- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 54 - ตัวล้างผลาญ
บทที่ 54 - ตัวล้างผลาญ
บทที่ 54 - ตัวล้างผลาญ
บทที่ 54 - ตัวล้างผลาญ
ฮ่องเต้หงจื้อเสด็จกลับไปแล้ว พระองค์รีบร้อนจากไป ส่วนใหญ่เพื่อป้องกันไม่ให้ฮองเฮาจางและฟางจี้ฟานสัญญากันเป็นมั่นเป็นเหมาะอะไรอีก ฮ่องเต้หงจื้อแม้จะเอ็นดูผู้น้อย แต่ก็เป็นคนเคร่งขรึม ทนดูพวกที่เห็นหน้าแล้วถูกชะตาก็นับญาติ คุยกันไม่กี่คำก็สาบานเป็นพี่น้องไม่ได้
แน่นอนว่าสำหรับพระองค์ สิ่งที่ทรงให้ความสำคัญกว่าคือ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป จะทำให้เหล่าขุนนางและราษฎรคาดเดากันไปต่างๆ นานา ยิ่งไปกว่านั้น... ชื่อเสียงของฟางจี้ฟานก็ไม่ค่อยดีนัก พูดตามตรง พระองค์รู้สึกว่าฟางจี้ฟานเป็นระเบิดเวลา ไม่รู้ว่าจะก่อเรื่องตลกโปกฮาใหญ่โตอะไรขึ้นมาอีก แล้วสุดท้ายจะพาลเดือดร้อนมาถึงในวัง
สองพ่อลูกตระกูลฟางและอิงกั๋วกงน้อมส่งเสด็จ
ก่อนจะไป ฮองเฮาจางที่ประทับอยู่บนเกี้ยวหงส์มองฟางจี้ฟานที่กำลังส่งเสด็จด้วยรอยยิ้ม "ว่างๆ ก็มาหาท่านน้าบ้าง น้าก็มาจากครอบครัวชาวบ้าน เจ้าไม่ต้องกังวลอะไร"
"ได้ครับ ได้ครับ" ฟางจี้ฟานพยักหน้ารัวๆ เหมือนไก่จิกข้าวสาร
เมื่อขบวนเสด็จลับสายตาไป
จางเม่าสูดหายใจเข้าลึก ยังตั้งสติไม่ค่อยได้
กลับเป็นฟางจิ่งหลงที่หน้าบานเป็นกระด้ง ใครบอกว่าลูกข้าไม่เอาถ่าน ตอนนี้แม้แต่ฝ่าบาทและฮองเฮายังทรงโปรดปรานเขาขนาดนี้ เขาถูมือด้วยความตื่นเต้น "เหล่าจาง เจ้าว่าข้าควรจัดโต๊ะจีนสักหลายสิบโต๊ะดีไหม ยังไงซะ... นี่ก็เป็นเรื่องเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล"
ยังไม่ทันที่จางเม่าจะตอบ ฟางจิ่งหลงก็เกาหัว "เหมือนจะเอิกเกริกไปหน่อย จะโดนคนนินทาเอาได้ ช่างเถอะๆ ปิดประตูเลี้ยงกันเองดีกว่า เราสองคนแล้วก็เชิญสหายเก่าอีกไม่กี่คนมาดื่มเหล้ากัน"
จางเม่ารีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่ดื่มแล้ว ไม่ดื่มแล้ว เจ้าปีศาจของบ้านเจ้าน่ะ ข้าดูทางหนีทีไล่ไม่ออก ดูไม่ทะลุ แล้วก็ไม่อยากยุ่งด้วย พรุ่งนี้เจอกันที่ศูนย์บัญชาการ"
พูดจบ ก็เดินหนีไปราวกับบิน
......
