- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 22 มีดสั้นเพลิงชาด
ตอนที่ 22 มีดสั้นเพลิงชาด
ตอนที่ 22 มีดสั้นเพลิงชาด
เสิ่นเยียนหยิบมีดสั้นเล่มที่เถ้าแก่ร้านอาวุธแนะนำขึ้นมา ด้ามมีดเป็นสีดำค่อนข้างหนักใบมีดคมกริบ เผยไอเย็นเยียบที่เกิดจากการตีเหล็กออกมา
เถ้าแก่กล่าวถามพลางยิ้มที่มุมปาก “คุณหนูรอง ท่านพอใจหรือไม่ขอรับ?”
เสิ่นเยียนได้ยินก็ไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงแต่ใช้มีดสั้นตวัดวาดในอากาศสองสามครั้ง ทุกครั้งที่ตวัดราวกับมีลมดาบพาดผ่าน
ทำเอาเถ้าแก่ตกใจจนรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
เถ้าแก่จ้องมองเสิ่นเยียนอย่างประหลาดใจเล็กน้อย ท่าทางที่นางตวัดมีดเมื่อครู่ เห็นได้ชัดว่านางใช้มีดเป็น อีกทั้งท่าทางยังเฉียบขาดหมดจดอย่างยิ่ง
แปลกจริง คุณหนูรองเสิ่นเพิ่งจะฟื้นฟูสติสัมปชัญญะได้ไม่นานมิใช่หรือ?
แม้แต่หงรื่อและอิ๋นเยว่ก็ยังตกตะลึง พวกนางจ้องมองเสิ่นเยียนเขม็ง อยากจะเอ่ยถามแต่ก็ไม่กล้า
เสิ่นเยียนไม่ค่อยพอใจนัก วางมีดสั้นในมือลงแล้วเอ่ยถาม “เถ้าแก่ ยังมีมีดสั้นที่ดีกว่านี้อีกหรือไม่? ขอแบบที่ประณีต กะทัดรัดกว่านี้หน่อย”
เถ้าแก่เอ่ยถามอย่างหยั่งเชิง “คุณหนูรอง ท่านคิดจะใช้มีดสั้นทำสิ่งใดหรือขอรับ?”
“ย่อมมีประโยชน์ต่อข้า”
ความหมายโดยนัยก็คือ บอกให้เขาเลิกซักไซ้
เสิ่นเยียนกล่าวเสริม “มีดสั้นต้องประณีต กะทัดรัด รูปลักษณ์ภายนอกไม่มีข้อกำหนด ข้าไม่สนความสวยงาม ข้าสนการใช้งานจริง”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เถ้าแก่ก็ราวกับถูกแทงใจดำ เขาหัวเราะแก้เก้อ
ในใจลอบครุ่นคิด คุณหนูรองเสิ่นผู้นี้กลับรู้ด้วยว่ามีดสั้นเล่มนี้ใช้งานจริงได้ไม่ดีพอ ดูท่านางคงจะเป็นผู้รอบรู้เรื่องศาสตรา
เถ้าแก่ยิ้มกล่าว “ในเมื่อคุณหนูรองมีมาตรฐานสูง เช่นนั้นเชิญเข้ามาดูในห้องชั้นในเถอะขอรับ”
พลางพูด เขาก็ผายมือเชิญ
เสิ่นเยียนพยักหน้า “ได้”
หลังจากเข้ามาในห้องอาวุธด้านใน แล้ว เสิ่นเยียนก็เห็นอาวุธนานาชนิด แต่สายตาของนางกลับสะดุดเข้ากับมีดสั้นเล่มหนึ่งที่แดงฉานไปทั้งเล่ม ราวกับเคยอาบย้อมมาด้วยโลหิต เผยไอสังหารอันดุร้าย ออกมา
ขณะที่เสิ่นเยียนกำลังจะก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ ก็ถูกเถ้าแก่ร้องห้ามไว้เสียก่อน
“คุณหนูรอง มีดสั้นเพลิงชาดเล่มนี้มีไอชั่วร้าย ท่านตอนนี้ไม่มีพลังวิญญาณคุ้มกาย หากแตะต้องมันจะถูกมันสะท้อนกลับ เอาได้นะขอรับ!”
