- หน้าแรก
- พลิกชะตาคุณหนูพันล้าน จารึกตำนานจักรพรรดินีเศรษฐีโลกแห่งโตเกียว
- บทที่ 11: ปาฏิหาริย์ของช่างประปา
บทที่ 11: ปาฏิหาริย์ของช่างประปา
บทที่ 11: ปาฏิหาริย์ของช่างประปา
กลางเดือนสิงหาคมในอากิฮาบาระ อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นไหม้
กลิ่นไฟฟ้าสถิตที่แผ่ออกมาจากโทรทัศน์จอตู้ตระกูลซีอาร์ทีนับพันเครื่องที่เปิดทำงานพร้อมกัน คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นตะกั่วบัดกรี พลาสติกราคาถูก และกลิ่นควันหอมฉุยของไก่ย่างเสียบไม้
ในยุคนี้ อากิฮาบาระยังไม่ได้กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกยึดครองโดยเหล่าตัวละคร 2D เหมือนในยุคหลัง ที่นี่ยังคงเป็น "เมืองเครื่องใช้ไฟฟ้า" ซึ่งเปรียบเสมือนป่าดงดิบของชิ้นส่วนวิทยุ เครื่องดูดฝุ่น และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่เพิ่งเริ่มมีบทบาท สองฝั่งถนนสายแคบเต็มไปด้วยป้ายไฟสีแดงและเขียวแขวนเรียงราย ธงผ้าเขียนคำว่า "ลดกระหน่ำ" และ "คืนเงินสด" ห้อยต่องแต่งไปตามกระแสลมอบอ้าว
ซัตสึกิสวมหมวกกันแดดที่กดปีกหมวกปรกหน้าจนต่ำเกือบมิด สวมเสื้อยืดสีขาวธรรมดากับเอี๊ยมยีนส์
เธอยืนพิงราวสะพานมันเซบาชิ ในมือถือกระป๋องชาอู่หลงแช่เย็นจัด หยดน้ำเกาะพราวข้างกระป๋องไหลรินผ่านง่ามนิ้ว หยดลงบนพื้นยางมะตอยร้อนระอุและระเหยหายไปในพริบตา
"ค... คุณไซออนจิคะ!"
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากด้านหลัง
ซูซูกิ เอมิ วิ่งหอบแฮ่กเข้ามาหา สะพายเป้ใบเขื่องที่ดูใหญ่เกินตัว ผมหน้าม้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบลู่ไปกับหน้าผาก และมีฝ้าจางๆ เกาะอยู่บนเลนส์แว่นตา
"ขอโทษค่ะ! รถไฟ... รถไฟมาสายน่ะค่ะ!"
เอมิเอ่ยขอโทษพลางรีบเช็ดแว่นตาอย่างลุกลี้ลุกลน
ซัตสึกิยื่นผ้าเช็ดหน้าให้
"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน"
เธอเหลือบมองกระเป๋าเป้ตุงๆ ด้านหลังเอมิ
"เอาของมาหรือเปล่าคะ?"
เอมิมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวังแล้วพยักหน้าหงึกหงัก เธอดึงแขนซัตสึกิเข้าไปในตรอกเล็กๆ ใกล้ๆ ที่เต็มไปด้วยลังกระดาษ
ตรอกนั้นทั้งมืดและอับชื้น แมวจรจัดหลายตัวตกใจกระโดดหนีขึ้นไปบนคอมเพรสเซอร์แอร์เก่าๆ ที่ขึ้นสนิม
เอมิวางกระเป๋าเป้ลงบนพื้นแล้วรูดซิปออก
ของที่อยู่ข้างในไม่ใช่ของเถื่อนผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่เป็นกรอบพลาสติกสีเหลืองสดใส
ไม่มีสติกเกอร์หรือแผงวงจรใดๆ เป็นเพียงกรอบเปล่าๆ แต่ที่ด้านหลังของกรอบนั้น มีตัวอักษรเล็กจิ๋วสลักไว้อย่างแนบเนียนว่า: นินเทนโด 1985
"ป๊ะป๋าบอกว่านี่เป็นของเสียค่ะ ตอนฉีดพลาสติกสีมันออกมาเข้มไปหน่อย" เอมิกระซิบ ราวกับกำลังอวดของล้ำค่าหายาก "แต่ว่าคุณไซออนจิคะ เกมนั้นมันสุดยอดมากเลยนะ! ฉันเคยแอบเห็นหน้าจอตอนทดสอบครั้งหนึ่ง—พอลุงหนวดนั่นกินเห็ดเข้าไปแล้วตัวใหญ่ขึ้น มันจะมีเสียงดังกิ๊งด้วย!"
