- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 56 - ใต้หล้านี้วีรบุรุษมีเพียงเราสอง
บทที่ 56 - ใต้หล้านี้วีรบุรุษมีเพียงเราสอง
บทที่ 56 - ใต้หล้านี้วีรบุรุษมีเพียงเราสอง
บทที่ 56 - ใต้หล้านี้วีรบุรุษมีเพียงเราสอง
มองดูจูโฮ่วเจ้าและฟางจี้ฟานสนทนากันอย่างออกรสออกชาติ เติ้งเจี้ยนและหลิวจิ่นที่ยืนค้อมตัวอยู่ด้านข้างต่างพากันกลอกตามองบน
ถ่านหินเผาไฟได้ เรื่องนี้ใครๆ ในใต้หล้าเขาก็รู้กันทั้งนั้น
แต่ทำไมทุกคนถึงเผาฟืน เผาถ่านไม้ แต่ดันไม่ใช้ถ่านหินมาสร้างความอบอุ่นล่ะ? พวกท่านคิดว่ามีแค่พวกท่านสองคนที่ฉลาดหรือไง?
นั่นเป็นเพราะถ่านหินพอเผาแล้ว ไม่เพียงควันโขมง คนเป็นๆ ยังไม่กล้าเข้าใกล้ อย่าว่าแต่เอามาผิงไฟเลย ยิ่งไปกว่านั้นควันนี้ยังมีพิษ ทำให้คนตายได้
องค์รัชทายาทดันจะหวังรวยจากการขายถ่านหินร่วมกับฟางจี้ฟาน นี่มัน... โศกนาฏกรรมชัดๆ...
หลิวจิ่นทำตาปลาตายใส่ แต่ดันไม่กล้าแก้ต่าง เพราะ... กลัวโดนตบ
เติ้งเจี้ยนเองก็ทำหน้าเหมือนแม่ตาย เขาพอจะคาดเดาฉากจบอันน่าสังเวชที่นายน้อยขุดถ่านหินออกมาแล้วต้องขาดทุนย่อยยับแน่ แต่ทว่า... ดูเหมือน... นี่จะเป็นเรื่องปกติของนายน้อยอยู่แล้วนี่นา!
จูโฮ่วเจ้าดูมีความสุขมาก รู้สึกเหมือนเจอคนรู้ใจ ดูเหมือนเขาจะกระตือรือร้นเรื่องหาเงินมาก แต่วัตถุประสงค์ในการหาเงินนั้น ค่อนข้างน่าสงสัย
แต่สำหรับฟางจี้ฟาน การลากรัชทายาทลงน้ำด้วย ดูเหมือนจะไม่ใช่ทางเลือกที่เลวร้าย อย่างน้อย... ถ้าดวงซวย ก่อนตายก็ยังมีคนให้ดึงมาหนุนหลัง
แต่จูโฮ่วเจ้านั้นเลื่อมใสฟางจี้ฟานจริงๆ จู่ๆ เขาก็รู้สึกถึงความรู้สึกแบบวีรบุรุษเห็นวีรบุรุษ พลันรู้สึกว่าคนทั้งใต้หล้าล้วนเป็นคนโง่เง่า เจ้าดูสิ ขนาดเปิ่นกงยังรู้ว่าถ่านหินเผาได้ แต่ทำไมไม่มีใครเผาถ่านหินผิงไฟกันนะ? ยังคงเป็นฟางจี้ฟานที่ฉลาด แน่นอน เปิ่นกงก็ฉลาดมากเช่นกัน
มีเพียงหลิวจิ่นและเติ้งเจี้ยนสองคนที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พวกเขาดูเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักความเสี่ยงในการพูดความจริง การโดนซ้อมอาจจะเป็นเรื่องเล็ก ที่สำคัญที่สุดคือ เจ้านายของทั้งคู่ล้วนเป็นประเภทไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา จะพาลโกรธจนหน้ามืดหรือไม่?
