- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 67 - คบคนพาล
บทที่ 67 - คบคนพาล
บทที่ 67 - คบคนพาล
บทที่ 67 - คบคนพาล
การทำเหมือง จำเป็นต้องมีขั้นตอนที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ดังคำกล่าวที่ว่า ลับมีดให้คมไม่เสียเวลาผ่าฟืน เหมืองจำเป็นต้องมีกองกำลังพิทักษ์เหมือง และต้องเลี้ยงสุนัขล่าเนื้อไว้หลายสิบตัว เช่นนี้แล้ว จึงจะรับประกันได้ว่าพวกขโมยแร่จะมีโอกาสขาหักได้ทุกเมื่อ
คนงานเหมืองก็ต้องรับสมัคร ในเหมืองแห่งนี้ ยังต้องมีสวัสดิการความเป็นอยู่ เรื่องจิปาถะเหล่านี้... ไม่เกี่ยวกับฟางจี้ฟาน ย่อมต้องมอบหมายให้หวังจินหยวนไปจัดการ
หวังจินหยวนตอนนี้กระตือรือร้นขึ้นมาทันตา เขามีหุ้นอยู่ครึ่งส่วน (ห้าในร้อย) แม้จะไม่มาก แต่เมื่อเขาตระหนักว่านี่คือภูเขาทองคำ ก็กลับมีชีวิตชีวาดั่งมังกรผงาดเสือคำราม สิ่งที่เขาถนัดที่สุดคือการค้าขาย เรื่องพวกนี้ อยู่ในมือเขา ล้วนไม่ใช่ปัญหา
ฟางจี้ฟานสวมเสื้อผ้าอบอุ่น ด้านนอกยังคลุมทับด้วยชุดกิเลน เขามองเสี่ยวเซียงเซียงที่ปรนนิบัติเขาด้วยความรู้สึกขัดแย้ง อากาศที่หนาวเหน็บราวกับเดือนสิบสองนี้ อาจนำมาซึ่งความมั่งคั่งนับไม่ถ้วนแก่ฟางจี้ฟาน แต่ก็ทำให้เสี่ยวเซียงเซียงต้องห่อตัวจนมิดชิด ดังนั้น เขาจึงดึงเสี่ยวเซียงเซียงเข้ามากอดอย่างชำนาญ ปล่อยให้สาวน้อยดิ้นขลุกขลักสักพัก แล้วหัวเราะร่า "สะใจจริง!"
พูดจบ ก็ผิวปากปรายตามองเติ้งเจี้ยน เติ้งเจี้ยนถือกระบี่อาญาสิทธิ์ของฟางจี้ฟาน ยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วกล่าวว่า "นายน้อย ได้เวลาเข้าเวรแล้วขอรับ"
ออกจากบ้านต้องสวมเสื้อกันฝนฟาง การขี่ม้าหรือนั่งรถล้วนไม่สะดวก จึงทำได้เพียงเดินเท้า อากาศเช่นนี้ ถนนหนทางเงียบเหงาวังเวง เพราะใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว คิดว่าเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้คงมีแต่พายุหิมะ ยากจะเห็นพระจันทร์กลมโต แต่กลิ่นอายของเทศกาลก็ยังพอมีอยู่บ้าง
ไปถึงสำนักจั้นซื่อตามปกติ ลงชื่อเข้าเวร แม้จะเป็นนายกองแห่งกององครักษ์อวี่หลิน แต่ฟางจี้ฟานกลับรู้สึกเหมือนหาต้นสังกัดไม่เจอ
ความจริงเรื่องนี้เข้าใจได้ ที่สำนักจั้นซื่อนี้ เป็นที่ตั้งของกองร้อยหนึ่งในสังกัดอวี่หลิน แต่นายกองร้อยผู้ดูแลที่นี่ กลับพยายามหลีกเลี่ยงที่จะข้องเกี่ยวกับฟางจี้ฟาน ในสายตาของนายกองร้อย นายกองฟางผู้นี้ดูปุ๊บก็รู้ว่ามีเบื้องหลังใหญ่โต แถมภาพลักษณ์ก็ไม่ค่อยดี ตอแยไม่ได้ แต่ก็ล่วงเกินไม่ได้ และจะสนิทสนมเกินไปก็ไม่ดี ดังนั้น จึงขออยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ดีกว่า
เดิมทีใต้บังคับบัญชาของฟางจี้ฟาน ก็มีพลทหารและนายสิบหลายสิบคน แต่ฟางจี้ฟานก็ขี้เกียจจะสนใจพวกเขา นายน้อยผู้นี้เดินสายบริหารระดับสูงนี่นา และแล้วพอลงชื่อได้ไม่นาน หลิวจิ่นก็วิ่งกระหืดกระหอบมา "นายกองฟาง นายกองฟาง องค์รัชทายาทเรียกพบขอรับ"
ฟางจี้ฟานคาดกระบี่อาญาสิทธิ์ของตนอย่างองอาจ ต้องพกกระบี่ไปด้วยเท่านั้น ฟางจี้ฟานถึงจะมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมต่อหน้าจูโฮ่วเจ้า ไม่พอใจหรือ เหล่าฟางจะลงโทษแทนฮ่องเต้ เจ้าเชื่อไหม?