เสิ่นเยียนกล่าว “ไม่เป็นไร ข้าอยากลองสัมผัสดู หากถูกพลังสะท้อนกลับจนบาดเจ็บ ก็เป็นเรื่องของข้าเอง ไม่ลากท่านเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรอก”
แต่หงรื่อและอิ๋นเยว่กลับขมวดคิ้วอย่างกังวล พวกนางเอ่ยขึ้น “คุณหนู ให้บ่าวช่วยท่านทดสอบความเข้ามือดูก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่ต้อง”
เสิ่นเยียนส่ายหน้า
เถ้าแก่รู้ดีถึงความร้ายกาจของมีดสั้นเพลิงชาดเล่มนี้ เขาไม่กล้าปล่อยให้เสิ่นเยียนลอง ขณะที่เขากำลังจะแนะนำมีดสั้นเล่มอื่นให้เสิ่นเยียน รูม่านตาของเขาก็หดเล็กลงทันใด เมื่อเห็นว่าเสิ่นเยียนหยิบมีดสั้นเพลิงชาดขึ้นมาถือไว้ในมือแล้ว
ลมหายใจของเถ้าแก่พลันสะดุด หัวใจราวกับสั่นสะท้าน เขาจ้องมองเสิ่นเยียนเขม็ง กลัวว่าเสิ่นเยียนจะเป็นอะไรไปในร้านอาวุธของเขา
หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที...
สิบวินาทีผ่านไป มีดสั้นเพลิงชาดนอนอยูในมือของเสิ่นเยียนอย่างเชื่องๆ ไม่เกิดอะไรขึ้นเลยแม้แต่น้อย
เถ้าแก่ “???”
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
“เถ้าแก่ ข้าเอาเล่มนี้ ราคาเท่าใด?”
เถ้าแก่ยังคงงุนงง เขาถามอย่างลังเล “คุณหนูรอง ท่านรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่ขอรับ?”
เสิ่นเยียนกล่าวเรียบๆ “ไม่นี่ อาจเป็นเพราะมีวาสนาต่อกันกระมัง”
มีวาสนาต่อกัน?
มีดสั้นเพลิงชาดเล่มนี้ แม้แต่องค์รัชทายาทยังไม่สามารถกำราบมันได้ แต่คุณหนูรองเสิ่นผู้ไร้ซึ่งพลังวิญญาณ กลับสยบมันได้ด้วยคำว่ามีวาสนาต่อกันเนี่ยนะ
เถ้าแก่รู้สึกว่ามันเหลวไหลสิ้นดี แต่ความจริงก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
“คุณหนูรอง ท่านแน่ใจนะขอรับว่าจะซื้อมีดสั้นเล่มนี้?” เถ้าแก่ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“แน่ใจ”
เถ้าแก่ถอนหายใจเบาๆ “มีดสั้นเพลิงชาดเล่มนี้ ราคาหนึ่งร้อยตำลึงทองขอรับ”
หงรื่อและอิ๋นเยว่ได้ยินดังนั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป ราวกับได้ยินเรื่องที่ไม่อาจเชื่อได้
หงรื่อทำหน้ามุ่ยเท้าสะเอว “เถ้าแก่ นี่มันก็แค่มีดสั้นเล่มเดียว เหตุใดถึงต้องราคหนึ่งร้อยตำลึงทองด้วย? ท่านคิดจะหลอกลวงคุณหนูรองของพวกเราหรือ? ถ้านายน้อยของเรารู้เข้า...”
“หงรื่อ”
เสิ่นเยียนเอ่ยขัดคำพูดของนาง จากนั้นมองไปยังเถ้าแก่ที่มีสีหน้าไม่พอใจอยู่ลางๆ แล้วกล่าวช้าๆ “ข้ารู้ว่ามีดสั้นเพลิงชาดเล่มนี้ล้ำค่า”
เถ้าแก่ได้ยินดังนั้น สีหน้าจึงค่อยผ่อนคลายลง
เสิ่นเยียนขมวดคิ้ว “แต่ราคานี้สำหรับข้าก็นับว่าสูงเกินไปจริงๆ เถ้าแก่ ลดหน่อยได้หรือไม่?”
เถ้าแก่เงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าว “เอาเถอะ มีดสั้นเพลิงชาดเล่มนี้วางอยู่ที่นี่มานานหลายปี ยังไม่มีผู้ใดได้เป็นเจ้าของมัน วันนี้คุณหนูรองก็นับว่ามีวาสนาต่อกันกับมัน ข้าลดให้เหลือเก้าสิบห้าตำลึงทองก็แล้วกัน”
ลดไปถึงห้าตำลึงทอง
ต้องรู้ด้วยว่าทองคำห้าตำลึงนี้ เทียบเท่ากับค่าครองชีพสองปีของครอบครัวทั่วไปเลยทีเดียว
ถึงกระนั้น หงรื่อและอิ๋นเยว่ก็ยังรู้สึกว่ามีดสั้นเพลิงชาดเล่มนี้แพงอย่างเหลือเชื่อ แม้พวกนางจะรู้สึกว่ามีดสั้นเล่มนี้ย่อมไม่ใช่ของธรรมดาแน่ แต่ก็แพงเกินไป!