ในเมื่อตกลงแผนการรวยใหญ่กันได้แล้ว ฟางจี้ฟานย่อมต้องวุ่นวาย บรรดาเจ้าที่ดินรายใหญ่แถวซีซานตอนนี้ต่างทำหน้าเหมือนเก็บก้อนทองได้ เพราะบุตรชายหนานเหอป๋อ ฟางจี้ฟานส่งเทียบเชิญมา บอกว่าจะขอซื้อที่ดิน
ถ้าเป็นคนอื่นมาซื้อที่ดิน ทุกคนคงต้องลังเล ที่ดินเป็นสมบัติบรรพบุรุษ จะขายได้อย่างไร แต่ฟางจี้ฟานตัวล้างผลาญคนนั้น ได้ยินว่าใช้เงินดั่งสายน้ำ นี่คือฟ้าประทานเงินทองลงมาให้ชัดๆ
และก็เป็นไปตามคาด ตัวล้างผลาญนั้นใจป้ำ ไม่ค่อยชอบต่อราคา
หลายคนตาลุกวาว ตอนนี้ไม่ใช่ฟางจี้ฟานไปหาคนซื้อที่ดิน แต่เป็นคนวิ่งมาขอร้องให้ฟางจี้ฟานช่วยซื้อที่ดินแล้ว
จวนหนานเหอป๋อ ตอนนี้คึกคักเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่เจ้าที่ดินรอบๆ ซีซาน แม้แต่เจ้าที่ดินที่อยู่ไกลสุดกู่ ก็ยังถือโฉนดที่ดินวิ่งมาอย่างตื่นเต้น คุณชาย ซื้อที่ดินไหม? ที่ของข้าดีมากนะ เป็นนาดีชั้นเยี่ยม ไม่เหมือนที่รกร้างแถวซีซานนั่น
แต่คำตอบที่พวกเขามักจะได้รับกลับเป็น "ไสหัวไป นายน้อยจะซื้อแต่ที่รกร้าง!"
หวังจินหยวนส่งเงินสองแสนตำลึงมาที่สำนักจั้นซื่ออย่างว่าง่าย ฟางจี้ฟานผลาญเงินพวกนี้ เพียงสองสามวัน ก็ถลุงไปเกือบหนึ่งแสนตำลึง
เมืองหลวงเดือดพล่าน ผู้คนนับไม่ถ้วนน้ำตาไหลพราก ถ้าตอนนั้นบ้านตัวเองมีที่รกร้างแถวซีซานสักผืน ป่านนี้คงรวยไปแล้ว
ฟางจิ่งหลงหน้าดำคร่ำเครียด ทุกวันที่เขาไปเข้าเวรที่ศูนย์บัญชาการ มักจะมีสหายเก่าสองสามคนทำหน้าเจ้าเล่ห์เข้ามาหา "ลูกชายท่านจะซื้อที่รึ? พี่ฟาง ข้าก็มีที่นะ น้ำดีไม่ไหลเข้าที่นาคนอื่นใช่ไหมล่ะ?"
ฟางจิ่งหลงพลันรู้สึกว่าคนทั้งโลกกำลังมองลูกชายตัวเอง และรวมถึงตัวเขาเอง เป็นคนโง่เง่าอันดับหนึ่งในใต้หล้า
เขากระอักเลือดเก่าๆ ออกมาคำโต ทำเอาคนในศูนย์บัญชาการแตกตื่นกันยกใหญ่
ฟางจิ่งหลงด่ากราด "ใครพูดเรื่องที่ดินให้ข้าได้ยินอีก ข้าจะสับมัน!"
ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก จากนั้นก็มองท่านหนานเหอป๋อผู้น่าสงสารด้วยสายตาที่ทั้งเห็นใจและแปลกประหลาด
ปฏิบัติการครั้งนี้ ทำให้ฟางจี้ฟานมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วหล้า แม้แต่ทูตจากนานาประเทศที่มาถวายเครื่องราชบรรณาการที่เมืองหลวง ยังต้องอ้าปากค้าง พอรู้เรื่องนี้ มีพระรูปหนึ่งที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากญี่ปุ่นถึงกับทอดถอนใจ ความมั่งคั่งของจีน ดูได้จากเรื่องฟางจี้ฟานแห่งเมืองหลวงซื้อที่ดิน ก็พอจะอนุมานภาพรวมได้
ฟางจี้ฟานกลับเปลี่ยนจากคนที่ใครเห็นก็รังเกียจ กลายเป็นคนเนื้อหอมขึ้นมาทันที ญาติสนิทมิตรสหายที่ไม่ค่อยไปมาหาสู่ ก็ยังมาเยี่ยมเยียน พูดคุยเรื่องสัพเพเหระ เพื่อนบ้านร้านตลาดเหล่านั้น ก็ไม่ใช่นกแตกรังเวลาเห็นฟางจี้ฟานเดินออกจากบ้านอีกต่อไป แต่กลับทักทายอย่างพินอบพิเทา "นายน้อยฟางสบายดีนะ? นายน้อยฟางซื้อที่อีกแล้วหรือ? นายน้อยฟาง... ลูกพี่ลูกน้องของแม่ยายของอารองของข้าก็มีที่ผืนหนึ่ง กำลังอยากขาย..."