เอมิทำไม้ทำมือประกอบอย่างตื่นเต้น
"โรงงานป๊ะป๋ารับออเดอร์ทำกรอบนี่มาตั้งสามแสนชิ้นแหนะ แล้วเห็นบอกว่านี่แค่ล็อตแรกด้วยนะ คนจากเกียวโตเร่งงานกันหน้าดำหน้าแดงราวกับจะฆ่ากันให้ตาย รถบรรทุกมาจอดรอถึงหน้าประตูโรงงาน พอของออกจากเครื่องฉีดพลาสติกยังร้อนๆ อยู่ ก็จับโยนขึ้นรถขับออกไปเลยค่ะ"
ซัตสึกิยื่นมือไปรับกรอบพลาสติกสีเหลืองนั้นมา
สัมผัสหยาบกร้านสะดุดปลายนิ้ว
นี่คือชุดเกราะของช่างประปาที่กำลังจะก้าวขึ้นมาครองโลก
13 กันยายน 1985 ในประวัติศาสตร์วงการเกมยุคหลัง วันที่นี้จะถูกจารึกว่าเป็น 'ปีศูนย์'
แต่ในวินาทีนี้ นอกจากคนในนินเทนโดและโรงงานรับจ้างผลิตไม่กี่แห่งแล้ว ไม่มีใครรู้เลยว่าคลื่นสึนามิกำลังจะปะทุขึ้นจากจุดศูนย์กลางแห่งนี้ ตัวแทนจำหน่ายส่วนใหญ่ยังคงตัวสั่นงันงกอยู่ใต้เงามืดของวิกฤต 'อาตาริช็อก' และยังคงตั้งข้อสงสัยอย่างหนักว่าวิดีโอเกมคือ "ฝิ่นอิเล็กทรอนิกส์"
"ทำได้ดีมากจ้ะ เอมิ"
ซัตสึกิเก็บกรอบพลาสติกกลับลงกระเป๋า มุมปากยกโค้งขึ้นเล็กน้อย
ออเดอร์แรกสามแสนชิ้น สำหรับนินเทนโด นี่เป็นเพียงแค่การโยนหินถามทางเท่านั้น
"แล้วคุณลุงอิตาคุระ นัดไว้หรือเปล่าคะ?"
"นัดแล้วค่ะ!" เอมิสะพายเป้ขึ้นหลัง "ลุงอิตาคุระเป็นเพื่อนเก่าป๊ะป๋าเอง ร้านเขาอยู่หลังตึกเรดิโอไคคังนี่เองค่ะ แต่ช่วงนี้ลุงเขาดู... อารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่"
...
ในตรอกหลังตึกเรดิโอไคคัง มีร้านค้าชื่อ "บริษัทการค้าอิตาคุระ" ตั้งอยู่
ประตูบานม้วนถูกดึงลงมาครึ่งหนึ่ง ภายในร้านไม่ได้เปิดไฟ ทำให้ดูมืดสลัวราวกับถ้ำ บนชั้นวางมีเครื่องคิดเลขและนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์หลากหลายยี่ห้อ รวมถึงตลับเกมอาตาริที่ฝุ่นจับหนาเตอะอีกหลายกล่องวางซ้อนกันอย่างระเกะระกะ
ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อกล้ามนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ คีบบุหรี่ไว้ในมือ สายตาเหม่อมองใบแจ้งทวงหนี้ที่วางอยู่ตรงหน้า
ขี้เถ้าบุหรี่ร่วงหล่นลงบนโต๊ะ แต่เขาก็คร้านที่จะปัดมันออก
"คุณลุงอิตาคุระคะ..."
