เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19-20

บทที่ 19-20

บทที่ 19-20


บทที่ 19

เมฆาดุจอาภรณ์ บุปผาดั่งหญิงงาม

จิ่งหรงหรี่ตาลงเล็กน้อย ใบหน้าของเขาฉายแววเย้ยหยัน “เปิ่นหวางรู้ว่าเจ้ามีความหึงหวง และความดื้อรั้นของเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป ปรากฏว่าที่เจ้าไปเที่ยวโถงสีเขียว ก็เพราะว่าเจ้าคิดเรื่องการแต่งงานระหว่างเปิ่นหวางกับเยวี่ยเอ๋อ!”

“ถุย!” เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย นางจึงถ่มน้ำลายแล้วพูดว่า “ท่านหลงตัวเองมากเกินไป ผีที่ไหนจะไปหึงหวงท่าน!”

ชิงหลัวเริ่มตัวสั่นสะท้าน ขาของนางสั่นราวกับตะแกรงร่อนแกลบ นางยืนอยู่ข้างหลังจิ่งหรง และสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตมืดมนที่แผ่ซ่านออกมา และปกคลุมไปทั่วร่างกายของเขา

ทันใดนั้นเขาก็ตวาดด้วยความโกรธจัด “ออกไป!”

เมิ่งอวิ๋นเสียงพูดอย่างไม่พอใจว่า “คนของข้า เหตุใดต้องออกไปเพราะคำสั่งของท่านด้วย! หากพวกเจ้าต้องการจะออกไป ก็ออกไปด้วยตัวเอง!”

ชิงหลัวตื่นตระหนกจนทรุดตัวลงกับพื้น ขาและเท้าของนางกลับกลายเป็นไม่มั่นคง และไป๋เฉาก็พยุงนางออกไป

เมิ่งอวิ๋นเสียงตวาดไล่หลังไปอย่างโกรธเคืองว่า “พวกเจ้าสองคนไร้จรรยาบรรณกันถึงเพียงนี้เลยหรือ?”

เมื่อเห็นว่าไป๋เฉาและชิงหลัวออกไปข้างนอกแล้ว      เมิ่งอวิ๋นเสียงที่แต่เดิมคิดว่าตัวเองเป็นต่อเพราะเป็นสถานการณ์แบบสามต่อหนึ่ง จู่ ๆ ก็สูญเสียการสนับสนุนที่แข็งแกร่งไป

คราวนี้นางอดกลืนน้ำลายไม่ได้ แต่ก็นางก็ยังคงไม่ยอมแพ้ นางยกมือขึ้นเท้าเอวและยืดหลังตรง ก่อนจะขึ้นไปยืนอยู่บนเตียงแล้วเชิดคางขึ้นมองจิ่งหรงด้วยท่าทีหยิ่งผยอง

จิ่งหรงที่ถูกนางบังคับให้ต้องอยู่ใต้อำนาจของนาง หรี่ตาลงครึ่งหนึ่งแล้วพูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “เมฆาดุจอาภรณ์บุปผาดั่งหญิงงาม ลมวสันต์พัดผ่านรั้ว”

เมิ่งอวิ๋นเสียงแสดงท่าทางเย่อหยิ่งขณะพูดเยาะเย้ยเขาว่า “อย่าคิดว่าการท่องบทกวีสองบรรทัดนี้ แล้วจะทำให้ไท่จื่อเฟยผู้นี้ให้อภัยท่านได้”

จิ่งหรงหรี่ตาลง คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความดูหมิ่นเหยียดหยาม “เมิ่งอวิ๋นเสียง เจ้าอย่าแกล้งทำเป็นวิกลจริต เจ้าเป็นผู้ให้บทกวีสองบทนี้แก่เปิ่นหวาง เจ้ารู้หรือไม่ว่าบทกวีครึ่งหลังคืออะไร?”

สิ่งที่เมิ่งอวิ๋นเสียงสงสัยคือ เหตุใดจู่ ๆ จิ่งหรงจึงสนใจที่จะพูดคุยเรื่องบทกวีกับนางในตอนนี้ เมื่อเมิ่งอวิ๋นเสียงได้ฟังคำพูดเหยียดหยามของเขา เมิ่งอวิ๋นเสียงก็นึกอยากจะบอกเขาว่า “ชิงผิงเตี้ยว” นี้เขียนขึ้นโดยหลี่ไป๋ กวีเอกผู้ยิ่งใหญ่ แล้วเขาคิดอย่างไรถึงได้เอ่ยถึงขึ้นมาและใช้ว่ากล่าวนางเช่นนี้?

