- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 272 สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทิศ
ตอนที่ 272 สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทิศ
ตอนที่ 272 สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทิศ
เวลานี้ เซียวเจ๋อชวนได้ประคองเพ่ยอู๋ซูที่ล้มพับอยู่หลังประตูห้องส่วนตัวขึ้นมาแล้ว
เสิ่นเยียนกล่าวกับเซียวเจ๋อชวน
"ตรงนั้นมีตั่งนุ่มอยู่ ประคองเขาไปนอนที่นั่นเถอะ"
ห้องส่วนตัวระดับชั้นเลิศมักจะจัดวางตั่งนุ่มเอาไว้ โดยมีฉากกั้นบังตาระหว่างโต๊ะอาหาร
"ตกลง"
เซียวเจ๋อชวนขานรับคำหนึ่ง ก่อนจะประคองเพ่ยอู๋ซูไปที่ตั่งนุ่ม
เซียวเจ๋อชวนเดินอ้อมออกมาจากหลังฉากกั้น สายตาของเขาฉายแววครึ้มอกครึ้มใจขณะเหลือบมองจูเก่อเวยหรานแวบหนึ่ง ภายในใจมีความกังวลอยู่บ้าง จึงเลือกที่จะส่งกระแสเสียงหาเสิ่นเยียน
"เขาดูไม่ปกติมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว"
ใช้ชีวิตร่วมกันทั้งเช้าค่ำมานานเพียงนี้ พวกเขาต่างก็พอจะจับสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของเพ่ยอู๋ซูได้ไม่มากก็น้อย
เสิ่นเยียนคาดเดาความจริงของเรื่องราวได้ลางๆ แล้ว แต่ทว่านางไม่อาจเปิดเผยสถานะของเพ่ยอู๋ซูได้ นางจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สบสายตากับแววตาเชิงสำรวจของเซียวเจ๋อชวน แล้วส่งกระแสเสียงตอบกลับไป
"ทุกคนต่างก็มีความลับไม่ใช่หรือ?"
เซียวเจ๋อชวนได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาทิ้งตัวลงนั่งข้างกายเสิ่นเยียนอีกครั้ง
เขาหันศีรษะมองนาง
"เมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเจ้า ข้าดูเหมือนจะไม่มีความลับอะไรเลย"
คนที่เขาเคยปรารถนาจะปกป้องได้จากไปแล้ว เรื่องราวที่เคยเพียรพยายามไขว่คว้า บัดนี้ก็แปรเปลี่ยนไป ในใจของเขาเพียงหวังว่าจะได้ร่วมเผชิญเรื่องราวต่างๆ ไปพร้อมกับพวกเขา ไปเยือนสถานที่ต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น
พี่หญิงจักรพรรดิของเขาเคยกล่าวกับเขาว่า 'จงออกไปดูโลกกว้างแทนพี่'
เสิ่นเยียนส่งกระแสเสียงตอบ
"การไม่มีความลับ ก็ใช่ว่าจะไม่ใช่เรื่องดี บางครั้งการมีความลับที่หนักอึ้งเกินไป ก็อาจกดทับจนคนเราหายใจไม่ออกได้"
เซียวเจ๋อชวนหัวเราะเบาๆ พลางทอดถอนใจ
"เสิ่นเยียน เจ้าอายุน้อยกว่าข้าตั้งหลายปี แต่ความคิดอ่านกลับทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าข้าเสียอีก เจ้าดูเหมือนพวกสัตว์ประหลาดเฒ่าในตำนานที่แย่งชิงร่างเด็กสาวตัวน้อยไม่มีผิด"
เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย เสิ่นเยียนก็ปรายตามองเขา
"น่าเสียดาย ที่ข้าไม่ใช่สัตว์ประหลาดเฒ่า"
เวลานั้น จูเก่อเวยหรานประคองจูเก่อโย่วหลินกลับมาที่โต๊ะอาหาร เจียงเสวียนเยว่เองก็เดินกลับมาเช่นกัน
มือข้างที่บาดเจ็บของจูเก่อโย่วหลินคือมือขวา ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงใช้มือซ้ายคีบอาหาร เขากล่าวด้วยความคับแค้นใจ
"ถ้าเพ่ยอู๋ซูตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ ข้าจะให้เขาชดใช้เงินแน่!"
เจียงเสวียนเยว่สวนกลับ
"เป็นเจ้าที่เสนอหน้าเข้าไปเอง จะไปโทษใครได้?"
จูเก่อโย่วหลินพูดไปพูดมา ความน้อยใจก็ประดังเข้ามาในอก
"ท่านย่า ข้าก็แค่เป็นห่วงเขาไม่ใช่หรือไง! ใครจะไปรู้ว่าเขาแค่พลิกมือทีเดียว ก็ทำมือข้าเจ็บหนักขนาดนี้?"
