- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 27 ตัดขาดบุญคุณความสัมพันธ์
ตอนที่ 27 ตัดขาดบุญคุณความสัมพันธ์
ตอนที่ 27 ตัดขาดบุญคุณความสัมพันธ์
“คุณหนู เรื่องนี้ต้องบอกนายน้อยนะเจ้าคะ ต้องมีคนอยู่เบื้องหลังลอบทำร้ายท่านแน่ๆ หรืออาจจะอยากฉวยโอกาสนี้... สังหารท่าน” สีหน้าของอิ๋นเยว่เคร่งขรึม
หงรื่อก็เกลี้ยกล่อมอย่างเป็นกังวลเช่นกัน “คุณหนู ท่านเข้าร่วมการแข่งขันไม่ได้นะเจ้าคะ อาจจะถึงแก่ชีวิตได้! พวกเราสละสิทธิ์กันเถอะเจ้าค่ะ!”
เสิ่นเยียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง และกล่าว “แม้ว่าข้าจะไม่ได้สมัครด้วยตนเอง แต่ก็เข้าทางข้าพอดี”
“คุณหนู...”
สีหน้าของหงรื่อและอิ๋นเยว่เปลี่ยนไป ในใจกังวลอย่างยิ่ง พวกนางกำลังจะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมก็ได้ยินนางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยประโยคหนึ่ง “กลับตระกูลเสิ่นเถอะ”
หงรื่อและอิ๋นเยว่จนปัญญา
“เจ้าค่ะ คุณหนู”
รถม้าเดินทางกลับมาถึงตระกูลเสิ่น หยุดลงที่หน้าประตูใหญ่
เหล่าองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูตระกูลเสิ่น เมื่อเห็นว่าเสิ่นเยียนกลับมาก็สบตากันแวบหนึ่ง แล้วส่งองครักษ์นายหนึ่งเดินมาอยู่ตรงหน้าเสิ่นเยียน องครักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน “คุณหนูรอง วันนี้เป็นวันเกิดของคุณหนูใหญ่ ท่านผู้อาวุโสใหญ่กล่าวว่า ท่านมีแต่ความอัปมงคลติดตัว ห้ามเข้าทางประตูหน้า ต้องเข้าทางประตูข้าง”
เสิ่นเยียนเงยหน้าขึ้น “เข้าทางประตูข้าง?”
องครักษ์ถูกสายตาคมกริบของนางจ้องจนตัวสั่นสะท้าน เขาพยายามข่มความหวาดกลัวในใจ แล้วกล่าวว่า “ขอรับ”
“ถ้าข้าไม่ยอมล่ะ?”
องครักษ์ตะลึงงัน รอยยิ้มเยาะเย้ยที่เพิ่งผุดขึ้นบนใบหน้าพลันแข็งค้างไปภายใต้สายตาที่สงบนิ่งดุจผืนน้ำของเสิ่นเยียน
สีหน้าขององครักษ์ย่ำแย่ เดิมทีเขาคิดว่าสวะอย่างเสิ่นเยียนจะยอมทำตามแต่โดยดี เข้าทางประตูข้างไป นึกไม่ถึงว่านางจะไม่ยอม
เขากล่าวอย่างแข็งกร้าว “นี่เป็นคำสั่งของท่านผู้อาวุโสใหญ่ คุณหนูรองอย่ามาทำให้ผู้น้อยลำบากใจเลยขอรับ”
ถ้อยคำเย็นชาหลุดออกมาจากริมฝีปากของนาง
“หงรื่อ จับเขากดไว้”
หงรื่อชะงักไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็มีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว นางพุ่งเข้าโจมตีองครักษ์ผู้นั้นทันที พลังของนางอยู่ที่ขั้นรากฐาน ระดับที่สาม เพียงพอที่จะจับกุมองครักษ์ขั้นรากฐาน ระดับที่สองผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย
“คุกเข่า!” หงรื่อตวาดลั่น
ปัง เสียงหนึ่งดังขึ้น องครักษ์ถูกหงรื่อกดดันอย่างหนัก คุกเข่าลงตรงหน้าเสิ่นเยียนอย่างแรง องครักษ์ร้องโหยหวน
ในขณะนี้ เหล่าองครักษ์ที่เฝ้าประตูหน้าอยู่เห็นดังนั้น สีหน้าก็ตกตะลึง ส่งองครักษ์มาเพิ่มอีกหลายนาย และครั้งนี้ พวกเขากลับชักดาบเข้าใส่
เสิ่นเยียนก้าวไปข้างหน้า ตวัดสายตาคมกริบมองพวกเขา “พวกเจ้าคิดจะลงมือกับข้าคุณหนูผู้นี้รึ?”
