- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 59 - ปากพระร่วง
บทที่ 59 - ปากพระร่วง
บทที่ 59 - ปากพระร่วง
บทที่ 59 - ปากพระร่วง
หลิวเจี้ยนได้ฟังดังนั้น หัวใจก็กระตุกวูบ ลุกพรวดขึ้นยืน จ้องมองเตาไฟนั้นเขม็ง ราวกับค้นพบของวิเศษล้ำค่า
จะว่าไปแล้ว ราคาถ่านไม้ตอนนี้ พุ่งสูงถึงสามสี่สิบอีแปะต่อชั่ง ไม่ใช่เพราะถ่านไม้เป็นของหายากอะไร แต่เป็นเพราะขั้นตอนการเผานั้นไม่ง่าย ไม่เพียงต้องตัดไม้ ยังต้องมีคนเข้าไปสร้างเตาเผาในป่าลึก ใช้เวลาเผาเป็นเดือน แล้วยังต้องจ้างคนขนออกจากป่าลึก ต้นทุนด้านเวลาและแรงงานสูงลิบลิ่ว
แต่ถ่านหินนี่... ราคาถูกขนาดนี้...
ดูเหมือนจะไม่ต่างจากถ่านไม้ ไม่มีกลิ่นฉุน แถมดูแล้ว ยังเผาไหม้ได้ยาวนานกว่า
หลิวเจี้ยนใจสั่นสะท้าน เหลือบมองหิมะที่ตกหนักนอกหน้าต่าง ท่าทางครุ่นคิด
วัสดุให้ความอบอุ่นที่ราคาถูกเช่นนี้... ดูเหมือนว่า...
เซี่ยเชียนและหลี่ตงหยางดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้เช่นกัน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อน
สำหรับผู้ที่กุมบังเหียนบริหารราชการแผ่นดินอย่างพวกเขา สิ่งที่คิดคำนึง ดูเหมือนจะมีแต่เรื่องของบ้านเมือง!
เวลานี้ เซี่ยเชียนอดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้เตาไฟ เอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ "ไม่มีพิษ... จริงหรือ?"
ในห้องชงชา สามมหาอำมาตย์แห่งศาลาใน ถึงกับยอมทิ้งงานในห้องทำงานตลอดบ่าย เพื่อเฝ้าดูถ่านหินกองเล็กๆ ในอ่างทองแดงนี้
ทั้งสามจิบชาไปพลาง จ้องมองถ่านหินไร้ควันที่ยังคงลุกไหม้อย่างต่อเนื่องไปพลาง เหมือนกลั้นใจรอให้ถ่านหินนี้มอดลงจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
แต่ถ่านหินไร้ควันนี้เห็นได้ชัดว่าทนทานกว่าถ่านไม้มาก ผ่านไปค่อนวันแล้ว เปลวไฟกองนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะดับมอด
ความจริงพิสูจน์แล้วว่า ถ่านหินไร้ควันนี้กระจายความร้อนได้สม่ำเสมอ และเผาไหม้ได้ยาวนานมาก ชายชราสามคนเปิดหน้าต่างบานเล็กไว้เพียงบานเดียว แต่ร่างกายกลับไม่รู้สึกผิดปกติแต่อย่างใด ภายในห้องอบอุ่น ตัดขาดจากพายุหิมะภายนอก ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ทั้งสามยิ่งตื่นตะลึงในใจ
ผ่านไปเนิ่นนาน หลี่ตงหยางกล่าวขึ้นว่า "ได้ยินว่า ฟางจี้ฟานยุยงให้รัชทายาททำการค้า ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับของสิ่งนี้หรือไม่"
หลี่ตงหยางสายตาล้ำลึก มองหลิวเจี้ยนและเซี่ยเชียน ทั้งสองเพียงสบตากันอย่างรู้ทัน
...