เอมิชะโงกหน้าเข้าไปครึ่งตัวแล้วเอ่ยเรียกอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาดูเลื่อนลอยเล็กน้อย พอเห็นว่าเป็นเอมิ เขาก็ฝืนยิ้มบางๆ บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยตอหนวดเครา
"อ้อ เอมินี่เอง ทำไมล่ะ เอาใบแจ้งหนี้ของพ่อมาส่งอีกแล้วงั้นสิ?" อิตาคุระถอนหายใจ บี้ก้นบุหรี่ลงในที่เขี่ยบุหรี่ที่ล้นจนพูน "กลับไปบอกพ่อเธอนะ ว่าขอเวลาฉันหาค่าฉีดพลาสติกอีกสักสองสามวัน อากาศบ้าๆ แบบนี้ ไม่มีผีสักตัวมาซื้อวิทยุหรอก"
"เปล่าค่ะ... ไม่ใช่อย่างนั้น"
เอมิเบี่ยงตัวหลบ เผยให้เห็นซัตสึกิที่ยืนอยู่ด้านหลัง
"ฉันมีเพื่อนคนหนึ่งอยากจะคุยกับคุณลุงค่ะ... เรื่องตลับเกมสีเหลืองพวกนั้น"
อิตาคุระชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาจับจ้องไปที่ซัตสึกิ
เด็กผู้หญิงงั้นรึ ถึงการแต่งตัวจะดูธรรมดา แต่รองเท้านั่น... อิตาคุระหรี่ตาลง นั่นมันรองเท้าหนังลูกวัวอิตาลี คู่หนึ่งน่าจะมีมูลค่าเท่ากับรายได้ครึ่งเดือนของร้านเขาเลยทีเดียว
"สาวน้อย ที่นี่ไม่ใช่ร้านขายของเล่นนะ" อิตาคุระจุดบุหรี่มวนใหม่ "ถ้าอยากซื้อเครื่องเกมล่ะก็ ไปห้างสรรพสินค้าข้างหน้านู่นไป"
ซัตสึกิไม่ตอบโต้
เธอเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ ตรงนั้นมีเก้าอี้พับเก่าๆ ขาดๆ วางอยู่ เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋า ปูรองบนเก้าอี้ก่อนจะนั่งลง
"คุณอิตาคุระ คุณเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักของนินเทนโดใช่ไหมคะ?" ซัตสึกิเอ่ยปาก น้ำเสียงกังวานใสสะท้อนก้องในร้านที่มืดสลัว
"เคยเป็นต่างหากล่ะ" อิตาคุระแค่นเสียง "ถ้าเธอมาเพื่อคุยเรื่องไอ้เครื่อง 'แฟมิคอม' บ้าบอนั่นล่ะก็ เชิญออกไปได้เลย พวกเกียวโตนั่นมันบ้าไปแล้ว บังคับให้จ่ายเงินสดเต็มจำนวนตอนรับของแถมยังห้ามคืนอีก เกม 'ยิงเป็ด' ที่ฉันสั่งมาคราวก่อนยังฝุ่นจับอยู่ในโกดังเลยเนี่ย"
เขาชี้ไปที่กองกล่องตรงมุมร้านด้วยสีหน้าเหมือนคนดวงตก
"ฉันได้ยินมาว่าเดือนหน้าจะมีเกมใหม่ออกมานะคะ" ซัตสึกิเมินเฉยต่อคำบ่นของเขา นิ้วเรียวเคาะเบาๆ ลงบนกระจกเคาน์เตอร์ "โค้ดเนม: 'มาริโอ'"
"ก็ใช่น่ะสิ" อิตาคุระขยี้ผมอย่างหงุดหงิด "เซลส์ของนินเทนโดโทรมาตื๊อทุกวัน บอกว่าเป็น 'ผลงานชิ้นเอกแห่งยุค' อะไรเทือกนั้น ถุย! เซลส์หน้าไหนก็พูดแบบนี้ทั้งนั้นแหละ ถ้าฉันต้องมากอดสต็อกสินค้าเน่าๆ อีกรอบล่ะก็ คงได้กระโดดอ่าวโตเกียวหนีหนี้แน่"
เขาดึงใบสั่งซื้อออกจากลิ้นชักแล้วตบปังลงบนโต๊ะ
"ห้าล้านเยน! ขั้นต่ำต้องสั่งหนึ่งพันตลับ! แถมต้องจ่ายเงินสดเท่านั้นด้วย! แล้วฉันจะไปเสกเงินห้าล้านมาจากไหนให้พวกมันหละหา?"