"ไสหัวไป!" ฟางจี้ฟานไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง เค้นคำพูดออกมาจากไรฟันหนึ่งคำถ้วน
คนที่โดนด่ากลับไม่โกรธ แถมยังยิ้มประจบ "คำว่าไสหัวไปของนายน้อยฟาง ช่างไพเราะจับใจ... ฮ่าๆ... ฮ่าๆ... ที่ผืนนั้น... จริงๆ นายน้อยฟางลอง..."
ฟางจี้ฟานขี้เกียจจะสนใจคนผู้นี้อีก ผิวปากแล้วเดินตัวปลิวจากไป
จุดประสงค์ของการซื้อที่ดิน คือการรวบรวมที่ดินรอบๆ สายแร่ซีซานมาไว้ในมือให้หมด เพื่อป้องกันไม่ให้พอขุดเจอถ่านหินแล้ว จะมีคนมาเปิดเหมืองแข่งแถวนั้น นอกจากนี้ ที่ดินพวกนี้เก็บตุนไว้ ช้าเร็วก็ต้องพัฒนา เหตุผลที่ไม่ต่อราคาก็ง่ายมาก คือเพื่อสร้างภาพลักษณ์ตัวล้างผลาญ ให้คนเกิดความรู้สึกว่าขายไปไม่ขาดทุน ขายไปไม่โดนหลอก แต่ในความเป็นจริง ราคาที่จ่ายเกินไปนั้น ไม่ได้สูงมากนัก
สายแร่ซีซานกินพื้นที่สิบกว่าลี้ บวกกับที่ดินรกร้างนับหมื่นไร่ที่ได้มา ต่อจากนี้ ก็ถึงเวลาสร้างผลงานใหญ่แล้ว
......
ในเมืองหลวง ข่าวลือแพร่สะพัดราวกับระเบิดลง เรื่องนี้ย่อมหนีไม่พ้นที่จะรู้ไปถึงในวัง
มู่ปิน ผู้บัญชาการจิ่นอีเว่ย เข้าวังด้วยความอกสั่นขวัญแขวน รออยู่ที่ตำหนักอุ่นเป็นเวลานาน พอฮ่องเต้เสด็จมา มู่ปินก็กราบทูล "กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท"
แม้มู่ปินจะเป็นจิ่นอีเว่ยที่ใครเห็นก็หวาดกลัว แต่เขากลับเป็นคนเจียมเนื้อเจียมตัวมาก ภายใต้การปกครองของเขา ภาพลักษณ์ของจิ่นอีเว่ยในสายตาหลายคนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
อย่างที่เขาว่า นายเปลี่ยนขุนนางเปลี่ยน เมื่อมาเจอกับฮ่องเต้หงจื้อที่ไม่ชอบการจับกุมคุมขังใหญ่โต จิ่นอีเว่ยก็กลายเป็นหน่วยงานที่ไม่มีพิษมีภัยขึ้นมา
ฮ่องเต้หงจื้อกำมือทุบโต๊ะเบาๆ "ว่ามา เกิดอะไรขึ้น?"
มู่ปินเป็นคนซื่อสัตย์ เวลานี้เขาทำหน้าไม่ถูก กล่าวว่า "กระหม่อมตรวจสอบแล้ว รัชทายาทนำภาพวาดและของสะสมของฝ่าบาท ไปขาย... ขายแล้วพ่ะย่ะค่ะ..."