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
ฟางจี้ฟานสวมเสื้อขนสัตว์ ด้านในสวมชุดกิเลน ย่ำหิมะมาถึงสำนักจั้นซื่อ
เข้าเวรได้ไม่นาน คนจากในวังก็มา ประกาศให้รัชทายาทเข้าวังเพื่อร่วม 'การถวายพระอักษร'
การถวายพระอักษร คือการที่เหล่าบัณฑิตฮันหลินบรรยายความรู้ถวายฮ่องเต้ เกือบทุกๆ สองสามวัน บัณฑิตผู้ถวายการบรรยายและผู้อ่านถวายจะมารวมตัวกันที่ตำหนักฉงเหวิน แน่นอนว่ารัชทายาทจูโฮ่วเจ้าก็ต้องไปด้วย นี่เป็นทั้งโอกาสในการศึกษาเล่าเรียน และบางครั้งฮ่องเต้ก็จะทรงทดสอบความรู้ของรัชทายาทด้วย
แต่ขันทีผู้มาถ่ายทอดรับสั่ง กลับมองฟางจี้ฟานอย่างมีความนัย "นายกองฟาง ฝ่าบาทรับสั่งว่า ให้นายกองฟางตามเสด็จรัชทายาทไปด้วย"
ความจริงหลายวันนี้ จูโฮ่วเจ้ากินไม่ได้นอนไม่หลับ กลัวเหลือเกินว่าเสด็จพ่อจะจับได้เรื่องขโมยของ
แต่ผ่านไปหลายวัน ในวังกลับเงียบกริบ จูโฮ่วเจ้าก็กลับมาร่าเริงอีกครั้ง เขาถลกแขนเสื้อ "ไป เหล่าฟาง ไปด้วยกัน"
เอ่อ... คำเรียกน้องชายฟาง กลายเป็นเหล่าฟางไปแล้ว แต่ฟางจี้ฟานยังไม่แก่นะ แล้วฟางจี้ฟานจะเรียกจูโฮ่วเจ้าว่าเสี่ยวจูก็ไม่ได้ ฟังยังไง ก็เหมือนตัวเองถูกจูโฮ่วเจ้าเอาเปรียบอยู่ดี
ทั้งสองจำต้องจัดแจงเสื้อผ้า ด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ ผ่านประตูฉงเหวิน เข้าสู่ตำหนักฉงเหวิน
ภายในตำหนักฉงเหวิน ฮ่องเต้หงจื้อพระพักตร์บึ้งตึง ประทับรออยู่ก่อนแล้ว
บัณฑิตฮันหลินหลายสิบคน นั่งคุกเข่าอย่างเป็นระเบียบอยู่ทางด้านขวา
ส่วนด้านซ้าย คือหลิวเจี้ยน หลี่ตงหยาง และเซี่ยเชียน
เซี่ยเชียนขอบตาดำคล้ำ เหมือนเมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืน
เขาเป็นคนดื้อรั้น ตัดสินใจจะวัดความอึดกับถ่านหินไร้ควัน ไม่เชื่อว่าถ่านหินจะไม่มอด ผลปรากฏว่า ต้องรอจนรุ่งสาง ความร้อนเฮือกสุดท้ายถึงจะหมดไป เขาถึงได้ถอนหายใจยาว!
หึ คิดจะสู้กับข้าเซี่ยเชียน เจ้ายังอ่อนหัดนัก?
แต่ทว่า การเผาไหม้ที่ต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้ ความทนทานของถ่านหินไร้ควัน ช่างน่าทึ่งจริงๆ ความดื้อรั้นส่วนความดื้อรั้น เซี่ยเชียนดูเหมือนจะมองเห็นประโยชน์อันลึกซึ้งของถ่านหินไร้ควันนี้แล้ว
ฮ่องเต้หงจื้อกวาดสายตาไปรอบๆ เห็นท่าทางอิดโรยของเซี่ยเชียน "ท่านเซี่ยไม่สบายหรือ?"