ซัตสึกิก้มมองใบสั่งซื้อ
บนนั้นเขียนว่า: ตลับเกมแฟมิลี่คอมพิวเตอร์ "ซูเปอร์มาริโอบราเธอร์ส" - 1,000 ตลับ
วันที่ส่งมอบ: 10 กันยายน
"แล้วถ้าฉันให้เงินคุณล่ะคะ?"
น้ำเสียงของซัตสึกิแผ่วเบา แต่กลับเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดที่ส่องสว่างวาบไปทั่วร้านอันมืดสลัวในฉับพลัน
บุหรี่ในมืออิตาคุระร่วงหล่นลงมาลวกหน้าขา เขากระโดดโหยง ปัดกางเกงตัวเป็นเกลียว แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่ซัตสึกิไม่วางตา
"ม... เมื่อกี้เธอว่าไงนะ?"
ซัตสึกิหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลปึกหนาหลายซองออกมาจากกระเป๋าผ้าใบ
เธอแกะเชือกผูกซองออก แล้วเทของที่อยู่ข้างในลงบนเคาน์เตอร์
ปึกที่หนึ่ง ปึกที่สอง ปึกที่สาม... ปึกที่ห้า
ใบหน้าเคร่งขรึมของฟุคุซาวะ ยูคิจิ ส่งกลิ่นหมึกหอมหวนท่ามกลางแสงสลัว
ห้าล้านเยนถ้วน
ในยุคที่เงินเดือนเฉลี่ยของมนุษย์เงินเดือนอยู่ที่เพียงสองแสนเยน นี่ถือเป็นเงินก้อนโตมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย
ลูกกระเดือกของอิตาคุระขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง เขายื่นมือออกไปหมายจะสัมผัสมันตามสัญชาตญาณ แต่ก็ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
"ล... ลูกเต้าเหล่าใครกันเนี่ย?" เสียงของอิตาคุระแหบแห้งลง "เงินนี่มัน..."
"เงินแต๊ะเอียของฉันเองค่ะ" ซัตสึกิโกหกหน้าตาย "คุณอิตาคุระ ฉันมั่นใจในเกมนี้มาก ฉันอยากทำข้อตกลงกับคุณ"
เธอยื่นนิ้วออกไปกดลงบนกองธนบัตร
"ฉันจะให้คุณยืมเงินห้าล้านนี้ไปสต็อกสินค้า แลกกับส่วนแบ่งกำไรเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์จากการขายตลับเกมหนึ่งพันตลับนี้"
"เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์?!" อิตาคุระตะโกนลั่น "นั่นมันปล้นกันชัดๆ! ช่องทางจัดจำหน่ายก็ของฉัน หน้าร้านก็ของฉัน..."