อากาศเริ่มหนาวเย็นลงเรื่อยๆ แม้จะเป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง แต่ตื่นเช้ามากลับมีน้ำค้างแข็งเกาะ ฟางจี้ฟานหนาวจนตัวสั่น รู้สึกว่าความหนาวเย็นแทรกซึมไปทั่วทุกรูขุมขน
วันนี้ เขาใส่เสื้อนวม ด้านนอกสวมชุดกิเลนที่ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายผสมไหม เท้าสวมรองเท้าหนังกวาง เสี่ยวเซียงเซียงย่อตัวลงสวมรองเท้าให้ฟางจี้ฟาน ฟางจี้ฟานนึกเอ็นดูสาวใช้ตัวน้อยคนนี้ เห็นนางออกแรงอย่างหนัก จึงแกล้งตวาดว่า "เลี้ยงมาจนโตป่านนี้ แค่ใส่รองเท้ายังทำไม่เป็น นายน้อยจะสอนเจ้าเอง" พูดจบก็ชักเท้าออกมา แล้วสวมรองเท้าเอง
รีบกินอาหารเช้า แล้วออกเดินทางไปเข้าเวร
พอไปถึงสำนักจั้นซื่อ ก็เห็นคนหน้าคุ้นสองคนเดินสวนออกมา
พอสองคนนี้เห็นฟางจี้ฟาน ดวงตาก็ลุกวาวทันที
"หลานฟาง สบายดีรึ" ผู้มาเยือนคือโซ่วหนิงโหวและเจี้ยนชางป๋อ สองพี่น้องตระกูลจางนั่นเอง
จางเฮ่อหลิงทักทายอย่างเป็นกันเอง แต่ฟางจี้ฟานขี้เกียจจะคุยกับพวกเขา จึงตอบไปเรียบๆ ว่า "อ้อ สวัสดีท่านลุงทั้งสอง"
"ไปนั่งเล่นที่บ้านท่านลุงไหม ดื่มน้ำสักหน่อย?" จางเฮ่อหลิงชวนฟางจี้ฟานอย่างกระตือรือร้น
ฟางจี้ฟานส่ายหน้าทันควัน "ไม่ดื่ม!"
จางเฮ่อหลิงทำท่าเหมือนโล่งใจ หัวเราะร่า "ดี ดี ดื่มน้ำก็ไม่ดี เจ็บกระเพาะ หลานฟางจะไปไหนรึ?"
ฟางจี้ฟานตอบ "เข้าเวร" พูดจบก็รีบเดินหนีไป
รอยยิ้มบนหน้าจางเฮ่อหลิงยังไม่จางหาย แต่พอมองส่งฟางจี้ฟานเข้าสำนักจั้นซื่อ รอยยิ้มนั้นก็แข็งค้าง ทุบอกตัวเอง แล้วถอนหายใจเฮือก
จางเหยียนหลิงอดถามไม่ได้ "พี่ใหญ่ เป็นอะไรไป?"
"ปวดใจ!" จางเฮ่อหลิงกุมหน้าอกตัวเอง
"ว้าย..." จางเหยียนหลิงตกใจ "โจ๊กเมื่อเช้าทำท้องเสียหรือ?"
จางเฮ่อหลิงแยกเขี้ยว ขอบตาแดงก่ำ กระพริบตาปริบๆ จนมีน้ำตาคลอ "ข้าหมายถึงใจ ใจมันปวดร้าว เจ้าดูสิ เจ้าเด็กโง่นั่น ข้าเห็นหน้าเขาแล้วรู้สึกถูกชะตา ในต้าหมิงของเรา ต่อให้จุดโคมหา ก็ยากจะหาตัวล้างผลาญแบบนี้เจออีก ข้าอยากจะเป็นเพื่อนกับเขาจริงๆ เสียดาย ตอนนี้เขาคงกลายเป็นยาจกไปแล้ว เคยได้ยินสำนวนวิดน้ำจับปลาจนเกลี้ยงบ่อไหม? พอคิดถึงเรื่องพวกนี้ พี่ชายคนนี้... ก็ปวดใจเหลือเกิน"
จางเหยียนหลิงฟังจบ ก็พลอยรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปด้วย ถอนหายใจแผ่วเบา "นั่นสิ น่าเสียดายจริงๆ"
สองพี่น้อง ยืนถอนหายใจฟูมฟายกันอยู่ตรงนั้น
อีกด้านหนึ่ง ฟางจี้ฟานเดินเข้าสำนักจั้นซื่อ พอจูโฮ่วเจ้าทรงทราบว่าฟางจี้ฟานมา ก็รีบสั่งให้หลิวจิ่นไปเชิญเขามา