"ขอบพระทัยฝ่าบาทที่เป็นห่วง กระหม่อม... ร่างกายยังไหวพ่ะย่ะค่ะ"
สีหน้าของฮ่องเต้หงจื้อผ่อนคลายลงบ้าง แต่ก็ถอนหายใจ "อากาศหนาวเหน็บ ขุนนางหลายท่านล้มป่วย ปรากฏการณ์เช่นนี้ ต้องรักษาสุขภาพให้ดี"
เวลานั้น จูโฮ่วเจ้าและฟางจี้ฟานเดินเข้ามาพอดี จูโฮ่วเจ้าหดคอ ทำท่าทางสงบเสงี่ยมเจียมตัว
เจ้าหมอนี่ถนัดนักเรื่องแกล้งทำเป็นไร้เดียงสา ฟางจี้ฟานนับถือจริงๆ อยู่ข้างนอกทำตัวเป็นปู่ มาที่นี่แกล้งทำตัวเป็นหลาน เจ้าแกล้งเป็น ข้าแกล้งไม่เป็นหรือไง?
หลังจากถวายบังคม ฮ่องเต้หงจื้อก็ถลึงตาใส่จูโฮ่วเจ้าอย่างดุเดือด ด้วยแววตาโกรธเคืองที่บุตรไม่รักดี
เพียงแต่ รัชทายาทดันขโมยของไปถึงหัวฮ่องเต้ เรื่องนี้ฮ่องเต้หงจื้อไม่กล้าแพร่งพราย ได้แต่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนตัวการอีกคนอย่างฟางจี้ฟาน ฮ่องเต้หงจื้อก็ไม่ได้ให้สีหน้าดีๆ เช่นกัน
ฟางจี้ฟานใจฝ่อ สัญชาตญาณเอาตัวรอดสั่งให้เขารีบสรรเสริญเยินยอทันที "ฝ่าบาททรงพระปรีชา กระหม่อมเห็นฝ่าบาทสีพระพักตร์ไม่สู้ดี แสดงว่าในยามหิมะตกหนักเช่นนี้ ฝ่าบาทยังทรงงานหนัก ห่วงใยราชกิจ นับเป็นโชคอันใหญ่หลวงของแผ่นดิน!"
ยื่นมือไม่ตบคนหน้าเปื้อนยิ้ม หลักการนี้ ฟางจี้ฟานเข้าใจดี
ฮ่องเต้หงจื้อแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ ได้ยินว่าจูโฮ่วเจ้ากับฟางจี้ฟานทำตัวเหลวไหลในช่วงนี้ ในเมื่อพูดออกมาตรงๆ ไม่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะหาข้ออ้างอื่นมาสั่งสอนไม่ได้
ด้วยความคิดนี้ ฮ่องเต้หงจื้อจึงตรัสเรียบๆ ว่า "ฟางจี้ฟาน"
"กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ" ฟางจี้ฟานยิ้มแก้มปริ "พอฝ่าบาทตรัสเรียกชื่อฟางจี้ฟาน ราวกับเสียงสวรรค์ กระหม่อมฟังแล้วรู้สึกสบายไปทั้งตัว จู่ๆ ก็มีเรี่ยวแรงวังชาขึ้นมาทันที"
"..."