เสิ่นเยียนพยักหน้าเล็กน้อย “ขอบคุณเถ้าแก่”
จากนั้น เสิ่นเยียนก็นำแหวนมิติ วงหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ นางเรียกอิ๋นเยว่มา “เจ้าช่วยข้าหยิบทองคำเก้าสิบห้าตำลึงออกมาจากในนี้ที”
อิ๋นเยว่รับคำอย่างนอบน้อม
เมื่อนางส่งสัมผัสวิญญาณเข้าไปในแหวนมิติวงนี้ ก็แทบจะถูกทองคำเหลืองอร่ามบาดตาจนบอด สีหน้าของนางตกตะลึงอย่างยิ่ง
ในใจของนางสั่นสะท้าน
คุณหนูมีทองคำมากมายขนาดนี้เชียวหรือ!
ดูแล้วน่าจะมีถึงสิบหมื่นตำลึง!
อิ๋นเยว่สูดลมหายใจให้สงบ ท่าทางเช่นนี้ของนางในสายตาของเถ้าแก่ร้านอาวุธ กลับมองว่าคุณหนูรองคงจะมีเงินส่วนตัวอยู่น้อยนิด
เถ้าแก่เห็นดังนั้น ในใจพลันรู้สึกผิดขึ้นมา
ถ้ารู้แต่แรก เรียกราคาน้อยกว่านี้อีกหน่อยก็ดีแล้ว
ท้ายที่สุด เขาก็รู้มาว่าคุณหนูรองคนก่อนมักจะถูกคนในตระกูลเสิ่น รังแกขับไสอยู่เสมอ
เถ้าแก่กล่าว “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน แค่เก้าสิบตำลึงทองก็พอแล้ว”
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของเสิ่นเยียนไหววูบ นางกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ “ขอบคุณเถ้าแก่”
อิ๋นเยว่ “...”
ในไม่ช้า อิ๋นเยว่ก็หยิบทองคำเก้าสิบตำลึงออกมาจากแหวนมิติ ส่งให้เถ้าแก่ ทันใดนั้นก็ยื่นแหวนมิติคืนให้เสิ่นเยียนด้วยมือที่สั่นเทา
คุณหนูช่างเก็บงำมิดชิดจริงๆ!
กลับร่ำรวยถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!
สีหน้าของอิ๋นเยว่เปลี่ยนไปมา ทำให้หงรื่อที่อยู่ข้างๆ นึกว่านางกำลังเสียดายที่คุณหนูใช้ทองคำไปมากถึงเพียงนี้
เสิ่นเยียนรับมีดสั้นเพลิงชาดมา สอดมีดสั้นอันประณีตเล่มนั้นเข้าไปในแขนเสื้อ กว้างของตนทันที
“ไปเถอะ”
“คุณหนูรองเดินทางดีๆ นะขอรับ ว่างๆ ก็เชิญมาใหม่”
เสิ่นเยียนขึ้นไปนั่งบนรถม้า นางหยิบมีดสั้นเพลิงชาดออกมาพิจารณาอยู่หลายครั้ง ไอชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากตัวมันถูกนางกดข่มไว้จนหมดสิ้น
หากจะเทียบไอสังหารกันจริงๆ นางย่อมไม่ด้อยไปกว่ามัน
ในยุคสุดท้าย นางสังหารผีดิบมานับไม่ถ้วน ทั้งยังเคยเปรอะเปื้อนโลหิตของผู้ทรยศมากมาย นางเป็นเด็กกำพร้า ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเด็กกำพร้าที่เกิดในยุคสุดท้าย เพื่อความอยู่รอด เพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น นางเหยียบย่ำซากศพแล้วซากศพเล่า ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด...
นางรู้ดีว่านางไม่อาจพึ่งพาผู้ใดได้ หากอยากมีชีวิตรอดก็ทำได้เพียงพึ่งพาตนเองเท่านั้น
ตอนนี้ก็เช่นกัน
แววตาของเสิ่นเยียนเฉยชา นางเก็บมีดสั้นเพลิงชาด แล้วเอ่ยสั่งคนขับรถม้า “ไปที่ด้านนอกป่าเพลิงวิญญาณ”
หงรื่อสีหน้าตกใจ “ป่าเพลิงวิญญาณ? คุณหนู ป่าเพลิงวิญญาณตอนนี้ถูกปิดไปแล้ว มีการคุ้มกันแน่นหนา เข้าไปไม่ได้นะเจ้าคะ”
เสิ่นเยียนกล่าว “ข้าแค่อยากดูอยู่ห่างๆ ไม่เข้าไปข้างใน”
“แต่ว่า...” อิ๋นเยว่กำลังจะทัดทาน
เสิ่นเยียนใช้น้ำเสียงอ่อนลง “แค่ดูแป๊บเดียว”
หัวใจของหงรื่อและอิ๋นเยว่พลันอ่อนยวบลงทันที เหตุผลบอกพวกนางว่าไม่ควร แต่พวกนางก็ไม่อาจปฏิเสธคำขอของเสิ่นเยียนได้
“ก็ได้เจ้าค่ะ เช่นนั้นก็ดูอยู่ห่างๆ นะเจ้าคะ”