คนอย่างหลิวจิ่น ฟางจี้ฟานจำไม่ค่อยแม่นนัก รู้สึกแค่ว่าเขาไม่ต่างจากคนทั่วไป แต่ก็รู้ดีว่า หลังจากจูโฮ่วเจ้าครองราชย์ เขาจะกลายเป็นหนึ่งในแปดเสือที่มีชื่อเสียโด่งดัง กลายเป็นจอมวายร้ายในหมู่คนเลว
แต่สำหรับคนเลวทุกคน ฟางจี้ฟานไม่เคยรังเกียจเดียดฉันท์ เพราะตัวเองกับหลิวจิ่นก็พอๆ กัน พี่ใหญ่ไม่มีสิทธิ์หัวเราะน้องรอง อีกอย่าง คนที่เลวได้จนชื่อจารึกในประวัติศาสตร์ นี่ก็นับว่าเป็นงานฝีมือเฉพาะทางอย่างหนึ่ง เป็นจิตวิญญาณช่างฝีมือเชียวนะ พันคนหมื่นคนถึงจะมีสักคน
วันนี้จูโฮ่วเจ้าไม่ได้กางกระดานหมากรุกกองทัพ แต่กลับสวมเสื้อนวมแบบที่ชาวตาทาร์ใส่ เลียนแบบชาวตาทาร์ดื่มนมม้าร้อนๆ
ในประวัติศาสตร์ จูโฮ่วเจ้าคลั่งไคล้การทหารและการขี่ม้ายิงธนู มีมาดของเจ้าอู่หลิงแห่งแคว้นจ้าวที่ริเริ่มการแต่งกายแบบคนเถื่อนเพื่อขี่ม้ายิงธนู
แต่พอเขาเห็นฟางจี้ฟาน ก็กลับมีชีวิตชีวาทันที "เจ้ารักษาโรคเป็นด้วย?"
ฟางจี้ฟานถ่อมตัว "ที่ไหนกัน ที่ไหนกัน ถูกคนจับวิจัยมาเยอะ ก็แค่ดีกว่าหมอหลวงนิดหน่อยเท่านั้นเอง"
จูโฮ่วเจ้ากลับยิ้มทะเล้น "เปิ่นกงได้ยินมาว่าเจ้าซื้อที่ดินผืนใหญ่ของโซ่วหนิงโหวมา? มาสิ เล่าให้เปิ่นกงฟังหน่อย เจ้าจะทำอะไร?"
ฟางจี้ฟานไม่ปิดบังจูโฮ่วเจ้า พูดตามตรง มายังโลกนี้ แกล้งบ้าแกล้งโง่ทุกวัน มักรู้สึกว่ามีกำแพงบางๆ กั้นกลางกับคนในโลกนี้ แต่กับจูโฮ่วเจ้า กลับรู้สึกดีกว่ามาก อาจจะเป็นเพราะหมอนี่กับตัวเอง สมองมีปัญหาเหมือนกันกระมัง
ฟางจี้ฟานตอบ "ทำการค้า"
"ทำการค้า?" ดวงตาของจูโฮ่วเจ้าลุกวาวขึ้นมาทันที "การค้าอะไร พาเปิ่นกงทำด้วยสิ เราเป็นพี่น้องกันนะ"
ฟางจี้ฟานจ้องเขาตาเขียว แล้วเอ่ยเนิบๆ ว่า "องค์รัชทายาทมีเงินไหมล่ะ?"
ประโยคนี้ จี้ใจดำจูโฮ่วเจ้าเข้าอย่างจัง จูโฮ่วเจ้าจึงตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก "คราวก่อน เงินที่เจ้าให้เปิ่นกง ยังเหลืออยู่ไม่น้อย พอไหม?"
ฟางจี้ฟานเพียงยิ้มบางๆ ไม่พูดอะไร
"ก็แค่เงิน ขี้งก เปิ่นกงเป็นถึงไท่จื่อ เงินแค่นี้จะไม่มีได้ยังไง?"
ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่เงินทองคือของบาดใจ จูโฮ่วเจ้าก็ยังรู้สึกร้อนตัว ฮ่องเต้หงจื้อเป็นคนมัธยัสถ์เป็นพิเศษ แม้ปกติข้าวของเครื่องใช้ของจูโฮ่วเจ้าจะเบิกจากท้องพระคลังในได้ เพียบพร้อมสมฐานะ แต่เงินสด กลับไม่มีให้สักแดงเดียว
เขาหรี่ตาลง ไม่รู้กำลังครุ่นคิดอะไร ปากก็พูดว่า "เอาเถอะ ไม่คุยกับเจ้าแล้ว เจ้าไปเข้าเวรเถอะ วันนี้อาจารย์หยางไม่มาสอน เห็นว่าติดไข้หวัด เปิ่นกงจะไปถวายพระพรเสด็จพ่อเสด็จแม่"
......
