- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 62 - ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
บทที่ 62 - ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
บทที่ 62 - ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
บทที่ 62 - ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
ฮ่องเต้หงจื้ออึ้งงันไป
พระองค์เข้าใจความหมายของหลิวเจี้ยนแล้ว
และเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านอาจารย์หลิวถึงได้ตื่นเต้นขนาดนี้
ฮ่องเต้หงจื้อตรัสถามเสียงเข้ม "แทนที่ถ่านไม้ได้จริงหรือ?"
"ได้พ่ะย่ะค่ะ!" คราวนี้คนตอบกลับเป็นฟางจี้ฟาน
ทำให้จูโฮ่วเจ้าหันมามองฟางจี้ฟานด้วยความไม่พอใจ
เหล่าฟางเจ้าไม่น่ารักเลยนะ เมื่อกี้ตอนรนหาที่ตายเจ้าให้เปิ่นกงออกหน้า ตอนนี้จะเอาความชอบ เจ้าดันแย่งซีนไปเฉยเลย
เห็นเพียงฟางจี้ฟานกราบทูลว่า "ถ่านหินไร้ควันไม่เพียงแทนที่ถ่านไม้ได้ แต่ยังมีประสิทธิภาพดีกว่าถ่านไม้เสียอีก หากฝ่าบาทไม่เชื่อ ถามองค์รัชทายาทได้เลยพ่ะย่ะค่ะ"
จูโฮ่วเจ้าตอบสนองตามสัญชาตญาณ ในฐานะพรีเซนเตอร์ เขาจำบทและสคริปต์ได้ขึ้นใจ รีบยกนิ้วโป้งขึ้นมาทันที "ลูกเอาเกียรติเป็นประกัน"
อยู่กับฟางจี้ฟานบ่อยๆ มักจะได้ยินฟางจี้ฟานพูดคำว่าเอาเกียรติเป็นประกัน ฟังบ่อยเข้า ก็เลยติดปากออกมา
จริงๆ ฮ่องเต้หงจื้อไม่จำเป็นต้องถามรัชทายาท ลูกตัวเองเป็นคนยังไง พระองค์จะไม่รู้เชียวหรือ? แต่คำพูดของหลิวเจี้ยนและคนอื่นๆ พระองค์เชื่อสนิทใจ
จิตใจของพระองค์ไม่อาจสงบลงได้ ไพล่มือเดินไปเดินมา "บรรพบุรุษคุ้มครอง..."
ฮ่องเต้หงจื้อเงยพระพักตร์มองไปในความว่างเปล่า ราวกับกำลังมองดวงวิญญาณของบรรพชน ในวินาทีนี้ พระองค์ตื่นเต้นจนหางตาชื้นแฉะ ราชบัลลังก์และแผ่นดิน สำหรับบางคนคือการเสพสุขโต้รุ่ง แต่สำหรับฮ่องเต้หงจื้อ มันคือภาระหนักอึ้งดั่งขุนเขา ผู้อพยพมากมาย หิวโหยหนาวเหน็บ พระองค์ไม่เคยวางใจได้ลงสักวัน โดยเฉพาะฤดูหนาวอันโหดร้ายที่กำลังจะมาถึง คนที่หนาวตายไปแต่ละคน ล้วนทำให้พระองค์เจ็บปวดรวดร้าว
แต่ตอนนี้... ฟางจี้ฟานกับแค่ถ่านหินไร้ควัน กลับแก้ไขปัญหาได้อย่างง่ายดาย
ขอบตาของพระองค์แดงก่ำ พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา
ภาพนี้อยู่ในสายตาฟางจี้ฟาน ฟางจี้ฟานเริ่มสงสัยว่าฮ่องเต้หงจื้อมีแนวโน้มจะเป็นพวกงมงายแล้ว
ฟางจี้ฟานไม่ชอบพวกงมงาย ไม่ใช่เพราะความเชื่อ แต่เป็นเพราะข้าอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจผลิตถ่านหินไร้ควันออกมา กำจัดกำมะถัน ผลักดันให้แพร่หลาย ผลปรากฏว่าท่านไม่ขอบคุณข้า แต่ดันไปขอบคุณสวรรค์คุ้มครอง นี่มันอะไรกันครับเนี่ย?
