เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3: ตัดหางปล่อยวัด

บทที่ 3: ตัดหางปล่อยวัด

บทที่ 3: ตัดหางปล่อยวัด


ห้องประชุมในเรือนรับรองตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสูบจนน่าอึดอัด

นี่คือสมรภูมิกลางที่ซึ่งชะตากรรมของตระกูลไซออนจิถูกกำหนด ภาพเหมือนของผู้นำตระกูลรุ่นแล้วรุ่นเล่าแขวนประดับอยู่บนผนังทั้งสี่ด้าน บุรุษในชุดทางการแบบโบราณและเครื่องแบบทหารในกรอบรูปเหล่านั้น ต่างจ้องมองลูกหลานที่นั่งล้อมโต๊ะยาวด้วยสายตาเคร่งขรึม

สองฝั่งของโต๊ะไม้มะเกลือยาวเหยียดมีชายนั่งอยู่ 7-8 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย สวมชุดฮากามะแบบมีตราประจำตระกูลหรือสูทสากลสีเข้มกระดุมสองแถว บนใบหน้าของพวกเขามีสีหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างความยโสและความวิตกกังวล

บรรยากาศหนักอึ้งราวกับจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำได้

"นี่มันเหลวไหลสิ้นดี!"

เสียงตวาดดังลั่นทำลายความเงียบ ไซออนจิ เคนจิโร่ตบโต๊ะเสียงดังสนั่น จนน้ำชาในถ้วยตรงหน้ากระฉอกออกมาหลายหยด

เขาลุกขึ้นยืน เนกไทเบี้ยวเล็กน้อย บนหน้าผากมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพราย

"พี่ใหญ่! ไม่สิ ท่านผู้นำตระกูล!" เคนจิโร่ชี้หน้าด่ากราดไปที่เอกสารซึ่งยังไร้ลายเซ็นตรงหน้าชูอิจิ น้ำเสียงแหลมสูงด้วยความเดือดดาล "ธนาคารเขายื่นคำขาดมาแล้วนะ ถ้าไม่เซ็นสัญญาก็ถือเป็นโมฆะ แล้วนี่พี่จะมาบอกว่า 'ขอพักไว้ก่อน'? รู้ไหมว่ามันหมายความว่าอะไร? มันหมายความว่าเรากำลังคายเนื้อก้อนโตที่จ่อปากอยู่ทิ้งให้หมาแดก!"

ที่หัวโต๊ะ ไซออนจิ ชูอิจินั่งตัวตรงสงบนิ่ง

ในมือถือพัดพับ เคาะเบาๆ ลงบนฝ่ามือ สีหน้าเรียบเฉย ทว่าอาการนอนไม่หลับตลอดหลายวันที่ผ่านมาทำให้เบ้าตาลึกโหล ดูหม่นหมองไปบ้าง

"เคนจิโร่ ระวังคำพูดหน่อย" น้ำเสียงของชูอิจิไม่ดัง แต่แฝงความเย็นเยียบ "นี่คือที่ประชุมตระกูล ไม่ใช่แผงขายปลาที่ตลาดซึกิจิ"

"ระวังคำพูด? เวลานี้ยังจะมาห่วงเรื่องคำพูดอีกเรอะ?"

เคนจิโร่ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม กวาดตามองเหล่าผู้อาวุโสในห้องเพื่อหาพวก

"คุณลุงคุณอาทั้งหลายช่วยตัดสินหน่อยเถอะครับ โรงงานที่โอซาก้าเดินเครื่องเต็มกำลัง ออเดอร์จากพวกอเมริกันก็ปลิวว่อนมาเหมือนหิมะตก แค่เราขยายการผลิต เงินปันผลปีหน้าก็เพิ่มเป็นสองเท่าเห็นๆ! แต่ผู้นำตระกูลกลับบอกให้... รอดูก่อน? แถมจะดึงเงินกลับ? นี่มันจะพาตระกูลไปลงเหวชัดๆ!"

ผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่มีเคราขาวกระแอมสองที ดวงตาฝ้าฟางหันมามองชูอิจิ "ชูอิจิ คำพูดของเคนจิโร่อาจจะฟังดูหยาบคาย แต่มันก็มีเหตุผลนะ ตลาดตอนนี้เป็นช่วงขาขึ้นของอุตสาหกรรม ถ้าเราไม่รีบขยายการผลิต เดี๋ยวส่วนแบ่งตลาดก็โดนมิตซูบิชิกับมิตซุยคาบไปกินหมด เธอ... ระวังตัวเกินไปหรือเปล่า?"

ชูอิจิเงียบกริบ

เขารู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน นี่คือความน่าเศร้าของพวกขุนนางตกยาก—คนพวกนี้เอาแต่กินบุญเก่า วิสัยทัศน์คับแคบมองเห็นแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า มองไม่เห็นพายุร้ายที่กำลังก่อตัวอยู่อีกฟากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ได้ยินแต่เสียงเหรียญกระทบกันในกระเป๋าตัวเอง

ถ้าเขาดึงดันใช้สิทธิ์วีโต้ คนพวกนี้คงต้องโวยวายบ้านแตกแน่ เผลอๆ อาจรวมหัวกันยื่นเรื่องขอเปิดสภาตระกูลเพื่อถอดถอนเขา แม้จะไม่หลุดจากตำแหน่งผู้นำตระกูล แต่มันก็บั่นทอนอำนาจเขาไปโข

ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะถึงทางตัน

"เอ่อ... น้ำชาเย็นหมดแล้ว ให้หนูเปลี่ยนชาใหม่ให้คุณลุงคุณอาไหมคะ?"

เสียงใสแจ๋วแผ่วเบาที่ดูผิดที่ผิดทางอย่างยิ่งในห้องที่อวลกลิ่นบุหรี่นี้ดังขึ้น

ทุกสายตาหันขวับไปที่มุมห้องโดยสัญชาตญาณ

ที่นั่น บนเก้าอี้บุเบาะกำมะหยี่ เด็กหญิงวัย 12 ปี ไซออนจิ ซัตสึกิ นั่งอยู่ เธอสวมชุดกะลาสีสีน้ำเงินเข้ม ถุงเท้ายาวสีขาวใต้กระโปรงจีบ ในอ้อมกอดมีตุ๊กตาหมีเท็ดดี้ที่ดูไม่เข้ากับสถานที่เอาเสียเลย

ในฐานะลูกสาวคนเดียวของตระกูลไซออนจิ หลังจากแม่เสียชีวิต ชูอิจิก็จงใจให้เธอเข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมตระกูล โดยอ้างว่าเพื่อ 'การเรียนรู้' แต่แท้จริงแล้วคือการปูทางให้เธอยืนยันสถานะทายาทเพียงหนึ่งเดียว

ครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา เธอนั่งเงียบกริบราวกับตุ๊กตา จนทุกคนลืมไปแล้วว่ามีเธออยู่ด้วย

เคนจิโร่ขมวดคิ้ว โบกมืออย่างรำคาญ "ซัตสึกิ ผู้ใหญ่เขากำลังคุยเรื่องสำคัญกันอยู่ อย่าก่อเรื่อง ให้คนรับใช้มาเปลี่ยนชาสิ"

"แต่ว่า..." ซัตสึกิกอดตุ๊กตาหมีแน่น กะพริบตาปริบๆ มองเคนจิโร่อย่างไร้เดียงสา "หนูเห็นคุณอาดูเหนื่อยจังเลย คุณอาอยากสร้างโรงงานใหญ่นั่นมาก เพื่อให้ตระกูลไซออนจิยิ่งใหญ่ขึ้นใช่ไหมคะ?"

เคนจิโร่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยืดอก "แน่นอน! อาทำเพื่อตระกูลทั้งนั้น!"