ภายในพระราชวังต้องห้าม
ขบวนเสด็จของฮ่องเต้ย้ายจากตำหนักเฟิ่งเทียนมายังตำหนักอุ่น
วันนี้การประชุมราชสำนักจัดขึ้นที่ตำหนักเฟิ่งเทียน หลังจากฮ่องเต้หงจื้อซักถามราชการเสร็จ ก็เสด็จมาพักผ่อนที่ตำหนักอุ่น รอให้เลยเที่ยงไป ยังมีการประชุมอีกรอบหนึ่ง
เพียงแต่เพิ่งจะก้าวเข้ามาในตำหนักอุ่น ฮ่องเต้หงจื้อก็รู้สึกถึงความผิดปกติเล็กน้อย สายตากวาดมองไปรอบๆ ตำหนัก รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง
ทันใดนั้น พระองค์ก็นึกขึ้นได้ ในตำหนักอุ่นนี้นอกจากจะแขวนป้าย 'เคารพฟ้าเลียนแบบบรรพชน' แล้ว ยังมีภาพวาด 'หมื่นลี้ทิวทัศน์' ที่พระองค์ทรงโปรดปรานที่สุดแขวนอยู่ ภาพนี้เป็นผลงานของหวังซีเมิ่ง จิตรกรสมัยซ่ง นักเรียนสำนักช่างเขียนสมัยซ่งเหนือผู้นี้ ได้รับการชี้แนะเทคนิคการวาดจากจักรพรรดิซ่งฮุ่ยจงโดยตรง และภาพนี้เป็นผลงานชิ้นเดียวที่ตกทอดมาของเขา
แม้ชื่อเสียงของจิตรกรอาจไม่กึกก้องปานสายฟ้าฟาด แต่ภาพวาดนี้กลับยิ่งใหญ่อลังการ ทรงพลัง เป็นสมบัติล้ำค่าที่เก็บรักษาไว้ในวังหลวง เรียกได้ว่าเป็นผลงานชั้นเลิศ ในบรรดาภาพวาดและตัวอักษรที่ราชวงศ์สะสมไว้ ภาพนี้สมควรแก่คำว่าหาได้ยากยิ่ง
ฮ่องเต้หงจื้อโปรดปรานภาพนี้ที่สุด จึงสั่งให้คนนำมาติดตั้งไว้ในตำหนักอุ่นโดยเฉพาะ
แต่ตอนนี้ ภาพหมื่นลี้ทิวทัศน์ที่แขวนอยู่บนผนังกลับอันตรธานหายไป มองดูผนังที่ว่างเปล่า ความว่างเปล่าผืนใหญ่นั้น ทำให้ฮ่องเต้หงจื้อรู้สึกมึนงง เหมือนไม่อาจยอมรับได้ว่าในโลกนี้จะมีเรื่องเหลือเชื่อเช่นนี้เกิดขึ้น
"ใครอยู่บ้าง!" ฮ่องเต้หงจื้อเรียกหาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ความจริงแล้ว ตอนนี้พระองค์ไม่ได้มีอารมณ์โกรธเคืองมากนัก ที่นี่คือพระราชวังต้องห้าม คือที่ประทับของโอรสสวรรค์ ของหาย... เป็นไปไม่ได้หรอก บางทีขันทีจากสำนักเสินกงเจียนอาจจะเอาลงไปทำความสะอาดกระมัง
หลิวเฉียนเข้าเวรวันนี้ สีหน้าของเขาก็ดูแปลกๆ ชอบกล เขารีบก้าวเข้ามาอย่างอกสั่นขวัญแขวน "บ่าวอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้หงจื้อตรัสถามเรียบๆ "ภาพล่ะ?"
"บ่าว... บ่าว..." หลิวเฉียนทรุดฮวบลงกับพื้น ตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกตกน้ำ
ฮ่องเต้หงจื้อพลันเกิดความคิดที่ไม่ค่อยดีนักขึ้นมา "รัชทายาทมาที่นี่รึ?"
(จบแล้ว)