวดแสบปวดร้อนก็บรรเทาลงได้มาก เมิ่งอวิ๋นเสียงจึงรู้สึกดีขึ้นมากและอดไม่ได้ที่จะพูดต่อ

“นางข้าหลวงอาวุโสอวี่ผู้นี้ดูสุภาพและนอบน้อม แต่เมื่อนางสะบัดไม้เรียว ดอกไม้ที่บานในใจข้าก็ถูกเด็ดออกอย่างกะทันหัน จนทำให้กิ่งและใบเหี่ยวเฉาไปเลย”

“แย่มาก แย่ที่สุดเลย...” เมิ่งอวิ๋นเสียงส่งเสียงคร่ำครวญสองครั้งราวกับเสียงอีกา เมื่อนางเห็นว่าทั้งสองไม่ได้เอ่ยคำใด นางก็รู้สึกว่าพวกนางไม่มีความเห็นอกเห็นใจตนบ้างเลย

นางจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมที่จะใช้สายตาสั่งสอนหญิงสาวสองคนที่โง่เขลา

ทันใดนั้นชิงหลัวก็ตระหนักได้ถึงความไม่พอใจจากคำพูดของนาง นางจึงรีบพูดขึ้นทันทีอย่างตะกุกตะกัก เพราะไม่แน่ใจว่าควรพูดหรือไม่ “ไท่ ไท่ ไท่จื่อเฟย อันที่จริงท่านไม่สามารถตำหนินางข้าหลวงอาวุโสอวี่ว่าโหดร้ายได้ เพราะนางก็ปฏิบัติตามกฎเมื่อต้องสอนนะเพคะ”

เมิ่งอวิ๋นเสียงคิดว่ามันสมเหตุสมผลแล้ว นางจึงก้มหน้าซบหมอนอีกครั้งแล้วพูดกับนางว่า “จริงดังที่เจ้าว่า นางถูกส่งมาจากใครบางคน และคนที่ควรต้องกล่าวโทษจริง ๆ ก็คือจิ่งหรงนั่นต่างหาก”

เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่ทันได้สังเกตว่าการทายาหยุดลงชั่วขณะ นางจึงพูดกับตัวเองต่อไปว่า “ข้าไม่อยากจะพูดเลยว่าจิ่งหรงนั่นใจแคบเกินไป ข้าแค่ไปเที่ยวโถงสีเขียวแล้วเกิดอะไรขึ้นกับเขา? หากเขาสามารถแต่งงานกับพระชายารองและเหล่านางสนมแสนสวยได้ แล้วข้าจะมองผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา และกลายเป็นดอกซิ่งแดงออกนอกกำแพงบ้างไม่ได้หรือ?”

*ดอกซิ่งแดงออกนอกกำแพง คือสำนวนหมายถึงหญิงที่มีสามีแล้ว แต่กลับแอบนอกใจสามีไปคบชู้

“เพียะ” เสียงฝ่ามือฟาดลงที่บั้นท้ายดังอย่างชัดเจน จนทำให้ทั้งร่างกายของเมิ่งอวิ๋นเสียงสะท้าน

“ไป๋เฉา เจ้าหยาบคายยิ่งนัก เชื่อหรือไม่ ข้าจะเอาตัวเจ้าไปขายให้กุลีเสียเลย!” เมิ่งอวิ๋นเสียงตำหนินางเสียงดังลั่น ก่อนจะรีบดึงกางเกงขึ้นแล้วลุกขึ้นจ้องไปที่ข้างเตียง

ไป๋เฉาไม่ได้นั่งอยู่ข้างเตียง แต่กลับเป็นใบหน้ามืดมนของใครบางคนที่กำลังจ้องมาที่นาง

เมิ่งอวิ๋นเสียงมองออกไปอย่างเงียบ ๆ และมองเห็นหญิงสาวสองคนยืนอยู่ข้างหลังเขา สีหน้าของชิงหลัวย่ำแย่และดูเหมือนนางกำลังจะร้องไห้ ส่วนสีหน้าของไป๋เฉาก็ไม่ค่อยต่างกันนัก และมองนางด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย

เมิ่งอวิ๋นเสียงมองย้อนกลับไปด้วยกายอันสั่นเทา ก่อนจะคลี่ยิ้มให้จิ่งหรง “สวัสดี เหตุใดไท่จื่อถึงได้ว่างนักเล่าเพคะ ถึงกลับมาช่วยข้า... ไม่สิ มาช่วยเปิ่นกงทายาใช่หรือไม่เพคะ?”

จิ่งหรงพูดด้วยความโกรธจัด “เมื่อพูดกับเปิ่นหวางเจ้าต้องเรียกแทนตัวเองว่าหม่อมฉัน เดิมทีเปิ่นหวางคิดว่าหลังจากที่นางข้าหลวงอาวุโสอวี่สอนเจ้าในวันนี้แล้ว เจ้าจะรู้เรื่องมารยาทมากขึ้นบ้าง แต่เปิ่นหวางนึกไม่ถึงว่าเจ้าจะยังไม่เข้าใจเลยว่าอะไรเป็นอะไร!”

จู่ ๆ เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าที่มืดมนของเขาดูจริงจังขึ้นอีก “เมื่อครู่นี้เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”

“พูดอะไรนะเพคะ?” เมิ่งอวิ๋นเสียงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ และมองเขาอย่างไร้เดียงสา

จบบทที่ บทที่ 17-18

คัดลอกลิงก์แล้ว