ฮ่องเต้หงจื้อดูเหมือนจะสงบนิ่ง แต่ใบหน้าชรากลับกระตุกโดยไม่ตั้งใจ
อกตัญญูจริงๆ ในโลกนี้มีรัชทายาทที่ขโมยของฮ่องเต้ไปขายด้วยหรือ?
มู่ปินแอบชำเลืองมองฮ่องเต้หงจื้อ ประเมินว่ากลัวฮ่องเต้จะรับความสะเทือนใจไม่ไหว เขาจึงสรรหาคำพูดที่นุ่มนวลที่สุด เพื่อให้ฮ่องเต้ยอมรับได้ง่ายขึ้น "ขายไปสองแสนตำลึง คนซื้อชื่อหวังจินหยวน ได้ยินว่า... ได้ยินว่าตอนซื้อ บนคอของหวังจินหยวน มีดาบพาดอยู่เล่มหนึ่ง"
ฮ่องเต้หงจื้อไม่ส่งเสียง แต่พระพักตร์แดงก่ำ
มู่ปินกล่าวต่อ "ที่กระหม่อมสืบได้คือ รัชทายาทนำเงินก้อนนี้ ไปร่วมหุ้นทำการค้ากับฟางจี้ฟาน"
ฮ่องเต้หงจื้อเกือบจะกระอักเลือดเก่าๆ ออกมาเหมือนฟางจิ่งหลง
มู่ปินเงยหน้าขึ้นมองอย่างระมัดระวัง ดูเหมือนฮ่องเต้หงจื้อจะยังพอรับไหว จึงกล่าวต่อ "พวกเขาตระเวนซื้อที่ดินรอบๆ ซีซาน ได้ยินว่าเวลาเพียงไม่กี่วัน ก็ใช้เงินไปกว่าแสนตำลึง ที่ดินแถวนั้น ถูกกว้านซื้อจนเกลี้ยง รวมแล้วกว่าหมื่นไร่"
"เงินกว่าแสนตำลึง... ที่รกร้าง... ไม่กี่วัน ก็หมดแล้ว?" ฮ่องเต้หงจื้อทนไม่ไหวอีกต่อไป ตวาดถามเสียงดัง
ฮ่องเต้หงจื้อเองก็หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เงียบไปนานสองนาน ถึงถอนหายใจว่า "เจิ้นไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้นะ"
"ฝ่าบาท จะให้จิ่นอีเว่ยออกหน้าไหมพ่ะย่ะค่ะ..."
ฮ่องเต้หงจื้อส่ายหน้า "ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องพูดอะไร ทำเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ตอนนี้ยื่นมือเข้าไป ยังกลัวขายหน้าไม่พออีกหรือ? ฟางจี้ฟาน... เจิ้นจะรอดู รอดูซิว่าเขาจะปั่นป่วนอะไรออกมาได้อีก?"
สำหรับฟางจี้ฟาน จริงๆ แล้วความรู้สึกของฮ่องเต้หงจื้อนั้นซับซ้อนยิ่งนัก บางครั้งก็ชื่นชม บางครั้งก็โกรธจนแทบตาย เดิมทีพระองค์ยังนึกโชคดีที่ไม่ได้เป็นพ่อมัน ไม่อย่างนั้นคงอกแตกตาย สงสารก็แต่พ่อของมัน แต่ตอนนี้...
ฮ่องเต้หงจื้อกลับรู้สึกว่าพระองค์กับฟางจิ่งหลงช่างหัวอกเดียวกัน...
แต่ฮ่องเต้หงจื้อก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าฟางจี้ฟานกำลังเล่นลูกไม้อะไร?
พระองค์คิดว่า คนที่คิดนโยบายปฏิรูปดินแดน และสอนลูกศิษย์จนได้เป็นจู่เหรินถึงสามคน ไม่น่าจะเอาแต่ทำเรื่องไร้สาระไปวันๆ
"รอดูก่อน รอดูก่อนเถอะ แค่กๆ..." ฮ่องเต้หงจื้อไอออกมา "อากาศ หนาวขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ผู้อพยพที่เข้าเมืองมาไม่รู้เป็นอย่างไรบ้าง ซุ่นเทียนฟู่ ต้องจัดการให้ดีนะ"
(จบแล้ว)