ซัตสึกิเอียงคอ เหมือนจู่ๆ ก็ปิ๊งไอเดียบรรเจิด รอยยิ้มปรากฏรอยบุ๋มเล็กๆ ที่มุมปาก

"ถ้าอย่างนั้น ทำไมท่านพ่อไม่ยกงานหนักๆ พวกนี้ให้คุณอาจัดการไปเลยล่ะคะ?"

ห้องทั้งห้องเงียบกริบไปชั่ววินาที

นิ้วมือที่ถือพัดของชูอิจิชะงัก สายตาแหลมคมฉายวาบขึ้นทันทีขณะมองไปที่ลูกสาว

ซัตสึกิทำเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสายตาของพ่อ เธอกระโดดลงจากเก้าอี้ เดินมาที่โต๊ะยาว แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงสดใสร่าเริง:

"หนูได้ยินคุณครูที่โรงเรียนบอกว่า คนเก่งต้องทำงานเยอะๆ คุณอาเก่งขนาดนี้ มั่นใจขนาดนี้ ถ้าท่านพ่อมัวแต่ห้าม คุณอาคงรู้สึกเหมือนโดนขัดขาใช่ไหมคะ?"

เธอหันไปมองชูอิจิที่หัวโต๊ะ เสียงหวานหยดย้อยจนน่าหมั่นไส้ "ท่านพ่อคะ ท่านพ่อเพิ่งบ่นว่าไม่ค่อยสบาย ไม่อยากหักโหมไม่ใช่หรือคะ? งั้นทำไมไม่ให้โรงงานใหม่นั่น... เอ้อ เรียกว่าบริหารจัดการอิสระใช่ไหมคะ? ยกให้คุณอารับผิดชอบไปคนเดียวเลยสิคะ"

"แค่ท่านพ่อช่วยพูดกับธนาคารค้ำประกันให้คุณอานิดหน่อย ส่วนที่เหลือ—กำไรที่ได้ แล้วก็ชื่อเสียง—ยกให้คุณอาไปหมดเลย ไม่ดีหรือคะ?"

สิ้นเสียงคำพูดนี้ ห้องประชุมก็ตกอยู่ในความเงียบงันที่ชวนขนลุก

สมองของทุกคนกำลังประมวลผลความหมายแฝงภายใต้ 'คำพูดไร้เดียงสาของเด็ก' อย่างบ้าคลั่ง

สำหรับเหล่าผู้อาวุโส นี่ดูเหมือนเป็นทางออกที่สวยงาม วิน-วิน ไม่เสียโอกาสทำเงิน แถมยังยุติข้อขัดแย้งได้

สำหรับเคนจิโร่ นี่มันส้มหล่นจากฟ้าชัดๆ!

บริหารจัดการอิสระ? รับผิดชอบคนเดียว?

มันหมายความว่ายังไง? มันหมายความว่าเขาจะมีฐานอำนาจอิสระเป็นของตัวเองในตระกูลน่ะสิ! ถ้าโรงงานใหม่ไปได้สวย แล้วเขากุมบังเหียนท่อน้ำเลี้ยงหลักไว้ได้ เขาอาจจะมีโอกาสเขี่ยชูอิจิกระเด็น แล้วขึ้นเป็นผู้ปกครองพฤตินัยของตระกูลไซออนจิเสียเอง

ความโลภเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะทันที

ลมหายใจของเคนจิโร่ถี่กระชั้น แววตาลุกวาวด้วยความบ้าคลั่ง เขามองชูอิจิแล้วลองหยั่งเชิง "พี่ใหญ่... คำพูดของซัตสึกิเตือนสติผม ถ้าพี่ไม่อยากบริหารจริงๆ ผมก็อาจจะพอฝืนใจ..."

