- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 685 - ของวิเศษขนานแท้
บทที่ 685 - ของวิเศษขนานแท้
บทที่ 685 - ของวิเศษขนานแท้
บทที่ 685 - ของวิเศษขนานแท้
กลิ่นหอมบนกายของพระชายาฟาง แม้จะผ่านไปจนถึงวันรุ่งขึ้น ก็ยังคงมีกลิ่นจางๆ หลงเหลืออยู่ มิได้จางหายไปโดยง่าย
เพียงแต่นางไม่สามารถอาบน้ำได้บ่อยๆ ดังนั้น จึงทำได้เพียงล้างหน้า แล้วออกเดินทางเข้าวัง
ในวังได้รับรายงานจากซีซานตั้งนานแล้ว พอได้ยินว่าพระชายาฟางจะเข้าวังมาถวายพระพรไทฮองไทเฮาและฮองเฮา จางฮองเฮาก็ตื่นบรรทมแต่เช้าตรู่ รีบเสด็จไปที่ตำหนักเหรินโซ่ว พระนางรู้ว่าพระชายาฟางเพิ่งคลอดบุตร หากพระนางรออยู่ที่ตำหนักคุนหนิง ในฐานะลูกสะใภ้ พระชายาฟางก็จำต้องไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักเหรินโซ่วก่อน แล้วค่อยรีบมาที่ตำหนักคุนหนิง แทนที่จะให้พระชายาฟางเดินไปเดินมา สู้พระนางไปรอที่ตำหนักเหรินโซ่วเลยดีกว่า จะได้พบพร้อมกันทีเดียว
สถานะของพระชายาฟางในตอนนี้ แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้เป็นพระชายาเอก แต่ตอนนี้คือมารดาของพระนัดดามังกร
ฝ่าบาทมีพระราชดำริจะแต่งตั้งพระนัดดามังกรเป็น 'หวงไท่ซุน' (พระนัดดารัชทายาท) ต่อให้ยังไม่แต่งตั้งตอนนี้ พระนัดดามังกรก็คือผู้สืบทอดที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมที่สุดของต้าหมิง
ดังนั้น สถานะของพระชายาฟาง ย่อมพิเศษแตกต่างออกไป
ฮ่องเต้หงจื้อเสด็จมาถวายพระพรที่ตำหนักเหรินโซ่วแต่เช้า ในใจพระองค์ยังพะวงเรื่องเจียวจื่อ แต่พอได้ยินว่าพระชายาฟางจะมา ก็จงใจรอยู่ต่ออีกสักพัก ฮ่องเต้หงจื้อเองก็อยากจะเห็นหน้าขุนพลผู้มีความชอบใหญ่หลวงที่ให้กำเนิดมังกรน้อยแก่ต้าหมิงผู้นี้
"ฮ่องเต้ ย่ายินข่าวมาเรื่องหนึ่ง" ไทฮองไทเฮาสกุลโจวคุยสัพเพเหระกับฮ่องเต้หงจื้อ แล้วจู่ๆ ก็นึกขึ้นได้
ฮ่องเต้หงจื้อยิ้มแย้มตรัสถาม "เสด็จย่าได้ยินเรื่องอันใดมาหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
โจวซื่อทำหน้าขัน จ้องมองฮ่องเต้หงจื้อ "ฮ่องเต้พระราชทานที่ดินในทะเลทรายให้แก่ซิ่วหรงงั้นรึ?"