"แต่ความเสี่ยงเป็นของฉันนะคะ"
ซัตสึกิขัดจังหวะ
เธอเงยหน้าขึ้นสบตาอิตาคุระพร้อมรอยยิ้ม
"คุณอิตาคุระ คุณเพิ่งพูดเองนี่คะว่าคุณไม่กล้าสต็อกของ ถ้าฉันไม่ออกเงินก้อนนี้ให้ คุณจะไม่ได้กำไรแม้แต่สิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แถมยังจะต้องสูญเสียสิทธิ์ตัวแทนจำหน่ายหลักไปเพราะทำยอดสั่งซื้อของนินเทนโดไม่ได้ตามเป้า ถึงตอนนั้น คุณจะสูญเสียมากกว่ากำไรก้อนนี้เสียอีกนะคะ"
อิตาคุระอ้าปากค้าง แต่กลับหาคำมาเถียงไม่ออก
ความเผด็จการของนินเทนโดเป็นที่รู้กันดีในวงการ ถ้าทำยอดไม่ได้ก็ไสหัวไป—นั่นคือตรรกะของยามาอุจิ ฮิโรชิ
เขามองเงินสดห้าล้านเยนบนโต๊ะ สลับกับใบสั่งซื้อที่ดูเหมือนหมายสั่งตายใบนั้น
ถ้าไม่สต็อกของ สิทธิ์ตัวแทนจำหน่ายก็ปลิว ร้านก็เจ๊ง ถ้าสต็อกของแล้วขายไม่ออก เขาก็ตายเหมือนกัน
แต่ตอนนี้ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งโผล่มาบอกว่าจะรับผิดชอบค่าสต็อกสินค้าให้
"แล้วถ้า... ถ้ามันขายไม่ออกล่ะ?" อิตาคุระถามอย่างระแวดระวัง
"ถ้าขายไม่ออก ตลับเกมพวกนี้ก็เป็นของฉัน คุณจะไม่ติดหนี้ฉันแม้แต่แดงเดียวค่ะ" ซัตสึกิตอบอย่างเยือกเย็น
อิตาคุระสูดลมหายใจเข้าลึก
นี่มันสวรรค์โปรดชัดๆ! นอกจากจะได้กำไรน้อยลงหน่อยแล้ว เขาก็ไม่มีความเสี่ยงอะไรเลยสักนิด!
"ตกลง!"
ด้วยกลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจ อิตาคุระรีบคว้าปึกเงินไว้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ
"สาวน้อย... ไม่สิ คุณหนู! ใจถึงพึ่งได้จริงๆ! เดี๋ยวผมจะโทรหานินเทนโดเดี๋ยวนี้เลย!"
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ซัตสึกิเดินออกจากร้าน ในมือถือสัญญาจัดซื้อที่เขียนด้วยลายมือ พร้อมประทับตราประทับอย่างเป็นทางการและตราประทับส่วนตัวของ "บริษัทการค้าอิตาคุระ"
แสงแดดด้านนอกยังคงสาดส่องจนแสบตา
เอมิเดินตามหลังมาด้วยอาการเหม่อลอย เมื่อมองแผ่นหลังของซัตสึกิ เธอรู้สึกว่าเด็กผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าเธอคนนี้ กลับดูสูงใหญ่ราวกับยักษ์ปักหลั่นในวินาทีนี้
"คุณไซออนจิคะ..." เอมิเอ่ยถามตะกุกตะกัก "นั่นตั้งห้าล้านเลยนะ... แล้วถ้าเกิดไม่มีใครซื้อเกมนั้นขึ้นมาจริงๆ ล่ะคะ?"
ซัตสึกิหยุดเดิน
ในร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าริมทาง ผนังที่เต็มไปด้วยโทรทัศน์กำลังออกอากาศคอนเสิร์ตของมัตสึดะ เซโกะ เสียงเพลงอึกทึกครึกโครมดังก้องไปทั่วถนน
ไม่มีใครซื้อหรอกเหรอ?
ซัตสึกิมองดูภาพที่กระพริบไหวบนหน้าจอ ราวกับเห็นภาพช่างประปาในชุดเอี๊ยมกำลังกระโดดโหม่งอิฐทองคำทีละก้อน พร้อมกับเสียง "กิ๊ง กิ๊ง" ดังกังวานใส
ไม่เพียงแต่จะมีคนซื้อเกมนี้ แต่มันจะทำยอดขายได้ถึงสี่สิบล้านก๊อปปี้ มันจะกอบกู้วิกฤตตลาดเกมในอเมริกาเหนือทั้งตลาด มันจะทำให้ราคาหุ้นของนินเทนโดพุ่งทะยานตีลังกาขึ้นไปอีกหลายปีนับจากนี้
และตลับเกมหนึ่งพันตลับนี้ ก็เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ชุดแรกเท่านั้น
เมื่อคลื่นวิกฤตสินค้าขาดตลาดปะทุขึ้น สินค้าพร้อมส่งหนึ่งพันตลับนี้ จะถูกปั่นราคาขึ้นไปสูงถึงสามหรือห้าเท่าของราคาเดิม
"เอมิ"
ซัตสึกิหันกลับมา เอาประป๋องชาอู่หลงที่ตอนนี้หายเย็นแล้วแนบแก้มเอมิเบาๆ
"ไม่ต้องห่วงหรอก"
เธอชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ถูกตัดขาดด้วยสายไฟระโยงระยาง
"โลกใบนี้กำลังจะตกเป็นของช่างประปาคนนั้นแล้ว"
"และพวกเราก็ได้ซื้อตั๋วเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วล่ะ"
...