"แค่กๆ..." จูโฮ่วเจ้าไออย่างรุนแรง เขารู้สึกว่าเหล่าฟางหน้าด้านจนน่ารังเกียจ จนเขาเองยังทนดูไม่ได้
ฮ่องเต้หงจื้อถลึงตาใส่เขา แม้จะรู้ว่าเจ้าหมอนี่พยายามประจบสอพลอ คงจะรู้ตัวว่าช่วงนี้ทำเรื่องเหลวไหลกับรัชทายาท แต่เห็นความพยายามขนาดนี้ ใจก็เริ่มอ่อนลง ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเด็ก จึงตรัสว่า "ครั้งก่อนเจิ้นอ่านนโยบาย 'ไก๋ถู่กุยหลิว' ของเจ้า ก็รู้สึกว่ามีเหตุผล แต่ช่วงนี้มาตรองดูอย่างละเอียด กลับรู้สึกว่า นโยบายนี้ อาจจะยังไม่เหมาะที่จะทำ"
นี่คือการหาเรื่องคุย อยากจะหาเหตุผลมากดหัวฟางจี้ฟานสักหน่อย เพื่อไม่ให้ฟางจี้ฟานได้ใจเกินไป
ฟางจี้ฟานกล่าวว่า "ขอฝ่าบาทโปรดชี้แนะ"
ฮ่องเต้หงจื้อจึงตรัสเรียบๆ ว่า "นโยบายนี้แม้จะดี แต่ผลกระทบนั้นใหญ่หลวงนัก หากบ้านเมืองสงบสุข จะทำตามน้ำไปก็ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากใช้นโยบายไก๋ถู่กุยหลิวกับชนเผ่าทางตะวันตกเฉียงใต้ บรรดาหัวหน้าเผ่าต้องไม่พอใจแน่ เกรงว่าจะก่อให้เกิดภัยพิบัติใหญ่หลวงกว่าเดิม ในความเห็นของเจิ้น ตอนนี้ความวุ่นวายของชนเผ่าเพิ่งสงบลง พวกหัวหน้าเผ่ากำลังหวาดกลัว ย่อมไม่กล้าก่อเรื่อง ถึงตอนนั้นราชสำนักประทานรางวัลให้บ้าง พวกเขาก็ย่อมไม่กล้ากำเริบเสิบสาน ความมั่นคงของตะวันตกเฉียงใต้ เกี่ยวพันถึงความมั่นคงของชาติ ส่วนไก๋ถู่กุยหลิวเป็นยาแรง ไม่อาจลองใช้ได้ง่ายๆ"
ฮ่องเต้หงจื้อตรัสอย่างมีเหตุมีผล
อันที่จริงคำตรัสของพระองค์ก็มีเหตุผล แม้ปัญหาทางตะวันตกเฉียงใต้จะยังไม่ถอนรากถอนโคน แต่เพิ่งจะปราบกบฏไป หุนหันใช้นโยบายปฏิรูป ย่อมไม่เหมาะสม
แต่ในใจฟางจี้ฟานกลับนึกขึ้นได้ว่า ดูเหมือนในปีนี้ แถบกุ้ยโจวและกวางสี จะมีกบฏชนเผ่าเกิดขึ้นอีก เรื่องนี้ไม่เพียงบันทึกในบันทึกอำเภอฉิงหลงมณฑลกุ้ยโจว แต่ในบันทึกประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงก็มีบันทึกไว้มากมาย
โดยปกติ ราชสำนักเพิ่งปราบกบฏ ต่อให้หัวหน้าเผ่าไม่พอใจ ก็ต้องมีความเกรงกลัว แต่กบฏครั้งนี้ กลับเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
ฟางจี้ฟานส่ายหน้า "กระหม่อมเห็นว่า ตราบใดที่ไม่แก้ที่ต้นเหตุด้วยไก๋ถู่กุยหลิว กวางสี และโดยเฉพาะกบฏในกุ้ยโจว จะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ฝ่าบาททรงต้องการผ่อนปรน ก็ไม่ต่างอะไรกับเลี้ยงเสือให้เป็นภัย กระหม่อมกล้าฟันธงว่า อีกไม่นาน จะเกิดกบฏครั้งใหม่ และจะรุนแรงยิ่งกว่าเดิม"
พอเขาพูดแบบนี้ เหล่าบัณฑิตฮันหลินต่างแสดงสีหน้าโกรธเคืองทันที!
เจ้ามันปากพระร่วง ตอนนี้ตะวันตกเฉียงใต้กลับมาสงบสุขแล้ว จะเกิดกบฏได้ยังไง เหลวไหลสิ้นดี!
(จบแล้ว)