เสิ่นเยียนยิ้ม
"กินขาหมูสิ กินรูปร่างเสริมรูปร่าง"
จูเก่อโย่วหลินถลึงตามองเสิ่นเยียน
"เสิ่นเยียน เจ้าห้ามซ้ำเติมข้านะ"
พูดจบ จูเก่อโย่วหลินก็ยื่นมือซ้ายออกไปหยิบขาหมูบนจานขึ้นมา แล้วกัดกินคำโตอย่างมูมมาม กลิ่นหอมตลบอบอวลชวนให้คนเคลิบเคลิ้ม
"อร่อย!"
เจียงเสวียนเยว่กล่าวด้วยความรังเกียจ
"ท่านั่งกินของเจ้าดูไม่ได้เลยจริงๆ ถ้าเวินอวี้ชูอยู่ที่นี่ เขาต้องหนีไปอยู่ห่างจากเจ้าสักแสนแปดหมื่นลี้แน่"
จูเก่อเวยหรานหันมองเสิ่นเยียน
เสิ่นเยียนจับสังเกตสายตาของเขาได้ จึงหันไปมองเขาเช่นกัน
"มีอะไรหรือ?"
จูเก่อเวยหรานทำท่าเหมือนอยากจะพูดแต่ก็หยุดไป เห็นได้ชัดว่ามีความลังเลอยู่บ้าง แต่สุดท้ายเขาก็เอ่ยปากถาม
"แม่นางเสิ่น เจ้าพอจะได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตระกูลเสิ่นแห่งแคว้นหนานเซียวเมื่อหลายเดือนก่อนบ้างหรือไม่?"
เมื่อได้ยินคำว่าตระกูลเสิ่นแห่งแคว้นหนานเซียว อีกครั้งหลังจากผ่านไปเนิ่นนาน นางกลับมีความรู้สึกราวกับผ่านไปคนละภพชาติ นางส่ายหน้า
"ไม่"
จูเก่อเวยหรานกล่าว
"เมื่อหลายเดือนก่อน วังเวิ่นซินส่งคนไปปิดล้อมตระกูลเสิ่นแห่งแคว้นหนานเซียว วังเวิ่นซินน่าจะต้องการสังหารคนสกุลเสิ่นหรือไม่ก็จับกุมตัวไว้ เพื่อใช้แก้แค้นหรือข่มขู่เจ้า เพียงแต่ สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ มีบุคคลผู้แข็งแกร่งท่านหนึ่งขัดขวางการโจมตีของวังเวิ่นซินเอาไว้ ทั้งยังสังหารคนที่วังเวิ่นซินส่งมาจนสิ้น เหลือรอดกลับไปส่งข่าวเพียงคนเดียวเท่านั้น"
แววตาของเสิ่นเยียนขึงขังขึ้นเล็กน้อย
"บุคคลผู้แข็งแกร่งท่านนั้นคือใคร?"
"ข้าเองก็ไม่ทราบแน่ชัด"
จูเก่อเวยหรานส่ายหน้า นึกอะไรขึ้นได้ เขาก็รีบเตือนเสิ่นเยียนทันที
"เพราะการปรากฏตัวของผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้น ตระกูลเสิ่นแห่งแคว้นหนานเซียวจึงรอดพ้นหายนะมาได้ และเพราะเหตุการณ์นั้น ทำให้คนตระกูลเสิ่นได้รับรู้ถึงผลงานอันโดดเด่นของเจ้าในสถาบันซีอวี้ รวมถึงเรื่องที่เจ้าไปยั่วยุขุมกำลังอย่างวังเวิ่นซิน พวกเขาปฏิเสธเรื่องการตัดขาดความสัมพันธ์กับเจ้า และยังป่าวประกาศว่าเจ้าจะเป็นคุณหนูรองแห่งตระกูลเสิ่นของพวกเขาตลอดไป"
"หน้าหนาเสียจริง"
เสิ่นเยียนเผยแววตาเย้ยหยัน แค่นหัวเราะเสียงเย็น
ส่วนเซียวเจ๋อชวน เจียงเสวียนเยว่ และจูเก่อโย่วหลินต่างมองเสิ่นเยียนด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย พวกเขาไม่ค่อยจะได้เห็นเสิ่นเยียนแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเปิดเผยเช่นนี้
เซียวเจ๋อชวนขมวดคิ้ว
"ตระกูลเสิ่นทำไม่ดีกับเจ้าหรือ?"
เจียงเสวียนเยว่กล่าวอย่างเดือดดาล
"คนตระกูลเสิ่นดูถูกเยียนเยียนของพวกเรา ตอนนี้พอเห็นเยียนเยียนของพวกเราได้ดี ก็รีบมาเกาะเกี่ยวความสัมพันธ์อย่างหน้าด้านไร้ยางอาย! น่ารังเกียจที่สุด!"
จูเก่อโย่วหลินลุกพรวดขึ้นทันที มือข้างหนึ่งยังถือขาหมูชิ้นโต กล่าวด้วยอารมณ์ดุเดือดเลือดพล่าน
"ไป ไปจัดการพวกมันกัน!"