องครักษ์หลายนายได้ยินดังนั้น ในใจก็สั่นสะท้าน พวกเขาเกรงกลัวนายน้อยที่อยู่เบื้องหลังเสิ่นเยียน หากทำให้นางบาดเจ็บแม้แต่ปลายเล็บ นายน้อยไม่ปล่อยพวกเขาไว้แน่
องครักษ์ที่เป็นหัวหน้ากล่าวอย่างลำบากใจ “คุณหนูรอง ท่านอย่าทำให้พวกผู้น้อยลำบากใจเลย เป็นท่านผู้อาวุโสใหญ่ที่สั่งพวกข้าไม่ให้ท่านเข้าทางประตูหน้า”
สายตาของเสิ่นเยียนเย็นชา “ถ้าข้ายืนกรานจะเข้าทางประตูหน้าเล่า?”
นางรู้ดีว่าผู้อาวุโสใหญ่จงใจทำเช่นนี้ จะอัปมงคลอะไรกัน? เขาแค่กำลังข่มขวัญนาง! เพื่อปกป้องเสิ่นเสวี่ยสุดที่รักของพวกเขาก็เท่านั้น!
“หลีกไป!”
เสียงของนางราวกับห่อหุ้มไว้ด้วยน้ำแข็งและความน่าเกรงขามที่ติดตัวมาโดยกำเนิด ทำให้ผู้คนหนาวสั่นจนถึงกระดูก
เสิ่นเยียนก้าวเท้าออกไป เข้าใกล้พวกเขาทีละก้าว
“คุณหนูรอง ท่านอย่าเข้ามา พวกข้าอาจจะทำร้ายท่านจริงๆ นะขอรับ!” เหล่าองครักษ์ก็กลัวเช่นกัน ใครจะไปนึกว่านิสัยของเสิ่นเยียนหลังจากฟื้นฟูสติสัมปชัญญะแล้วจะแข็งกร้าวถึงเพียงนี้ ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
อิ๋นเยว่ก้าวตามเสิ่นเยียนไป จากนั้นก็ตวาดใส่เหล่าองครักษ์ด้วยเสียงเข้ม “บังอาจ! หากกล้าทำร้ายคุณหนู พวกเจ้าทุกคนต้องตาย!”
เหล่าองครักษ์สบตากัน พวกเขาไม่กล้าลงมือกับเสิ่นเยียน จึงทำได้เพียงยืนเรียงกันเป็นกำแพงมนุษย์ ขวางทางเสิ่นเยียนไว้ ไม่ให้นางเดินหน้าต่อ
เสิ่นเยียนพลันหัวเราะเยาะออกมา
วินาทีต่อมา เสิ่นเยียนพลันยกขาขึ้นเตะองครักษ์ที่ขวางอยู่ตรงหน้าอย่างแรง และรวดเร็วอย่างยิ่ง แรงปะทะก็หนักหน่วงเกินคาด ปัง เสียงหนึ่งดังขึ้น องครักษ์ผู้นั้นกลับถูกเตะกระเด็นล้มลงกับพื้น
“อ๊าก!”
รูม่านตาของทุกคนในที่นั้นหดเล็กลง
แม้แต่คนเดินผ่านไปมาที่มุงดูอยู่ ก็ยังเผยสีหน้าตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
นี่คือ... สวะเสิ่นเยียนน่ะหรือ?!
อิ๋นเยว่และหงรื่อก็รีบยกฝ่ามือซัดองครักษ์สองสามคนเปิดทางให้คุณหนูของตน
เหล่าองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูตระกูลเสิ่นต่างกรูกันเข้ามา ล้อมเสิ่นเยียนไว้
ฝีเท้าของเสิ่นเยียนพลันหยุดชะงัก
นางเงยหน้าขึ้นมองผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูลเสิ่นที่ค่อยๆ ก้าวออกมาจากด้านในตระกูลเสิ่น
ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวอย่างทำทีเป็นคนดี “เสิ่นเยียน เจ้ามีแต่ความอัปมงคลติดตัว วันนี้ไม่เหมาะที่จะเข้าทางประตูหน้าของตระกูลเสิ่น มิฉะนั้นดวงชะตา ของเจ้าจะไปปะทะกับเสวี่ยเอ๋อร์ที่เกิดในวันนี้! เสิ่นเยียน เจ้าอย่าได้เห็นแก่ตัวนักเลย จงเชื่อฟังและเข้าทางประตูข้างไปเสียดีๆ”
ชาวบ้าน จำนวนไม่น้อยในแคว้นหนานเซียวสังเกตเห็นความวุ่นวายที่นี่ ต่างก็พากันมามุงดู เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเสิ่น สายตาของทุกคนที่จ้องมองเสิ่นเยียนก็ยิ่งทวีความรังเกียจมากขึ้น
เสิ่นเยียนหยุดยืนนิ่ง จ้องเขม็งไปยังผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูลเสิ่นไม่กะพริบตา
เสิ่นเยียนหัวเราะเยาะ “ท่านบอกว่าข้ามีแต่ความอัปมงคล? ดูจากที่ใดรึ?”