เมิ่งอวิ๋นเสียงกลืนคำพูดด่าทอลงท้องของนาง ทันใดนั้นนางก็ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เมฆาดุจอาภรณ์บุปผาดั่งหญิงงาม อวิ๋นเสียงที่แปลว่าเมฆา จะเป็นเรื่องบังเอิญไปได้อย่างไร?

เมื่อจิ่งหรงเห็นว่านางมีปฏิกิริยาบ้างแล้ว คำพูดของเขาก็ยิ่งประชดประชันมากขึ้น “ตอนที่เจ้ายังเด็ก อาจารย์ของเจ้าสอนบทกวีให้แก่เจ้า แต่หลังจากที่เจ้าได้เรียนรู้บทกวีใหม่สองสามบท เจ้าก็เปลี่ยนชื่อของเจ้าเป็นอวิ๋นเสียงอย่างน่าขัน เพื่อยกย่องความเศร้าโศกที่กินใจนั้น แต่หากเจ้ายังจำช่วงครึ่งหลังของ       ”ชิงผิงเตี้ยว“ไม่ได้ เปิ่นหวางก็จะบอกเจ้าตอนนี้เองว่า...”

เมิ่งอวิ๋นเสียงกลอกตา แล้วขัดจังหวะเขาด้วยการพูดว่า “หากมิใช่พานพบที่ภูผาหยก ก็คงเป็นใต้แสงจันทรา”

จิ่งหรงและเจียงหลูเยวี่ยนั้นเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ

จิ่งหรงนิ่งเงียบ ดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อยของนางเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด เขาจ้องมองนางโดยไม่อาจคาดเดาท่าทางของนางได้

เมิ่งอวิ๋นเสียงสนใจและเยาะเย้ยเขาอย่างเย็นชา “ไท่จื่อต้องการจะบอกข้าว่า ไม่ว่าข้าจะเปลี่ยนชื่อของข้าอย่างไรข้าก็ยังคงเป็นตัวข้าคนเดิม และท่านกับเจียงหลูเยวี่ยย่อมต้องเคียงคู่กัน”

จิ่งหรงยกยิ้มโดยไม่ได้เอ่ยคำใด “เปิ่นหวางดูถูกเจ้ามากไปหน่อย เจ้าก็มีสมองเหมือนกันนี่”

เขาสงบมากจนดูเหมือนใจเย็นลงแล้วหรือ? แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากตัวเอง แต่เมิ่งอวิ๋นเสียงก็โกรธอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และรู้สึกอัดอั้นอยู่ในใจยิ่งนัก

ปรากฏว่าจิ่งหรงอารมณ์ไม่ดี เขาจึงพูดถึงบทกวีนี้กับนางในเวลานี้ เพราะเขาต้องการเยาะเย้ยนางว่านางหึงหวงเขา!

คิดดูแล้วไม่ว่าเมิ่งอวิ๋นเสียงคนเดิมจะมีนิสัยเช่นไร แต่จากข้อเท็จจริงที่ว่านางเต็มใจเปลี่ยนชื่อ ก็เป็นเพราะว่านางหลงใหลบทกวีบทนี้จริง ๆ แต่เขากลับเอาเรื่องนี้มาเยาะเย้ยนาง

มันกลายเป็นว่าเขานั้นช่างไร้ความปรานีและเย็นชา นางคิดว่าเขาเป็นเพียงคนอารมณ์ไม่ดีที่ชอบหาเรื่อง ซึ่งทำให้นางรำคาญเล็กน้อย แต่นางคาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะเป็นคนไร้หัวใจเช่นนี้ นางเกลียดเขาจริง ๆ

เมิ่งอวิ๋นเสียงหรี่ตามองเขาราวกับว่าไม่เต็มใจจะมองอีกต่อไป และพูดเยาะเย้ยว่า “ไท่จื่ออย่าได้กังวล ข้าคิดว่าชื่อก็เป็นเพียงชื่อ เมื่อก่อนข้าเคยเป็นเด็กและโง่เขลา และในอนาคตท่านสามารถมีคนอื่นอีกกี่คนก็ย่อมได้ และข้าสามารถต้อนรับนางเข้าประตูมาได้อย่างไม่เห็นแก่ตัว!”

จิ่งหรงไม่คิดว่านางจะตอบสนองเช่นนี้ เขาจึงชะงักไปเล็กน้อยก่อนถามว่า “เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ?”