ชูอิจิมองน้องชายที่ทำท่ากระเหี้ยนกระหือรือ แล้วมองลูกสาวที่ยืนลูบหูตุ๊กตาหมีก้มหน้าอยู่นิ่งๆ

เมื่อนำมาประกอบกับบทสนทนาในห้องทำงานเมื่อคืน ชูอิจิก็พลันคาดเดาเจตนาอันอุกอาจได้... ชูอิจิสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ในใจ

หมากตานี้โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว

นี่มันเรียกว่า 'ตัดหางปล่อยวัด'

ถ้าคำทำนายของลูกสาวเป็นจริง เงินเยนแข็งค่า ธุรกิจส่งออกตายสนิท โรงงานใหม่นี่ก็คือเรือไททานิกที่รอวันจม

แล้วตอนนี้ ซัตสึกิไม่เพียงยื่นตั๋วเรือมรณะนี้ให้เคนจิโร่ แต่ยังทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ของดีราคาถูก

ทันทีที่โรงงานเจ๊ง หนี้ก้อนโตจะตกเป็นภาระของบริษัทลูกที่เคนจิโร่ดูแลโดยตรง แม้บริษัทแม่ในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดชอบร่วม แต่ในทางกฎหมายและจริยธรรมของตระกูล เคนจิโร่จะกลายเป็น 'คนบาปที่ผลาญสมบัติบรรพบุรุษ' ไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีก

ยืมมีดฆ่าคน เลือดเย็นไร้ร่องรอย

จังหวะนั้น ซัตสึกิเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาพ่อลูกสบกันแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนหนีจากกันอย่างเป็นธรรมชาติ

"เรื่องนี้..." ชูอิจิที่เข้าใจทะลุปรุโปร่ง แกล้งทำหน้าลังเล ขมวดคิ้วมุ่น "เคนจิโร่ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นขายของนะ เงินตั้ง 5 พันล้าน—แกจะรับไหวคนเดียวเรอะ?"

"ไหวสิครับ! ไหวแน่นอน!" เคนจิโร่กลัวชูอิจิเปลี่ยนใจ รีบตบอ บอก "ผมทำงานให้ตระกูลมา 20 ปี คลื่นลมแรงแค่ไหนผมก็เจอมาหมดแล้ว พี่ใหญ่พักผ่อนเถอะ ภาระนี้ผมแบกเอง!"

พวกผู้อาวุโสก็ช่วยกันยุ "ใช่ๆ ชูอิจิ ให้โอกาสคนหนุ่มเขาหน่อย"

ชูอิจิถอนหายใจยาวเหยียด ราวกับยอมถอยสุดตัว

"ตกลง"

เขาหยิบปากกาเซ็นชื่อลงในเอกสาร แต่ไม่ใช่ในช่อง 'ผู้กู้หลัก' แต่เซ็นในช่อง 'ผู้ค้ำประกัน' และรีบเขียนหมายเหตุแนบท้ายเรื่อง 'สิทธิ์การบริหารอิสระและการแบ่งความรับผิดชอบหนี้สิน' ลงไปด้วย

"ในเมื่อทุกคนเห็นดีเห็นงาม ก็เอาตามนี้" ชูอิจิดันเอกสารไปตรงหน้าเคนจิโร่ สีหน้าซับซ้อน "เคนจิโร่ ตระกูลนี้... ฝากความหวังไว้ที่แกแล้วนะ"

เคนจิโร่คว้าเอกสารไปกอดราวกับสมบัติล้ำค่า ยิ้มแก้มแทบฉีกถึงหู เขาเอื้อมมือมาขยี้ผมซัตสึกิแรงๆ "ฮ่าฮ่า! ซัตสึกินี่รู้ความจริงๆ! เดี๋ยวอาทำกำไรได้เมื่อไหร่ จะซื้อชุดกระโปรงที่สวยที่สุดในโตเกียวให้เลย!"

ผมของซัตสึกิยุ่งเหยิง แต่เธอกลับไม่มีทีท่ารังเกียจ

เธอเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มเจิดจ้าราวกับแสงแดดเดือนเมษายน

"ขอบคุณค่ะคุณอา คุณอาต้องพยายามให้เต็มที่นะคะ"

พยายามตายให้เต็มที่นะคะ คุณอาที่รัก

จบบทที่ บทที่ 3: ตัดหางปล่อยวัด

คัดลอกลิงก์แล้ว