ย่ำหิมะไปถึงห้องบรรทมของจูโฮ่วเจ้า ก็เห็นจูโฮ่วเจ้าสวมชุดทหาร สวมรองเท้าหนังกวาง ปากพ่นไอขาว ตบโต๊ะปังๆ กล่าวว่า "มาเร็ว มาเร็ว เหล่าฟาง เจ้าโดนยื่นฎีกาฟ้องแล้ว"
ฟางจี้ฟานเดินเข้าไป ทำหน้างง "ยื่นฎีกา ใครฟ้องข้า ช่วงนี้ข้าไปทำอะไรมา?"
จูโฮ่วเจ้ายิ้มร่า "หลิวฮวง ผู้ตรวจการตู้ชาหยวน ยื่นฎีกาฟ้องว่าเจ้าหมิ่นประมาทขุนนางราชสำนัก แถมยังร่ายยาววีรกรรมชั่วๆ ของเจ้าอีกเพียบ สรุปคือ เจ้าโดนด่ายับ ฎีกาฉบับนี้พอออกมา ก็เป็นเรื่องใหญ่โตเลยทีเดียว"
ฟางจี้ฟานงงหนักกว่าเดิม "ก็แค่ฎีกาฉบับเดียว ฎีกามีตั้งเยอะแยะ จะใหญ่โตอะไรนักหนา องค์รัชทายาท เราจะเล่นหมากรุกหรือไปขี่ม้าดีพ่ะย่ะค่ะ?"
เรื่องโดนยื่นฎีกา ฟางจี้ฟานไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
ความจริงแล้วขุนนางเต็มราชสำนัก มีใครบ้างไม่เคยโดนตู้ชาหยวนยื่นฎีกาด่า แม้แต่หลิวเจี้ยน มหาอำมาตย์อาวุโส ยังเคยโดนหาว่าเผด็จการรวบอำนาจ ไม่เพียงแค่นั้น ฮ่องเต้หงจื้อยังโดนด่าว่าไม่ยอมรับสนม ชีวิตส่วนตัวไม่ฟุ้งเฟ้อพอ จนทำให้มีทายาทน้อย ไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง
ที่เรื่องใหญ่ที่สุด คือมีผู้ตรวจการยื่นฎีกาว่าร้ายฮองเฮาจาง บอกว่าฮองเฮาจางไม่รักษาจารีตสตรี ที่ฮ่องเต้ไม่รับสนม ต้องเป็นเพราะความหึงหวงของฮองเฮาจางแน่ๆ นอกจากนี้ ในบรรดาเชื้อพระวงศ์ อิงกั๋วกง เว่ยกั๋วกง ไม่มีใครไม่เคยโดนด่า ยังมีโซ่วหนิงโหวและเจี้ยนชางป๋อ สองคนนั้นเป็นขาประจำของตู้ชาหยวน โดนลากมาด่าสามวันดีสี่วันไข้ จนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว
ฟางจี้ฟานได้รับเกียรติให้โดนยื่นฎีกา นี่แสดงว่าเขาเริ่มก้าวพ้นจากอันธพาลเมืองหลวง ให้คนตระหนักว่าเริ่มเข้าสู่แวดวงราชการแล้ว นี่เป็นเรื่องดีนะ เป็นสัญลักษณ์ของการเติบโต
ดังนั้น... ไม่เห็นจะมีอะไรน่าตกใจ
หลิวจิ่นยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างๆ อธิบายว่า "นายกองฟาง อาจจะยังไม่ทราบสาเหตุ ที่ฎีกาฉบับนี้มีผลสะท้อนรุนแรง ก็เพราะนายกองฟางไปดูหมิ่นเฉียนเย่ว์ ผู้ว่าการกุ้ยโจว ในราชสำนักมีขุนนางมากมายที่เป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายของเฉียนเย่ว์ หลายคนจึงออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้เขา นอกจากนี้ นายกองฟางชื่อเสียงโด่งดัง พอโดนยื่นฎีกา ก็ยิ่งทำให้ท่านผู้ตรวจการผู้นั้นดูเป็นคนกล้าหาญ เที่ยงธรรม แสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์อันแรงกล้า..."
จูโฮ่วเจ้ากำหมัดแน่น "เปิ่นกงเตรียมการไว้แล้ว เหล่าฟาง เจ้าดูสิ ชุดทหารที่เปิ่นกงเก็บสะสมไว้ใส่ออกมาครบชุด คืนนี้เราจะไปดักซุ่มที่ทางผ่านตอนกลับบ้านของผู้ตรวจการนั่น เอาถุงคลุมหัวมัน แล้วซ้อมมันสักยก เปิ่นกงให้หลิวปั้นปั้นไปสืบมาแล้ว บ้านมันอยู่แถวถนนอู่หม่า มีตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่ง เหมาะแก่การซ่อนตัวและลงมือที่สุด ถ้าไม่ซ้อมมันสักที จะสำแดงเดชของเราได้อย่างไร"
ฟางจี้ฟานหัวใจกระตุก ฮ่องเต้ไม่รีบแต่ขันทีรีบจริงๆ รัชทายาทไม่ได้อยากแก้แค้นให้ข้าหรอก เห็นชัดๆ ว่าคึกอยากหาเรื่องสนุกทำต่างหาก
"เรื่องนี้... ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ..." ฟางจี้ฟานรีบส่ายหน้า ซ้อมผู้ตรวจการ? แค่เพราะเขาทำตามหน้าที่ด่าเจ้าเนี่ยนะ? แม้ฟางจี้ฟานจะไม่ชอบพวกเก่งแต่ปาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลากรัชทายาทไปซ้อมคนเพราะเรื่องแค่นี้
ต่อให้ฮ่องเต้โดนยื่นฎีกาด่า ยังไม่กล้ากร่างขนาดนี้เลย ยังมีหลิวเจี้ยน มหาอำมาตย์อาวุโส โดนด่าว่าเผด็จการ ฮ่องเต้หงจื้อกริ้วจัด สั่งขังคนด่า แต่หลิวเจี้ยนกลับช่วยพูดแก้ต่าง ช่วยคนนั้นออกมา
ธรรมเนียมปฏิบัติในรัชศกหงจื้อเป็นเช่นนี้ หากฟางจี้ฟานพารัชทายาทไปซ้อมคนปางตาย เรื่องคงจบไม่สวยแน่ อีกฝ่ายเป็นผู้ตรวจการ มีอำนาจในการจับผิดและวิพากษ์วิจารณ์ พูดง่ายๆ พวกเขาคือกลุ่มนักด่าที่ราชสำนักเลี้ยงไว้ แถมมีเงินเดือนให้ด้วย
ฟางจี้ฟานรีบส่ายหน้า "ไม่ ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ..."
พอพูดแบบนี้ จูโฮ่วเจ้าก็มองฟางจี้ฟานด้วยความประหลาดใจ ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
ฟางจี้ฟานกลับหัวเราะลั่น "รัชทายาท ตอนนี้เราเป็นคนรวยแล้ว ดังนั้นต้องยกระดับศีลธรรมจรรยาของตัวเอง..."
คำว่าคนรวยสามคำนี้ ทิ่มแทงเส้นประสาทของจูโฮ่วเจ้าเข้าอย่างจัง จูโฮ่วเจ้ารีบขัดขึ้นว่า "เปิ่นกงไม่มีเงิน เงินเปิ่นกงโดนเสด็จพ่อปาดไปแล้ว"
ฟางจี้ฟานจึงกล่าวอย่างใจเย็นว่า "งั้นรัชทายาทก็ยังจนอยู่ แต่กระหม่อมเป็นคนรวยแล้ว ต้องยกระดับศีลธรรม ต้องใช้สมองไม่ใช้กำลัง วิญญูชนขยับปากไม่ขยับมือ!"
จูโฮ่วเจ้าฟังแล้วก็โวยวายทันที "ขยับปากจะมีประโยชน์อะไร? น้ำลายจะทำให้ขนมันร่วงสักเส้นไหม?"
ฟางจี้ฟานทำท่าทางสงบนิ่ง ไม่ยี่หระ แต่ในใจอดทอดถอนใจไม่ได้ คบคนพาลพาไปหาผิดจริงๆ
...
กุ้ยโจว!
ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรที่ทอดตัวยาวเหยียดนับพันลี้
เสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังมาจากทุกทิศทาง
ไม่มีใครรู้ว่าในป่านั้นมีทหารม้าซุ่มอยู่เท่าไร ทหารหมิงที่แตกตื่นชูดาบขึ้น พยายามตั้งค่ายป้องกันตัว แต่จากหุบเขานั้น ก้อนหินนับไม่ถ้วนกลิ้งหล่นลงมา และลูกธนูไม่รู้กี่มากน้อยพุ่งมาดุจฝูงตั๊กแตน
ในค่ายใหญ่ เฉียนเย่ว์ แววตาว่างเปล่า ชุดขุนนางสีแดงชาดขาดวิ่นยับเยิน เขารอคอยข่าวจากนอกค่ายด้วยความกระวนกระวาย แต่สิ่งที่ได้ยิน มีเพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนระลอกแล้วระลอกเล่า
หมี่ลู่ บุตรสาวหัวหน้าเผ่าจานอี้แห่งยูนนาน แต่งงานกับหลงชั่ง ตุลาการท้องถิ่นแห่งกุ้ยโจว แต่เพราะสามีภรรยาไม่ลงรอยกัน หมี่ลู่จึงกลับบ้านเดิม เดิมที... นี่เป็นเรื่องเล็กยิ่งกว่าขี้ผง แต่ผลลัพธ์คือ ทั้งสองฝ่ายกลับกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาต ต่างฝ่ายต่างนำกำลังจะสู้ตาย ในฐานะผู้ว่าการ เฉียนเย่ว์ตัดสินใจเด็ดขาด เข้าไกล่เกลี่ย ตอนแรกทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันได้แล้ว ใครจะรู้ว่าพอกลับถึงถิ่นตัวเอง หมี่ลู่บุตรสาวหัวหน้าเผ่าจานอี้ กลับนำกองกำลังบุกตีเมืองผู่หนิงของกุ้ยโจวแตก ฆ่าสามีตัวเอง ตั้งตนเป็นอู๋ตี๋เทียนหวัง (ราชาสวรรค์ผู้ไร้พ่าย) ประกาศกบฏ
เฉียนเย่ว์ถึงกับเอ๋อรับประทาน คนพวกนี้... ไม่มีเหตุผลและสัจจะเลยสักนิด ไม่ใช่ตกลงกันแล้วหรือ? อีกอย่าง แค่ผัวเมียทะเลาะกัน ก็... ก็กบฏเลยเหรอ?
เขาไม่เข้าใจคนเถื่อนพวกนี้ แต่รู้ว่า เรื่องบานปลายมาถึงขั้นนี้ มีทางเดียวคือต้องปราบปราม
(จบแล้ว)