“เพคะ นางข้าหลวงอาวุโสอวี่กล่าวไว้ว่าในฐานะไท่จื่อเฟย ข้าจะต้องสง่าผ่าเผย มีความรู้ สุภาพ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่!” เมิ่งอวิ๋นเสียงพูดเสียงดัง และมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนไม่ยิ้ม

จิ่งหรงถอนหายใจก่อนจะเดินจากไป

เมิ่งอวิ๋นเสียงแลบลิ้นใส่เขาและทำหน้าตาล้อเลียน แต่    จู่ ๆ จิ่งหรงก็หันกลับมาและจะคว้าตัวนางไว้ เมิ่งอวิ๋นเสียงจึงรีบล้มตัวนอนบนเตียงและแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

บทที่ 20

ประลองอีกครั้ง

เมื่อเมิ่งอวิ๋นเสียงตื่นในเช้าวันรุ่งขึ้น นางก็ยังคงนอนคว่ำหน้าอยู่ นางรู้สึกหิวจนท้องร้องจึงเรียกชิงหลัวมาเพื่อให้นางทำอาหารเช้าให้

ชิงหลัวยืนนิ่งด้วยสีหน้าลำบากใจ “ไท่จื่อเฟย ไท่จื่อทรงรับสั่งไว้ว่าหากท่านตื่นแล้ว ให้เชิญท่านไปเสวยอาหารเช้าที่ห้องโถงด้านหน้าเพคะ”

“ไท่จื่อไม่ชอบเจอข้าไม่ใช่หรือ? เมื่อก่อนข้าเคยไปรับประทานอาหารร่วมกับเขาด้วยหรือ” เมิ่งอวิ๋นเสียงมองนางด้วยแววตาสับสน นางรู้อยู่ในใจว่าต้องมีบางอย่างที่ยุ่งยากเกี่ยวกับเรื่องนี้

ชิงหลัวหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างลังเลว่า “ไท่จื่อตรัสว่าท่านต้องการจะดูว่าไท่จื่อเฟยเรียนรู้วิธีการนั่งได้บ้างหรือยัง?”

แน่นอนว่าเขากำลังคิดจะหาเรื่องนาง เมิ่งอวิ๋นเสียงรู้สึกกังวลเล็กน้อย “หากข้าไม่ไปล่ะ?”

“ไท่จื่อตรัสว่าหากเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่าไท่จื่อเฟยไร้ความสามารถ และจะสั่งให้นางข้าหลวงอาวุโสอวี่สอนท่านอย่างเข้มงวดกว่าเดิมแน่นอนเพคะ”

ชิงหลัวพูดขณะที่ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ “ไท่จื่อเฟย ไท่จื่อก็รู้ว่าท่านได้รับบาดเจ็บ แล้วเหตุใดยังต้องมาบังคับให้ท่านเรียนเรื่องมารยาทในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ด้วยล่ะ    เพคะ?”

เมิ่งอวิ๋นเสียงพ่นลมหายใจ แต่ไม่ได้แสดงสีหน้าใดออกไป “นั่นเป็นเพราะไท่จื่อจงใจจับผิด และไม่ต้องการให้ข้ารู้สึกดีขึ้น”

ชิงหลัวเข้าใจทันทีว่าเมื่อวานนี้จะต้องเป็นไท่จื่อเฟยที่ไม่เต็มใจจะพูด จึงทำให้ไท่จื่อโกรธเคือง คราวนี้เขาจึงจงใจทำให้นางอับอาย

“แล้วตอนนี้ควรทำเช่นไรดีเพคะ?” ชิงหลัวขมวดคิ้วแล้วพูดอย่างกังวลใจ “เก้าอี้ไม้ที่ทั้งแข็งและเย็น ไท่จื่อเฟยไม่อาจนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่แข็งและเย็นได้ในตอนนี้”

เมิ่งอวิ๋นเสียงได้ความคิดใหม่ นางกวักมือเรียกชิงหลัว “เจ้าไปนำผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มมาเย็บติดกับกางเกงชั้นใน พยายามให้หนาที่สุดเท่าที่จะทำได้”

หลังจากที่ชิงหลัวได้ยิน นางก็รีบลงไปเตรียมจัดการทันที

เมิ่งอวิ๋นเสียงเปลี่ยนกางเกงตัวใหม่ที่ชิงหลัวช่วยทำให้ จากนั้นก็เดินผ่านทางเดินไปยังห้องโถงด้านหน้า

ก่อนก้าวเข้าไปในประตู นางก็ได้ยินเสียงพูดคุยหยอกล้อราวนกกระจิบในหุบเขา เสียงนั้นดังขึ้นแผ่วเบา ถ้อยคำนั้นชวนให้นางรู้สึกขมขื่นราวบทเพลง “คะนึงหา” ที่แสนเศร้า