ฮ่องเต้หงจื้อพ่นลมหายใจร้อนๆ "หากเป็นจริงเช่นนั้น เป็นดังที่ท่านหลิวว่า ไม่รู้ว่าจะช่วยชีวิตคนได้มากเพียงใด รัชทายาท ฟางจี้ฟาน ถ่านหินของพวกเจ้า วันหนึ่งผลิตได้กี่ชั่ง?"
ฟางจี้ฟานคิดในใจ ปริมาณสำรองถ่านหินไร้ควันของเหมืองนี้ ข้อมูลในอนาคตคือหลายสิบล้านตัน เพราะเป็นการขุดแบบเปิดหน้าดิน ขุดเจาะง่ายมาก ขอแค่คนงานพอ จะให้ส่งมอบวันละเท่าไหร่ก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ฟางจี้ฟานก็ยังคำนวณอย่างละเอียด ตอนนี้เขากับรัชทายาทเพิ่งจ้างคนมาไม่กี่สิบคน ทดลองขุด ผลิตถ่านหินต่อวัน อย่างมากก็แค่ไม่กี่พันชั่ง หากเพิ่มกำลังการผลิต ขอแค่คนงานพอ จะรักษาระดับการผลิตที่วันละล้านชั่งก็ไม่ใช่ปัญหา ล้านชั่งฟังดูน่าตกใจ จริงๆ ก็แค่ห้าร้อยตันเท่านั้น
เหมืองถ่านหินแบบเปิด ต้นทุนการขุดต่ำมาก แถมอยู่ใกล้เมืองหลวง พอได้กลายเป็นสินค้าจำเป็น ลำพังประชากรในเขตเมืองหลวงและปริมณฑลก็มีนับล้านครัวเรือน คนหลายล้านคน นี่เลี่ยงไม่รวมถึงการขนส่งทางคลอง ที่สามารถส่งถ่านหินไปถึงทงโจว เทียนจินเว่ย และที่อื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย พูดง่ายๆ คือ ปริมาณการผลิตหลายร้อยตันนี้ แค่รองรับในเขตเมืองหลวงและปริมณฑล ก็ขายหมดเกลี้ยงแล้ว
แน่นอน ฟางจี้ฟานสามารถเลือกที่จะลดกำลังการผลิต เพื่อกักตุนสินค้าเก็งกำไร ปั่นราคาถ่านหินให้สูงขึ้น แต่ถ้าทำแบบนั้น ถ่านหินก็จะกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย สู้ผลิตจำนวนมากป้อนตลาดจะดีกว่า
ฟางจี้ฟานกราบทูล "ฝ่าบาท ขอแค่คนงานเพียงพอ จำนวนไม่ใช่ปัญหา ส่วนแรงงาน... กระหม่อมก็คิดไว้แล้ว สามารถจ้างผู้อพยพทั้งในและนอกเมืองหลวง ตอนนี้พวกเขาหิวโหยหนาวเหน็บ เข้าตาจนแล้ว ลำพังการช่วยเหลือของซุ่นเทียนฟู่ ไม่ช่วยอะไร รัชทายาททรงเมตตาพวกเขา ดังนั้น จึงหวังว่าจะจ้างผู้อพยพให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้"
ฮ่องเต้หงจื้อได้ฟัง ก็ดีพระทัยอย่างยิ่ง นี่ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาความหนาว แต่แม้แต่ปัญหาผู้อพยพที่น่าปวดหัวที่สุด ก็ได้รับการแก้ไขไปพร้อมกัน พระองค์ตรัสด้วยความยินดีทันทีว่า "พวกเจ้า ในที่สุดก็ทำเรื่องดีๆ สักเรื่อง"
นี่นับเป็นคำชมไหมนะ? ฟางจี้ฟานรู้สึกว่าตัวเองต้องไปอัพเกรดทักษะการตีความสักหน่อยแล้ว
จูโฮ่วเจ้ารีบพูดแทรก "นี่เป็นเพราะลูกเป็นห่วงบ้านเมือง..."
