เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 55 - วีรบุรุษรู้ใจ

บทที่ 55 - วีรบุรุษรู้ใจ

บทที่ 55 - วีรบุรุษรู้ใจ


บทที่ 55 - วีรบุรุษรู้ใจ

เมื่อเห็นสีหน้าหวาดกลัวสุดขีดของหลิวเฉียน ฮ่องเต้หงจื้อก็ตระหนักได้ว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เสียแล้ว

พระองค์ตวาดถามเสียงกร้าว "พูด!"

"ตอนที่ฝ่าบาททรงประชุมขุนนางอยู่ที่ตำหนักเฟิ่งเทียน... องค์รัชทายาทได้เสด็จมา... บ่าวตอนนั้นก็ไม่ได้เอะใจ คิดว่า... คิดว่า... องค์รัชทายาทเสด็จมารรอฝ่าบาทที่ตำหนักอุ่น บ่าวจึงตั้งใจไปที่ห้องชงชา เพื่อชงชามาถวาย"

ฮ่องเต้หงจื้อเริ่มหมดความอดทน เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับรัชทายาท "พูดรวบรัดหน่อย"

"พะ... พ่ะย่ะค่ะ..." หลิวเฉียนกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ "แต่ใครจะไปรู้ พอเพิ่งจะยกน้ำชามา ก็พบว่าองค์รัชทายาทสะพายห่อผ้าพะรุงพะรัง แล้ววิ่งหายวับออกไป บ่าว... บ่าวไหนเลยจะกล้าตามไป อีกทั้งยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น รอจนองค์รัชทายาทวิ่งไปจนลับตา บ่าวถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า ในตำหนักอุ่น ภาพ 'หมื่นลี้ทิวทัศน์' หายไป แล้วก็ที่ใส่พู่กันงาช้างฝังทอง อีกทั้งหยกแกะสลักลายมังกรหงส์สมัยราชวงศ์ถัง แล้วก็..."

ได้ฟังคำรายงานของหลิวเฉียน ฮ่องเต้หงจื้ออ้าปากค้าง ตกตะลึงจนพูดไม่ออก

นี่นับว่าขโมยไหม?

ใจกล้าบังอาจ ใจกล้าบังอาจนัก! กวาดเอาของของเจิ้นแล้ววิ่งหนีไป

"บ่าวสมควรตาย!" ร่างของหลิวเฉียนสั่นเทายิ่งกว่าเดิม หมอบราบไปกับพื้น

ฮ่องเต้หงจื้อหันกลับไปมอง พินิจดูให้ละเอียด หยกมังกรหงส์หายไปแล้วจริงๆ รวมถึงที่ใส่พู่กัน...

ทันใดนั้น พระองค์ก็รีบพุ่งไปที่หลังฉากกั้นลม แล้วร้องออกมาว่า "แท่นฝนหมึกกุยซานที่ตกทอดมาจากวังหลวงสมัยพระเจ้าซ่งฮุ่ยจงของเจิ้นล่ะ..."

ร่างของหลิวเฉียนกระตุกเฮือก ไม่กล้าเงยหน้า ได้แต่พูดติดๆ ขัดๆ "คงจะ... คงจะ..."

"ตัวล้างผลาญ!" ฮ่องเต้หงจื้อสะบัดแขนเสื้อ ตำหนักอุ่นคือสถานที่ทรงงานประจำวันของพระองค์ เวลาส่วนใหญ่พระองค์จะประทับอยู่ที่นี่ ดังนั้นของสะสมล้ำค่าที่ทรงโปรดปรานที่สุดในวังจึงถูกนำมาจัดวางไว้ที่นี่ ของเหล่านี้ ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าที่สืบทอดกันมา แต่ตอนนี้... กลับอันตรธานหายไปจนเกลี้ยง...

ฮ่องเต้หงจื้อค้นพบว่าตอนนี้พระองค์โกรธจนโกรธไม่ออก ได้แต่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ยืนเหม่ออยู่เป็นนานสองนาน ก่อนจะตรัสขึ้นมาทันทีว่า "สั่งให้จิ่นอีเว่ยไปสืบดู ดูซิว่ารัชทายาทกำลังทำอะไรอยู่ และอีกอย่าง..." แววตาของพระองค์ฉายประกายแหลมคม "เรื่องนี้ ห้ามใครแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด!"