เมิ่งอวิ๋นเสียงสั่นสะท้านเล็กน้อยเมื่อก้าวเข้าไปในประตู สิ่งแรกที่นางเห็นคือจิ่งหรงและเจียงหลูเยวี่ย ร่างของทั้งคู่แนบชิดติดกันราวกับไม่มีใครอยู่ข้างพวกเขา นางอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่พักหนึ่ง

เจียงหลูเยวี่ยกำลังเลือกตะเกียบสำหรับจิ่งหรง คิ้วของนางขมวดทันใด นางหันไปทางฉากกั้นห้องอันวิจิตรงดงามข้างนาง  แล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า “ดูเหมือนว่าจะดีนะเพคะ แต่ช่างน่าผิดหวังเสียจริง”

จิ่งหรงหัวเราะออกมาดังลั่น แต่ก่อนที่รอยยิ้มจะจางหายไป เขาก็ตวาดว่า “ออกไป!”

เมิ่งอวิ๋นเสียงที่ประตูตัวแข็งทื่อขณะคิดว่าควรทำเช่นไรต่อ เจียงหลูเยวี่ยเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยตาเป็นประกาย แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่สาวอย่าเข้าใจผิด ตอนนี้ไท่จื่อไม่ได้หมายถึงท่านเพคะ”

เมิ่งอวิ๋นเสียงนึกเย้ยหยันในใจ ขณะที่นางกำลังจะพูด ทันใดนั้นก็มีร่างหนึ่งออกมาจากหลังฉากกั้นห้อง ในอ้อมแขนถือผีผาเอาไว้ จากนั้นก็เห็นเพียงชุดสีเหลืองซีดที่สะบัดออกไป

เมื่อจิ่งหรงเห็นว่าเมิ่งอวิ๋นเสียงยังคงมีท่าทีสับสน เขาก็รู้สึกเหนื่อยใจและหันไปดื่มชา “ยังไม่เข้ามาอีก”

เมิ่งอวิ๋นเสียงแอบชายตามองเขาแล้วเดินเข้าไปอย่างแช่มช้า ก่อนที่นางจะเข้าใกล้เขา นางก็หยุดและจ้องมองเจียงหลูเยวี่ยที่กำลังพิงกายอยู่ในอ้อมแขนของจิ่งหรง

วันนี้นางค่อนข้างจะตั้งใจแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีฟ้า ตกแต่งใบหน้าบางเบาสดใส คิ้วของนางถูกเขียนงามราวภาพวาด มีชาดอยู่ที่หว่างคิ้วเล็กน้อย นัยน์ตาคู่งามมีความอ่อนโยน ใบหน้านั้นดูเย้ายวนเหมาะกับชุดที่สง่างาม เมื่อเห็นนางในวันงานอภิเษกสมรสก็ยิ่งเห็นว่านางดูงามราวกับดอกบัว

เมื่อเจียงหลูเยวี่ยถูกสายตาจ้องมองอย่างชัดเจนเช่นนี้ นางก็รู้สึกประหม่าอยู่ครู่หนึ่ง นางจำได้ว่าตอนที่จิ่งหรงเจอตนครั้งแรก เขาก็รู้สึกตะลึงงันไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วเอื้อมมือออกไปจับนางไว้ในอ้อมแขนของเขาโดยไม่ลังเล

เจียงหลูเยวี่ยเช็ดใบหน้าที่บอบบางและเรียบเนียนของตน แล้วมองดูเมิ่งอวิ๋นเสียงอย่างเขินอายแล้วพูดว่า “เหตุใดพี่สาวมองเยวี่ยเอ๋อเช่นนี้? เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีดอกไม้ติดอยู่บนใบหน้าของเยวี่ยเอ๋อ”

เมิ่งอวิ๋นเสียงเลื่อนสายตาไปยังเอวที่อ่อนนุ่มราวไม่มีกระดูกของนาง ก่อนจะส่ายหน้าและหัวเราะเบา ๆ “เปิ่นกงแค่คิดว่าท่านั่งของน้องสาวช่างไม่เหมาะสมยิ่งนัก จึงอดไม่ได้ที่จะมองดูอีกสักหน่อย”

รอยยิ้มของเจียงหลูเยวี่ยหายไปทันที แล้วนางก็นั่งตัวตรง

จบบทที่ บทที่ 19-20

คัดลอกลิงก์แล้ว