"พ่ะย่ะค่ะ" ฮ่องเต้หงจื้อพยักพระพักตร์
โจวซื่ออดไม่ได้ที่จะบ่น "เจ้าเป็นพ่อคน ทำแบบนี้ก็ใจจืดใจดำเกินไปหน่อย ลูกสาวตัวเองแท้ๆ จะแต่งออกไปพร้อมสินเดิม พ่อกลับเอาของแบบนี้มายัดเยียดให้ สินเดิม สินเดิม... ทำไมถึงเรียกว่าสินเดิม ก็เพราะมันคือน้ำใจของคนเป็นพ่อแม่ที่มีต่อลูกสาว และเพื่อไม่ให้สามีดูถูกดูแคลน เจ้าก็ช่างกระไร เป็นถึงโอรสสวรรค์ ไม่พระราชทานที่นาดีๆ สักกี่ไร่ก็ช่างเถอะ ต่อให้เป็นที่ดินรกร้างหน่อย แต่จำนวนมากหน่อย ก็ยังพอถูไถไปได้ แต่นี่เจ้ากลับเอาที่ดินของพวกต๋าต๋าที่ยังไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรพระราชทานไปให้ เจ้าไม่กลัวคนอื่นเขาหัวเราะเยาะเอาหรือ?"
"..." ฮ่องเต้หงจื้อพูดไม่ออก
มุมมองของบุรุษกับสตรีนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
โจวซื่อรู้ดีว่า ฮ่องเต้หงจื้อมีนิสัยประหยัดมัธยัสถ์ ในสายตาของเขา นี่อาจจะเป็นเรื่องดี แต่ในฐานะคนแก่ การที่เจ้าขี้เหนียวกับลูกสาวตัวเองแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร
ฮ่องเต้หงจื้อเหงื่อตก "พ่ะย่ะค่ะ... จริงพ่ะย่ะค่ะ"
โจวซื่อถอนหายใจ "เจ้านี่นะ ซิ่วหรงนิสัยอ่อนโยน ตอนนี้แต่งออกไปแล้ว ย่ากลัวแต่ว่านางจะไปลำบากที่บ้านสามี แต่เจ้ากลับทำตัว..."
พูดแล้วก็ส่ายหน้า
ฮ่องเต้หงจื้อนึกในใจ ไปอยู่ตระกูลฟางจะลำบากอะไรได้ ตระกูลฟางรวยจะตาย
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่โจวซื่อก็ยังบ่นไม่เลิก พระองค์เริ่มหนังศีรษะชา จึงตรัสว่า "นี่เป็นข้อเสนอของโฮ่วเจ้าพ่ะย่ะค่ะ"
โจวซื่อกำลังจะบ่นต่อ พอได้ยินว่าเป็นความคิดของรัชทายาท คำพูดที่จะพูดต่อก็ถูกกลืนลงท้องไป สุดท้ายก็กล่าวว่า "แต่เจ้าเป็นฮ่องเต้นะ" จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
จางฮองเฮานั่งยิ้มอยู่ข้างๆ มองดูฮ่องเต้หงจื้อที่ดูขัดเขินเล็กน้อย
ไม่ใช่ว่าจางฮองเฮาไม่อยากช่วยแก้ต่างให้ฮ่องเต้หงจื้อ ตอนที่รู้เรื่องนี้ จางฮองเฮาก็แปลกใจเหมือนกัน ลูกสาวคนเดียวแท้ๆ พระราชทานดินแดนทะเลทราย ทะเลทราย... ทะเลทรายนั่น นอกจากกินทรายแล้วจะมีอะไรเหลือ ต่อให้พระราชทานที่ดินหลวงสักแปลงก็ยังดีกว่า
ในขณะนั้นเอง ขันทีด้านนอกก็รีบร้อนเข้ามา "พระชายาฟางมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ทุกคนนั่งประจำที่ ไม่นาน พระชายาฟางก็เดินเข้ามาอย่างแช่มช้อย นางเปลี่ยนชุดเป็นชุดพิธีการ ใบหน้าเปล่งปลั่ง ตอนแรกนึกว่าพระชายาฟางคงจะมีท่าทางป่วยไข้ แต่ใครจะนึกว่า สีหน้ากลับดีจนน่าประหลาดใจ
แม้ฮ่องเต้หงจื้อจะไม่สังเกตเห็นอะไร แต่โจวซื่อและจางฮองเฮากลับมีสัญชาตญาณเฉพาะของสตรี รู้สึกได้ว่าพระชายาฟางดูแตกต่างไปจากปกติ
พระชายาฟางถวายบังคม โจวซื่อก็ยิ้มแย้มกล่าวว่า "หลานรัก เข้ามาใกล้ๆ สิ"
พระชายาฟางขยับเข้าไปใกล้อย่างนอบน้อม ยิ้มไม่เห็นฟัน ดูมีมาดของไท่จื่อเฟยอยู่หลายส่วน
แต่พอคนขยับเข้ามาใกล้ โจวซื่อและจางฮองเฮา ก็ได้กลิ่นหอมแปลกพิเศษโชยมาทันที
กลิ่นหอมนี้ชัดเจนว่ามาจากตัวของพระชายาฟาง
และกลิ่นนี้ช่างพิเศษยิ่งนัก
เมื่อเทียบกับเครื่องหอมทั่วไป มันสดชื่นกว่ามาก
อันที่จริงนี่เป็นเพียงกลิ่นหอมจางๆ กลิ่นไม่ได้ฉุนเฉียว แต่สำหรับโจวซื่อและจางฮองเฮา กลับสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง
ฮ่องเต้หงจื้อเห็นพระชายาฟาง ก็ดีพระทัยมาก ตรัสด้วยความกระตือรือร้นว่า "พระชายาฟางมีความชอบใหญ่หลวง ข้าได้ยินว่า ตอนที่เจ้าคลอดเจ้าหนูออกมา แทบจะเอาชีวิตไม่รอด? ไม่ง่ายเลยจริงๆ เขาว่ากันว่าสตรีคลอดบุตร ก็เหมือนก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในประตูนรก พระชายาฟางมิใช่เพียงแค่นั้น ตั้งแต่เจ้าเข้าวังบูรพามา ก็อยู่ในกรอบประเพณีอันดีงาม อีกทั้งยังให้กำเนิดทายาท นี่คือความดีความชอบ... ความชอบที่ไม่อาจมองข้าม..."
พระองค์ยังจะตรัสต่อ อันที่จริงถ้อยคำเหล่านี้คิดเตรียมไว้แล้ว วันนี้อยู่รอพบพระชายาฟาง ก็เพื่อจะชมเชยให้หนำใจ
แต่ทว่า จางฮองเฮากลับขัดจังหวะฮ่องเต้หงจื้ออย่างไร้เยื่อใย "นี่กลิ่นหอมอะไร..."
"..." สีหน้าฮ่องเต้หงจื้อดูปั้นยากขึ้นมาทันที
นี่... เรากำลังพูดเรื่องจริงจังไม่ใช่หรือ? กลิ่นหอมอะไรกัน นี่มันเกี่ยวอะไรกับวันนี้ด้วย?
พระชายาฟางย่อกายคารวะฮ่องเต้หงจื้อ แต่พอได้ยินจางฮองเฮาถาม ก็รู้ทันทีว่าจางฮองเฮาเป็นคนตาถึง สตรีเวลาอยู่นอกบ้าน เสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ โดยเฉพาะสิ่งที่ตนให้ความสำคัญเป็นพิเศษ หากมีคนทักถาม ย่อมอดไม่ได้ที่จะแอบดีใจ "ทูลเสด็จแม่ นี่คือกลิ่นลาเวนเดอร์เพคะ"
"กลิ่นลาเวนเดอร์..." จางฮองเฮาทวนคำสี่คำนี้เบาๆ ในใจเริ่มค้นหาความทรงจำ มีกลิ่นแบบนี้ด้วยหรือ? กลิ่นนี้สดชื่นปานนี้ ที่สำคัญกว่านั้น พระชายาฟางยืนอยู่ไม่ไกล กลิ่นหอมจางๆ ลอยมาแตะจมูก ราวกับว่าพระชายาฟางคือดอกไม้สดที่กำลังบานสะพรั่ง
ฮ่องเต้หงจื้อยิ้ม แล้วตรัสว่า "ข้าเห็นพระชายาฟางสีหน้าดีมาก ก็วางใจแล้ว ข้า... รู้สึกปลื้มใจยิ่ง..."
พระองค์พยายามจะกู้สถานการณ์
แต่ใครจะนึก...
โจวซื่อกลับขัดจังหวะพระองค์อย่างไร้เยื่อใย อันที่จริงฮ่องเต้หงจื้อเป็นคนจืดชืด พระองค์อาจจะเป็นหลานที่ดี เป็นสามีที่ดี อาจจะ... เป็นพ่อที่ดี แต่สิ่งเดียวที่เป็นคือ พระองค์เป็นคนจืดชืดอย่างยิ่ง อยู่ที่ไหนก็ทำหน้าเคร่งขรึม เจ้าระเบียบ ในสมองมีแต่คำพูดราชการ งานเมือง ประเทศชาติ ความปลื้มปิติ น้ำพักน้ำแรงราษฎร
โจวซื่อกล่าวว่า "กลิ่นลาเวนเดอร์ แต่ทำไมถึงได้สดชื่นเพียงนี้ หรือว่าไม่ได้เกิดจากการอบร่ำ?"
ในเวลานี้ในวังหลวง ส่วนใหญ่ใช้การอบเครื่องหอม คือการเผาให้เกิดกลิ่นหอม อบไว้ในเสื้อผ้า หรือจุดเผาในห้องโดยตรง
แน่นอนว่ากลิ่นหอมชนิดนี้เกิดจากการเผาไหม้ ย่อมไม่มีกลิ่นที่สดชื่น หากอยู่ใกล้ๆ อาจจะรู้สึกฉุนจมูกด้วยซ้ำ และกลิ่นที่ติดเสื้อผ้า มักจะอยู่ได้ไม่นาน ลมพัดวูบเดียว ก็มักจะจางหายไป
สีหน้าฮ่องเต้หงจื้อเริ่มดูไม่จืดแล้ว
นี่... มันน่าสนใจตรงไหน?
พระชายาฟางเพิ่งหายป่วยหนัก แถมยังคลอดหลานมังกรมาให้ ช่างยากลำบากเพียงใด อุตส่าห์มาเข้าเฝ้าถามไถ่พวกเจ้า พวกเจ้ามัวแต่พูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน นี่... มีความหมายตรงไหน?
พระชายาฟางกลับดูมีความสุข นางเลิกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นข้อมือขาวผ่อง ยื่นไปตรงหน้าโจวซื่อ "ขอทูลเชิญเสด็จย่าโปรดอย่าถือสา ลองดมดูเพคะ"
โจวซื่อดมเบาๆ ก็ต้องประหลาดใจ "อุ้ย มันออกมาจากในเนื้อตัวจริงๆ ด้วย กลิ่นนี้ ย่าดมแล้ว รู้สึกพิเศษเหลือเกิน ราวกับว่าเจ้าเป็นดอกไม้ที่เพิ่งแย้มบานอย่างนั้นแหละ"
"อะแฮ่ม..." ฮ่องเต้หงจื้อกระแอมไอ ชักจะเกินไปแล้วนะ
จางฮองเฮาพูดขึ้นบ้าง "มา ให้แม่ลองดมดูหน่อย"
"เพคะ เสด็จแม่" พระชายาฟางก้มหน้า
จางฮองเฮาพอดมดู จิตใจก็ไหวหวั่น "จริงด้วยแฮะ เสด็จย่าเปรียบเปรยได้เหมาะเจาะจริงๆ กลิ่นนี้ไม่เพียงแต่น่าสนใจ แต่ยังดูเหมือนจะติดทนนานไม่จางหาย นี่ได้มาจากที่ไหน..."
ใบหน้าฮ่องเต้หงจื้อเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาว พระองค์พบว่า ตนเองถูกเมินเฉยอย่างสมบูรณ์แบบ
พระชายาฟางยิ้มหวาน ใบหน้ายิ่งดูเปล่งปลั่ง จริงดังคาด ไทฮองไทเฮาและฮองเฮาเป็นคนตาถึง
นางกล่าวว่า "นี่เป็นของที่ท่านพี่ฟางจี้ฟานปรุงขึ้นเพคะ อย่างหนึ่งเรียกว่าสบู่หอม ใช้สำหรับชำระล้าง ถูๆ ตัว ไม่เพียงแต่ผิวจะหอม แต่ยังรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่าน้ำหอม น้ำหอมนั้นช่วยสงบจิตใจ แต่ว่า ห้ามใช้เยอะเกินไป ใช้เพียงนิดเดียว วันทั้งวัน กลิ่นหอมก็จะติดทนนานไม่จางหาย..."
นางจารไนยสรรพคุณ และความรู้สึกตอนใช้ของสองสิ่งนี้
แม้จะดูพูดมาก แต่โจวซื่อและจางฮองเฮากลับตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ภายในใจเริ่มเกิดความอยากได้ใคร่มี
จางฮองเฮากล่าวว่า "เจ้าเด็กฟางจี้ฟานนั่น ช่างมีฝีมือจริงๆ"
โจวซื่อพยักหน้าเห็นด้วย
ข้อนี้... ฮ่องเต้หงจื้อไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่
เจ้านั่น กินอิ่มแล้วว่างจัดหรือไง ถึงได้มาขลุกอยู่กับของใช้ผู้หญิงแบบนี้ ของพวกนี้ มีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองตรงไหน เอาเวลาไปทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ...
แต่ทว่า พระองค์เป็นเสียงส่วนน้อย ที่นี่ พระองค์ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง
โจวซื่อถามว่า "แล้วสบู่หอม กับ... น้ำหอมนั่น... ยังมีอีกไหม?"
"เอ่อ..." พระชายาฟางทำท่าลำบากใจ "หม่อมฉันได้ยินท่านพี่บอกว่า ในมือเกรงว่าจะเหลือไม่มาก ไม่รู้ว่าไปหามาจากที่ไหน ได้ยินว่าล้ำค่าหายากมาก เอาอย่างนี้ น้ำหอมและสบู่หอมของหม่อมฉัน ขอมอบถวายแด่เสด็จย่าเพคะ"
โจวซื่อใจเต้นตึกตัก แต่พอได้ยินว่าพระชายาฟางจะเอาของตัวเองมาให้ ก็มีความรู้สึกเกรงใจแบบวิญญูชนไม่อยากแย่งของรักใคร นางเห็นชัดเจนว่า ตอนที่พระชายาฟางพูดประโยคนี้ ใบหน้าที่เปล่งปลั่งนั้นแฝงความเสียดายอยู่หลายส่วน เห็นได้ชัดว่า นี่ไม่ใช่เพราะพระชายาฟางขี้เหนียว แต่เป็นไปได้มากว่า นี่คือของรักของหวงของนาง
จางฮองเฮากล่าวว่า "ถูกต้อง สมควรถวายให้เสด็จย่าของเจ้า"
พระนางเห็นด้วย แต่ก็รู้สึกเสียดายเช่นกัน
พระชายาฟางกล่าวอีกว่า "อันที่จริงสบู่หอมนั้นน่าสนใจที่สุด เวลาล้าง จะมีฟองเยอะแยะเลยเพคะ ราวกับว่าฟองพวกนี้ซึมซาบเข้าไปในผิว พอล้างออกแล้ว รู้สึกแห้งสบายเป็นพิเศษ กลิ่นหอมนี้ ก็เหมือนจะซึมเข้าไปในผิวด้วย คิดว่านี่คงเป็นสาเหตุที่กลิ่นติดทนนาน..."
โจวซื่อยิ่งฟัง ก็ยิ่งอยากได้
จางฮองเฮาอดถามไม่ได้ "เทียบกับฝักส้มป่อยและกลีบดอกไม้แล้ว เป็นอย่างไร?"
เวลาจางฮองเฮาสรงน้ำ มักจะใช้ถังอาบน้ำ โรยด้วยกลีบดอกไม้ที่โปรดปราน
แน่นอนว่า ของพรรค์นั้น...
พระชายาฟางกัดริมฝีปาก ตอบว่า "ดีกว่าไม่รู้กี่เท่าเพคะ หากเสด็จแม่เคยใช้ ก็จะรู้ถึงความแตกต่าง"
(จบแล้ว)