ถึงอย่างไรเมื่อเทียบกับสมบัติล้ำค่า รัชทายาทก็ยังเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ เรื่องเหลือเชื่อที่เจ้าเด็กนี่ทำ จะต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ เรื่องนี้ยิ่งห้ามให้คนภายนอกรู้ ไม่เช่นนั้น คนทั่วหล้าจะมองว่าที่รัชทายาทเป็นคนอย่างไร?

ในเมื่อแสดงท่าทีว่าของในวังถูกขโมยไม่ได้ เช่นนั้น... ก็ย่อมเอิกเกริกตามจับหรือสอบสวนไม่ได้ ดังนั้น... ใบหน้าชราของฮ่องเต้หงจื้อกระตุกยิกๆ เจิ้นจะอดทน!

"บ่าว... บ่าวรับทราบพ่ะย่ะค่ะ" หลิวเฉียนรับคำราวกับได้รับอภัยโทษประหาร

......

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อากาศยังคงหนาวเหน็บจนน้ำเป็นน้ำแข็ง ตามท้องถนนมีผู้อพยพที่เสื้อผ้าไม่พอปกปิดร่างกายจำนวนมาก พวกเขานอนขดตัวอยู่ตามตรอกซอกซอย ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เมืองเป่าติ้ง

ฟางจี้ฟานพ่นลมหายใจร้อนๆ ออกมาจากปาก มองดูคนที่ตัวสั่นงันงกอยู่มุมกำแพง ขนาดฟางจี้ฟานแต่งตัวมิดชิดหนาเตอะ ยังรู้สึกหนาว แล้วพวกเขาล่ะ?

เมื่อไปถึงสำนักจั้นซื่อ กลับบังเอิญเจอหวังจินหยวน

ฟางจี้ฟานทักทายหวังจินหยวนอย่างสนิทสนม แต่หวังจินหยวนกลับทำท่าเหมือนนกตื่นเกาทัณฑ์ ก้มหน้าก้มตา แสร้งทำเป็นไม่รู้จักฟางจี้ฟาน แล้วรีบจ้ำอ้าวหนีไป

นี่มันแปลกพิกล...

ฟางจี้ฟานเดินเข้าสำนักจั้นซื่อ ถูกพาไปพบจูโฮ่วเจ้า พอจูโฮ่วเจ้าเห็นหน้าเขา ก็พูดอย่างตื่นเต้นว่า "เปิ่นกงมีเงินแล้ว"

เขาดูตื่นเต้นสุดขีด สีหน้าท่าทางมีชีวิตชีวา ตบโต๊ะดังปัง แล้วโยนสัญญาฉบับหนึ่งออกมา "เจ้ามีเงิน เปิ่นกงจะไม่มีเงินเชียวรึ? นี่ๆๆ เจ้าคนนั้นน่ะ..."

เติ้งเจี้ยนตอนนี้ติดตามฟางจี้ฟานตลอดเวลา และดูเหมือนจูโฮ่วเจ้าจะอนุญาตให้เติ้งเจี้ยนเข้าออกสำนักจั้นซื่อได้ตลอด พอเติ้งเจี้ยนได้ยินคำว่าเจ้าคนนั้น ก็รีบก้าวออกไปรับหน้า "ข้าน้อยชื่อเติ้งเจี้ยนขอรับ"

จูโฮ่วเจ้าส่งเสียงอ้อ "อ่านสัญญานี้ให้นายน้อยของเจ้าฟังซิ"

เติ้งเจี้ยนยื่นมือจะไปหยิบสัญญา แต่ฟางจี้ฟานคว้าไปดูก่อน หลังจากกวาดสายตาดูคร่าวๆ ถึงได้รู้ว่านี่คือสัญญาที่หวังจินหยวนทำขึ้น เนื้อความโดยประมาณคือเขายินดีจ่ายเงินสองแสนตำลึง เพื่อซื้อภาพ 'หมื่นลี้ทิวทัศน์' และของสะสมล้ำค่าต่างๆ ของจูโฮ่วเจ้า ภายในสามวัน จ่ายเงินส่งของให้เรียบร้อย

ฟางจี้ฟานถามด้วยความประหลาดใจ "องค์รัชทายาท หวังจินหยวนซื้อของพวกนี้ไปทำไม? 'ภาพหมื่นลี้ทิวทัศน์'? เท่าที่กระหม่อมรู้ นี่มันของสะสมของฮ่องเต้นี่นา หวังจินหยวนเอาความกล้ามาจากไหน ถึงกล้ามาซื้อ?"