ฮ่องเต้หงจื้อถลึงตาใส่ ทำให้จูโฮ่วเจ้าไม่กล้าโม้ต่อ เขาได้แต่หดคอ เอาเถอะ ไม่ขี้คุยแล้ว หาเงิน ตั้งใจหาเงิน หาเงินแนวนอน แนวตั้ง ท่านอน ก็ได้เงิน พอคิดถึงเงินจำนวนนับไม่ถ้วน จูโฮ่วเจ้าจู่ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองโตแล้ว ไม่สิ เขารู้สึกว่าในที่สุดตัวเองก็ทำเรื่องใหญ่สำเร็จ ความรู้สึกแบบนี้ มันลอยๆ ฟูๆ ภูมิใจพิลึก
เหล่าฟางเป็นคนเก่งจริงๆ บอกว่าจะหาเงินก็หาได้จริงๆ
เหล่าบัณฑิตฮันหลินมองจนตาค้าง โดยเฉพาะโจวเชาผู้อ่านถวาย อ้าปากค้างจนหุบไม่ลง ดูไม่งามเอาเสียเลย
ฮ่องเต้หงจื้อไม่มีกะจิตกะใจจะฟังบรรยายธรรมต่อแล้ว นี่เป็นเรื่องมงคล ถ่านหินไร้ควันเพียงก้อนเดียว ก็สามารถแก้วิกฤตใหญ่หลวงของราชสำนักได้ถึงสองเรื่อง
แต่พระองค์ยังคงถลึงตาใส่จูโฮ่วเจ้าและฟางจี้ฟาน เหมือนกลัวว่าเจ้าเด็กแสบสองคนนี้จะได้ใจจนลืมตัว แต่ก็ยังอดแย้มสรวลไม่ได้ "พวกท่านถอยไปก่อนเถอะ"
เห็นได้ชัดว่า พระองค์มีเรื่องจะคุยกับจูโฮ่วเจ้าและฟางจี้ฟาน จึงตรัสว่า "รัชทายาทกับฟางจี้ฟานอยู่ก่อน"
หลิวเจี้ยนมองฮ่องเต้หงจื้ออย่างลึกซึ้ง เหล่าบัณฑิตฮันหลินทำได้เพียงลุกขึ้น ถวายความเคารพแล้วถอยออกไป คำว่าถ่านหินไร้ควัน ได้ประทับลงในใจพวกเขาอย่างลึกซึ้งเสียแล้ว
พอคนออกไปจนหมด จูโฮ่วเจ้าก็หันไปยิ้มร่าให้ฮ่องเต้หงจื้อ นานๆ ทีจะทำเรื่องใหญ่สำเร็จ จะเคลมผลงานต้องห้ามช้า เขาพูดด้วยความภูมิใจว่า "เสด็จพ่อ ท่านดูสิ... ลูกทำงานใช้ได้เลยใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้หงจื้อหรี่ตา ยื่นพระหัตถ์ไปทางจูโฮ่วเจ้า "ภาพหมื่นลี้ทิวทัศน์ของเจิ้นล่ะ?"
"หา..."
ฮ่องเต้หงจื้อทำหน้านิ่ง "เงินทุนของเจ้า ขโมยไปจากเจิ้น ใช่หรือไม่?"
จูโฮ่วเจ้ายิ้มไม่ออกแล้ว จู่ๆ ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
ฮ่องเต้หงจื้อไพล่มือ มองเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ในเมื่อเงินทุนไม่ใช่ของเจ้า ดังนั้น... ฟางชิงเจีย เจิ้นรู้ว่าลานถ่านหินของพวกเจ้าแบ่งกันคนละครึ่ง ดังนั้น ผลกำไรอีกครึ่งหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับรัชทายาท เจ้าส่งเข้าวังตามกำหนด เข้าท้องพระคลังส่วนพระองค์ด้วย"
"เสด็จพ่อ..." จูโฮ่วเจ้านึกไม่ถึงเลยว่า ละครตลกจะกลายเป็นละครโศกนาฏกรรมในพริบตา นี่มันหุ้นของลูกนะ ทำไมถึงหายวับไปแล้ว? เสด็จพ่อเล่นปาดหน้าเค้กกันดื้อๆ แบบนี้เลย
ฟางจี้ฟานมองรัชทายาทด้วยความเห็นใจ แต่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับตัวเอง ร่วมมือกับรัชทายาทก็คือร่วมมือ ร่วมมือกับฮ่องเต้ ก็คือร่วมมือเหมือนกัน
"เสด็จพ่อ..." จูโฮ่วเจ้าหน้าเบี้ยว "ลูกทำงานหนัก ไม่มีผลงานก็มีความชอบนะพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้หงจื้อไม่เปิดโอกาสให้เขาเรียกร้องความยุติธรรม ลานถ่านหินที่ผลิตได้วันละหลายล้านชั่ง กำไรสุทธิต่อเดือนก็เป็นแสนตำลึง นี่ไม่รวมการขยายผลิตในอนาคต ปีหนึ่งๆ นี่มันตัวเลขดาราศาสตร์ พระองค์จะวางใจมอบให้ลูกชายที่ไม่เอาไหนคนนี้ได้อย่างไร?