"นั่งลง"
เสิ่นเยียนเหลือบมองจูเก่อโย่วหลินเรียบๆ
จูเก่อโย่วหลินหงอยลงทันตา เขานั่งกลับลงมา กัดขาหมูหอมฉุยคำหนึ่ง เคี้ยวตุ้ยๆ จนเสียงพูดอู้อี้ไม่ชัดเจน
"ในเมื่อพวกมันรังแกเจ้า พวกเราก็ช่วยเจ้าระบายแค้น! แบบนี้ไม่ดีหรือไง?"
เสิ่นเยียนไม่ได้ตอบคำถามของจูเก่อโย่วหลิน แต่หันไปถามจูเก่อเวยหราน
"พวกเขามีการเอาชื่อเสียงของข้าไปแอบอ้างทำเรื่องอะไรหรือไม่?"
จูเก่อเวยหรานกล่าว
"เรื่องนี้ยังไม่เคยได้ยิน แต่ได้ข่าวว่ามีขุมกำลังจำนวนไม่น้อยที่พอรู้ว่าเจ้าเป็นคุณหนูตระกูลเสิ่น และมีผู้แข็งแกร่งลึกลับคอยปกป้องตระกูลเสิ่นอยู่ ก็พากันเข้าหาเพื่อผูกมิตรกับตระกูลเสิ่น ดังนั้นตลอดหลายเดือนมานี้ บารมีของตระกูลเสิ่นจึงพุ่งสูงขึ้นมาก"
สีหน้าของเสิ่นเยียนเย็นชาลงเล็กน้อย นางแค่นเสียง
"ยิ่งยืนสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งตกลงมาเจ็บปวดเท่านั้น"
พวกเจียงเสวียนเยว่เข้าใจความหมายในคำพูดของเสิ่นเยียน
เสิ่นเยียนมองไปที่จูเก่อเวยหราน
"ตอนนี้ข้ายังไม่มีเวลาไปจัดการเรื่องนี้ที่ตระกูลเสิ่นแคว้นหนานเซียว รอไว้วันหน้ามีเวลาค่อยกลับไปสักครั้ง คุณชายจูเก่อ รบกวนท่านช่วยจับตาดูความเคลื่อนไหวของตระกูลเสิ่นแคว้นหนานเซียวให้ข้าในยามว่างด้วยเถิด"
"ได้สิ"
จูเก่อเวยหรานยิ้มบางๆ
"ขอบคุณ"
"ไม่ต้องเกรงใจ"
เสิ่นเยียนยิ้มให้จูเก่อเวยหรานเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองเจียงเสวียนเยว่
"เยว่เยว่ คนที่บ้านเจ้าได้ติดต่อมาหาเจ้าบ้างหรือไม่?"
เจียงเสวียนเยว่ชะงักมือเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้น พยักหน้า
"เมื่อวานข้าส่งกระแสเสียงบอกท่านพ่อแล้ว บอกท่านเรื่องที่ข้ากำลังจะเดินทางไปดินแดนส่วนกลาง ท่านสนับสนุนข้ามาก"
เสิ่นเยียนมองดูนาง
จากนั้น นางก็ใช้ตะเกียบคีบซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานชิ้นหนึ่ง วางลงในชามของเจียงเสวียนเยว่
"กินหน่อยสิ"
เจียงเสวียนเยว่ฉีกยิ้มกว้าง พยักหน้า แล้วอ้าปากงับซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน รสเปรี้ยวอมหวานผสานกับรสสัมผัสของเนื้อที่นุ่มละมุน อร่อยจริงๆ
ช่วงบ่าย พวกเขาก็ออกจากภัตตาคารเยว่หลาน
เพ่ยอู๋ซูยังไม่ตื่น
ดังนั้น เขาจึงถูกเซียวเจ๋อชวนแบกขึ้นหลัง
คณะของพวกเขากลับไปยังสถาบันซีอวี้
แก้มของเพ่ยอู๋ซูแดงระเรื่อ ท่าทางสะลึมสะลือ ปากพึมพำไม่หยุด
"ท่านแม่... ท่านพ่อ... ท่านปู่ไท่ซุ่ย... อย่าทิ้งข้าไป..."
เนื่องจากเซียวเจ๋อชวนเป็นคนแบกเพ่ยอู๋ซู คำพูดพึมพำเหล่านั้นจึงลอยเข้าหูของเซียวเจ๋อชวนจนหมดสิ้น เมื่อเซียวเจ๋อชวนได้ยินชื่อ 'ไท่ซุ่ย' สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ไท่ซุ่ย คือบรรพชนผู้เฒ่าของอดีตสำนักเทียนฟาง และยังเป็นยอดฝีมือผู้บำเพ็ญเซียนวิชากระบี่!
ตบะบารมีของท่านบรรลุถึงขั้นนภา ระดับเก้า กระบี่เดียวผ่าภูผา สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทิศ!
และนายน้อยสำนักเทียนฟางนามว่าเพ่ยซู่ที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดัง กระบวนท่าวิชากระบี่ส่วนใหญ่ก็ล้วนได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพชนผู้เฒ่าไท่ซุ่ยทั้งสิ้น