ฟ้ามืดแล้วตอนที่เธอกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลไซออนจิ
ชูอิจิยังไม่กลับมา
ซัตสึกิกลับเข้าไปในห้องนอน นำสัญญาฉบับนั้นไปล็อคเก็บไว้ในส่วนลึกที่สุดของตู้เซฟ
เงินห้าล้านก้อนนี้คือ "กองทุนส่วนตัว" ก้อนแรกที่เธอหามาได้โดยแยกขาดจากตระกูลและบิดาอย่างสิ้นเชิง โดยใช้เพียงวิจารณญาณและกลยุทธ์ของเธอเอง
แม้มันจะเป็นเพียงหยดน้ำในมหาสมุทรเมื่อเทียบกับเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่เธอตั้งใจจะนำไปชอร์ตเซลในอนาคต
แต่มันก็เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่ง
แม้การลงทุนที่ได้เปรียบจากการรู้อนาคตล่วงหน้าเช่นนี้ จะง่ายดายราวกับใช้สูตรโกงในชีวิตจริง แต่สำหรับซัตสึกิ มันคือวิธีพิสูจน์ตัวเอง—เพื่อพิสูจน์ให้ไซออนจิ ชูอิจิเห็นว่า พรสวรรค์ของเธอไม่ได้จำกัดอยู่แค่การถกเถียงทฤษฎีบนหน้ากระดาษอย่างแน่นอน
"คุณหนูคะ อาหารค่ำพร้อมแล้วค่ะ"
เสียงสาวใช้ดังมาจากนอกประตู
"จะไปเดี๋ยวนี้แหละ"
ซัตสึกิขานรับ เธอเดินไปหน้ากระจกและจัดระเบียบผมหน้าม้าที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยให้เข้าที่
เด็กผู้หญิงในกระจกยังคงดูเหมือนเด็กน้อยที่ว่านอนสอนง่ายและรู้ความ
ที่โต๊ะอาหาร
ชูอิจิดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย การเปิดสถานะในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของเขาส่วนใหญ่เสร็จสิ้นแล้ว และตอนนี้ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละวันก็กำลังดึงเส้นประสาทของเขาให้ตึงเปรี๊ยะ เงินดอลลาร์สหรัฐยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ทำให้เขาต้องแบกรับแรงกดดันทางจิตใจอย่างหนัก
"ซัตสึกิ วันนี้ออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนมาล่ะ?" ชูอิจิวางตะเกียบลงแล้วเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ
"หนูไปอากิฮาบาระกับเพื่อนร่วมชั้นมาค่ะ" ซัตสึกิตอบพลางคีบเต้าหู้ด้วยท่วงท่าสง่างาม "ที่นั่นมีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่น่าสนใจเยอะแยะเลย"
"อากิฮาบาระ..." ชูอิจิยิ้ม "วันหลังอย่าไปสถานที่วุ่นวายแบบนั้นบ่อยนักเลย ถ้าอยากได้อะไร ก็ใช้ให้คนรับใช้ไปซื้อให้สิ"
"เข้าใจแล้วค่ะ ท่านพ่อ"
ซัตสึกิพยักหน้าอย่างว่าง่าย
เธอยังไม่ได้บอกบิดาว่า ในสถานที่วุ่นวายแห่งนั้น เธอเพิ่งจะฝังทุ่นระเบิดที่พร้อมจะระเบิดอุตสาหกรรมบันเทิงญี่ปุ่นทั้งประเทศให้ราบเป็นหน้ากลองในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
เสียงจักจั่นนอกหน้าต่างค่อยๆ แผ่วเบาลง
ฤดูร้อนปี 1985 กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดสิ้นสุดอย่างกระสับกระส่าย
และหลังจากการสิ้นสุดนั้น ฤดูใบไม้ร่วงที่บ้าคลั่งยิ่งกว่า... กำลังจะมาเยือน