จูโฮ่วเจ้ายิ้มกว้าง "มันไม่มีความกล้าซื้อหรอก แต่มันก็ไม่มีความกล้าที่จะไม่ซื้อเหมือนกัน"

ฟางจี้ฟานเข้าใจความหมายในทันที เป็นไปได้เก้าในสิบส่วนว่า ตอนที่เซ็นสัญญานี้ หวังจินหยวนคงโดนมีดพาดคออยู่แน่ๆ ชั่วช้าจริงๆ จูโฮ่วเจ้า เจ้าคนสารเลว

ฟางจี้ฟานอยากจะด่าจูโฮ่วเจ้าให้ยับ ในสายตาเขา แม้หวังจินหยวนจะโลภมาก แต่วิญญูชนรักเงินทอง ย่อมแสวงหาอย่างมีคุณธรรม จะมาปล้นเงินกันซึ่งๆ หน้ากลางวันแสกๆ ได้อย่างไร อีกฝ่ายก็แค่คนทำมาหากิน

แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะพูดอะไรได้ ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก ฟางจี้ฟานทำหน้าชื่นชม ยิ้มแล้วกล่าวว่า "รัชทายาทมีวิธีการที่ล้ำเลิศ นับถือ นับถือ"

จูโฮ่วเจ้าเห็นท่าทางกำกวมของฟางจี้ฟาน ก็รีบโวยวายทันที "หมายความว่ายังไง เจ้าคิดว่าเปิ่นกงปล้นชิงชาวบ้าน ขูดรีดทรัพย์สินประชาชนรึ?"

ฟางจี้ฟานทำสีหน้าจริงจัง "พูดอะไรแบบนั้น ปล้นชิงทรัพย์สินประชาชนแล้วมันทำไม? การปล้นชิงทรัพย์สินประชาชนมันต่ำต้อยตรงไหน? เงินของชาวบ้านไม่ปล้น แล้วยังจะเป็นคนอยู่อีกเรอะ?"

เติ้งเจี้ยนรีบพยักหน้าสนับสนุนอยู่ด้านหลัง "คำพูดของนายน้อย ช่างสะกิดใจ ให้ความกระจ่างแจ้งแก่ผู้คนจริงๆ!"

เติ้งเจี้ยนยิ้มอย่างมีความสุข นี่เป็นรอยยิ้มจากใจจริง ตั้งแต่เล็กจนโตเขาอยู่กับฟางจี้ฟานคนก่อนมาตลอด ซึมซับมานาน จิตใจก็บิดเบี้ยววิปริตไปนานแล้ว

"..." จูโฮ่วเจ้าทำท่าทางเที่ยงธรรม "เหลวไหล เปิ่นกงไม่ได้ปล้นเงิน เปิ่นกงแค่หยิบ หยิบของรักของหวงของเสด็จพ่อ เอาไปขายให้เจ้าหวังจินหยวนนั่นต่างหาก"

ฟางจี้ฟานได้ยินเข้า ก็สูดหายใจเฮือก รัชทายาท นี่ท่านไม่ได้ขโมย นี่ท่านกำลังขุดหลุมฝัง ท่านกำลังขุดหลุมฝังกระหม่อมต่างหาก

จากนั้นจูโฮ่วเจ้าก็พูดอย่างไม่ยี่หระว่า "แต่เจ้าหวังจินหยวนดันไม่กล้าซื้อ เปิ่นกงเลยโมโห มันถึงยอมตกลงซื้อด้วยความกลัวจนฉี่ราด ตอนนี้เราเริ่มทำการค้ากันได้หรือยัง? การค้านี้ทำยังไง?"