แน่นอน... ต้องเอามาเก็บรักษาไว้เอง ถึงจะวางใจ
"อย่ามาก่อกวน!" ฮ่องเต้หงจื้อตวาด
จูโฮ่วเจ้าเงียบกริบเหมือนจั๊กจั่นในฤดูหนาว แต่ก็ยังเจ็บใจ พึมพำเสียงเบา "จิ้งจอกเฒ่า..."
คำว่าจิ้งจอกเฒ่านี้เบามาก ฮ่องเต้หงจื้อไม่ได้ยิน แต่ฟางจี้ฟานได้ยิน อดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา
"แค่กๆ..." ฮ่องเต้หงจื้อทำหน้านิ่ง มองฟางจี้ฟาน "ฟางชิงเจีย เจ้าขำอะไร?"
"เอ่อ..." ฟางจี้ฟานมองจูโฮ่วเจ้า แล้วกล่าวว่า "ฝ่าบาททรงพระปรีชา..."
"อะไรนะ?" ฮ่องเต้หงจื้อทำหน้าสงสัย
ฟางจี้ฟานยิ้มกล่าว "พระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทกว้างใหญ่ไพศาล กระหม่อมเทิดทูนเหนือเกล้า เลื่อมใสฝ่าบาทจนหมดหัวใจ ตอนนี้กระหม่อมคิดได้ว่า ตัวเองไม่ใช่ทำการค้ากับสำนักจั้นซื่อ แต่ได้ขายถ่านหินร่วมกับวังหลวง ร่วมกับฝ่าบาท กระหม่อมดีใจจนแทบคลั่ง..."
"พอแล้ว พอแล้ว" ฮ่องเต้หงจื้อตอนนี้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว เจ้าหนูฟางจี้ฟาน ฉลาดเป็นกรด แต่ติดที่นิสัยเสีย แก้ไม่หาย ชอบพูดจาเลี่ยนๆ แบบนี้
ฮ่องเต้หงจื้อไม่ชอบคนประจบสอพลอ ถ้าเป็นคนอื่นคงโดนลงโทษไปแล้ว ฐานเป็นขุนนางสอพลอ แต่พอฟางจี้ฟานในวัยนี้ พูดจาหน้าไม่อายแบบนี้ออกมา กลับไม่รู้สึกขัดหูเท่าไรนัก
แน่นอน นี่เกี่ยวข้องกับมุมมองที่ฮ่องเต้หงจื้อมีต่อฟางจี้ฟานด้วย พระองค์เริ่มมองฟางจี้ฟานเป็นลูกหลานจริงๆ แล้ว ลูกหลานประจบเอาใจ จะให้ไปตบมันหรือยังไง?
ฮ่องเต้หงจื้อคร้านจะสนใจจูโฮ่วเจ้าแล้ว หันมาจ้องฟางจี้ฟาน "ครั้งนี้ เจ้ามีความชอบใหญ่หลวง ลานถ่านหินต้องรีบเปิดดำเนินการ อย่าได้ล่าช้า เจิ้นจะไม่ส่งขันทีไปคุมการผลิต เจิ้นรู้ว่าถ่านหินนี้เจ้ามีความชอบ เจิ้นวางใจ ให้เจ้าจัดการ ในวังกับเจ้า ยังคงแบ่งกันห้าสิบห้าสิบตามสัญญากับรัชทายาท เจิ้นจะไม่เอาเปรียบเจ้าแม้แต่แดงเดียว ส่วนที่เป็นของเจ้า ก็คือของเจ้า!"
ฟางจี้ฟานกล่าวอย่างไม่ลังเล "ฝ่าบาทไม่แย่งผลประโยชน์กับราษฎร นับเป็นแบบอย่างของกษัตริย์ผู้ทรงธรรม พระทัยกว้างขวางเช่นนี้ หาที่เปรียบมิได้ในประวัติศาสตร์ แม้แต่ถังไท่จงหรือซ่งไท่จู่กลับมาเกิดใหม่ ก็ยังเทียบฝ่าบาทไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ กระหม่อมตอนนี้มีความคิดเดียว คืออยากจะร้องตะโกนก้อง สรรเสริญฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!"
(จบแล้ว)