ผู้อาวุโสใหญ่ขมวดคิ้ว “เจ้าเป็นสวะที่ไร้พลังวิญญาณ ย่อมไม่อาจสัมผัสได้อยู่แล้ว เสิ่นเยียน เจ้าจะเชื่อฟังหน่อยไม่ได้รึ? เอาแต่สร้างเรื่องให้ตระกูลเสิ่น ได้ยินมาว่าเจ้ายังไปสมัครเข้าร่วมการแข่งขันที่สำนักชิวเทียนจัดขึ้นในป่าเพลิงวิญญาณอีก เจ้าไม่มีความรู้จักเจียมตัวเลยรึ? ชื่อเสียงของตระกูลเสิ่นถูกเจ้าทำลายจนป่นปี้หมดแล้ว!”
เสิ่นเยียนยิ้ม “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะขอตัดขาดบุญคุณความสัมพันธ์กับตระกูลเสิ่น นับแต่นี้ไปจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กันอีก! ยกเว้นบิดาของข้า เสิ่นเทียนฮ่าว และน้องชายของข้าเสิ่นหวย”
ทุกคนในที่นั้นได้ยินดังนั้น ก็ตกตะลึง
แม้แต่สีหน้าของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเสิ่นก็ยังเปลี่ยนไป
แววตาของเสิ่นเยียนคมกริบ น้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “หากวันใดที่ข้ามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า พวกเจ้าตระกูลเสิ่นก็อย่าได้บังอาจพูดว่าข้า เสิ่นเยียนมีความเกี่ยวข้องกับพวกเจ้า! ต่อให้พวกเจ้าจะสามคุกเข่าเก้าคำนับ ก็อย่าคิดว่าข้าจะกลับมาตระกูลเสิ่น!”
“วันนี้ให้ฟ้าเป็นพยาน ให้ดินรับรู้ พวกท่านทุกคนล้วนเป็นพยานบัดนี้ ข้าจะขอคืนค่าปัจจัยสี่ ที่ตระกูลเสิ่นเลี้ยงดูข้ามาสิบห้าปี คืนให้แก่ตระกูลเสิ่น!”
พูดถึงตรงนี้ เสิ่นเยียนก็ยื่นแหวนมิติวงหนึ่งให้อิ๋นเยว่ ให้นางหยิบทองคำห้าหมื่นตำลึงออกมา โยนทิ้งไว้ที่หน้าประตูใหญ่ของตระกูลเสิ่น!
อิ๋นเยว่ตกตะลึง นางอ้าปากค้างพูดไม่ออกไปนาน ยังไม่ทันจะได้สติกลับมาดี ก็ได้ยินคำสั่งของเสิ่นเยียน นางจึงทำตามโดยสัญชาตญาณ
ในชั่วพริบตา ทองคำห้าหมื่นตำลึงเหลืองอร่ามก็กองรวมกันเป็นภูเขาลูกเล็กๆ อยู่ตรงหน้าประตูใหญ่ของตระกูลเสิ่นพอดี
ทุกคนตะลึงจนอ้าปากค้าง “!!!”
เงินมากมายมหาศาล!
เสิ่นเยียนกล่าวเสียงเย็นชา “ตระกูลเสิ่นไม่เคยให้ทรัพยากรบำเพ็ญเพียรใดๆ แก่ข้า ดังนั้นทองคำห้าหมื่นตำลึงนี้ ใช้จ่ายเป็นค่าปัจจัยสี่สิบห้าปีของข้า ก็นับว่ามากเกินพอแล้ว”
ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเสิ่นตกตะลึงอย่างยิ่ง เขาโกรธจนตัวสั่น ชี้ไปยังทิศทางของเสิ่นเยียน “เงินนี่มันเห็นๆ อยู่ว่า...”
“ไม่ใช่ของข้ารึ?” เสิ่นเยียนจ้องเขม็งไปยังผู้อาวุโสใหญ่ด้วยสายตาคมกริบ ท่าทางราวกับว่าหากเขากล้าพูดว่าไม่ใช่ นางก็จะแฉเรื่องสกปรกที่เสิ่นเสวี่ยทำไว้ทั้งหมดออกมา
ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเสิ่นถึงกับพูดไม่ออก
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสใหญ่ก็เดือดดาลอย่างหนัก “เสิ่นเยียน เจ้ามีสิทธิ์อะไรที่จะออกจากตระกูลเสิ่น?!”
เสิ่นเยียนแค่นเสียงเย็นชา “พวกท่านรังเกียจข้า ยังจะไม่ยอมให้ข้าไปอีกรึ? พูดถึงที่สุดแล้ว ก็เป็นเพราะธรณีประตูของตระกูลเสิ่นสูงเกินไป ไม่ยอมให้ข้ากลับเข้าไป มิใช่รึ?”
ผู้อาวุโสใหญ่หน้าเขียวคล้ำ นางกล้าดียังไงมาพูดจาเสียดสีเรื่องที่ตนไม่ยอมให้นางเข้าประตูหน้าตระกูลเสิ่น!