ฟางจี้ฟานได้แต่พูดไม่ออกกับหลุมพรางที่จูโฮ่วเจ้าขุดให้

พอได้ยินจูโฮ่วเจ้าถามเรื่องการค้า ฟางจี้ฟานก็เริ่มจริงจังขึ้นมา กล่าวด้วยท่าทางขึงขัง "กระหม่อมซื้อภูเขารกร้างลูกหนึ่งไว้ที่ซีซาน แต่ภูเขานี้ต้องมีการขุดค้น จึงต้องจ้างคนงานจำนวนหนึ่ง ไม่เพียงแค่นั้น ที่ดินรอบๆ ภูเขานั้น ก็ต้องกว้านซื้อมาให้หมด สองวันนี้กระหม่อมได้ติดต่อเจ้าที่ดินแถวนั้นเพื่อเจรจาแล้ว"

"ขุดค้น ขุดค้นอะไร?" จูโฮ่วเจ้าถามด้วยความแปลกใจ

ฟางจี้ฟานตอบ "ถ่านหินไงพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้อากาศหนาวไม่ใช่หรือ? เอาถ่านหินไปขาย ให้คนใช้สร้างความอบอุ่น"

"เอ๋..." ดวงตาของจูโฮ่วเจ้าเป็นประกาย "เปิ่นกงคิดไม่ถึงได้ยังไงนะ?"

ฟางจี้ฟานยิ้มร่า "ที่ไหนกัน ที่ไหนกัน กระหม่อมเคยได้ยินคนพูดมานานแล้วว่าที่นั่นมีถ่านหิน ถึงได้ซื้อไว้ รัชทายาทลองคิดดู ตอนนี้อากาศหนาวเหน็บ อีกไม่นานหิมะคงตกหนัก ชาวบ้านพวกนั้นถ้าไม่ได้ผิงไฟ มีหวังหนาวตายแน่ นอกจากนี้ กระหม่อมยังคิดไว้แล้วว่า ไม่ว่าจะเผาถ่านไม้หรือถ่านหิน หากรมควันนานๆ แล้วห้องปิดทึบ ย่อมรมคนตายได้ กระหม่อมตั้งใจจะสร้างเตาถ่านและปล่องควันขึ้นมาที่ตีนเขานั่น พวกเศรษฐีในเมืองหลวงพิถีพิถัน ไม่ขาดแคลนเงิน นี่ก็เป็นช่องทางทำเงินไม่ใช่หรือ?"

"อัยยะ..." จูโฮ่วเจ้าตื่นเต้น "เปิ่นกงคาดไม่ถึงเลย นี่เท่ากับว่าเปิ่นกงกับเจ้ากำลังจะรวยเละ"

"แน่นอนว่าต้องรวยเละ ขอแค่อากาศหนาวกว่านี้อีกหน่อย ของที่ใช้สร้างความอบอุ่นพวกนี้ก็เหมือนฟืนไฟข้าวสาร เป็นสิ่งที่คนขาดไม่ได้ ขอแค่ขาดไม่ได้ และราคาถ่านหินที่เราขุดเจาะก็ต่ำกว่าราคาถ่านไม้มาก ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนซื้อ ต้องรู้ไว้ว่าถ่านไม้นั้นต้องขึ้นเขาไปตัดไม้ ต้องเผาไม้ในป่าลึก หลายปีมานี้ ต้นไม้นอกเมืองหลวงถูกตัดจนแทบไม่เหลือแล้ว ราคาถ่านไม้ก็สูงขึ้นทุกปี แต่ถ่านหินไม่เหมือนกัน กระหม่อมรู้ว่าถ่านหินที่ซีซาน ล้วนเป็นถ่านหินผิวดิน ขุดเจาะไม่เปลืองแรง มีให้ใช้ไม่หมดสิ้น ราคาถูกกว่าถ่านไม้เป็นสิบเท่า รัชทายาทคอยดูเถอะ เวลาที่เรารวยมาถึงแล้ว"

จูโฮ่วเจ้าตื่นเต้นจนถูมือไปมา ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีอนาคตไกล จริงๆ แล้วถ่านหินคืออะไร คนยุคนี้รู้กันมานานแล้ว ต้าหมิงก็มีภูเขาถ่านหินโดยเฉพาะไม่ใช่หรือ ฮ่องเต้ฉงเจินยังเคยไปผูกคอตายที่นั่นเลย ดังนั้นแม้แต่จูโฮ่วเจ้าก็รู้ว่าถ่านหินเอามาเผาได้ เขาอดตบหน้าผากตัวเองไม่ได้ "เปิ่นกงกลับคิดไม่ถึงเลยสักนิด ใช่แล้ว ถ่านหินเอามาเผาได้ สหายฟางฉลาดเป็นกรดจริงๆ เจ้าดูสิ คนใต้หล้ามากมายขนาดนี้กลับไม่มีใครคิดออก มีแต่สหายฟางที่คิดออก"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 55 - วีรบุรุษรู้ใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว