- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 50 - ปาฏิหาริย์
บทที่ 50 - ปาฏิหาริย์
บทที่ 50 - ปาฏิหาริย์
บทที่ 50 - ปาฏิหาริย์
"เฮ้อ..." แม้จะไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่คำว่าเจ็บจนรู้รักษา โจวหรงกลับเข้าใจ เจ็บจนรู้รักษา... อืม... มีคำกล่าวนี้อยู่จริง แต่ว่านะ... จะเชื่อถือได้เหรอ? เขากระแอมไอ มองไปทางฮ่องเต้หงจื้อ
ฮ่องเต้หงจื้อทำหน้าเย็นชาใส่ฟางจี้ฟาน "ฟางจี้ฟาน ที่นี่ไม่ใช่ที่ให้เจ้ามาล้อเล่น"
ภายใต้สายตาเข้มงวดของฮ่องเต้หงจื้อ ฟางจี้ฟานยังคงมั่นใจเต็มร้อย "ขอฝ่าบาทโปรดวางพระทัย เชื่อกระหม่อมเถิด กระหม่อมเป็นคนไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยหรือพะยะค่ะ?"
"..." ฮ่องเต้หงจื้อเงียบ
เพราะพระองค์เห็นบนหน้าผากฟางจี้ฟาน เขียนคำว่า 'ไม่น่าเชื่อถือ' ตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม
ฮองเฮาจางน้ำตาไหลพราก ได้แต่สะอื้นไห้
ผู้หญิงนี่นะ ยุ่งยากจริงๆ...
ฟางจี้ฟานส่ายหน้าในใจ เมื่อวานยังเห็นฮองเฮาจางสง่างาม วางตัวดี แต่พอเจอปัญหาลูกเต้า ก็สติแตก
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป ถลกแขนเสื้อขึ้นทันที "รบกวนขอพู่กันหมึกด้วย ข้าจะเขียนใบสั่งยา"
เหล่าหมอหลวงเงยหน้ามองฮ่องเต้หงจื้ออีกครั้ง
ฮ่องเต้หงจื้อถอนหายใจในที่สุด "ไปเอาพู่กันหมึกมา"
สาเหตุที่ฟางจี้ฟานมั่นใจ เพราะเขาเคยอ่านวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง ในนั้นเคยกล่าวไว้ว่า ความจริงโรคขององค์หญิง ไม่ใช่รักษาไม่ได้ ภายใต้เงื่อนไขในสมัยราชวงศ์หมิง สามารถใช้ยาที่มีอยู่รักษาให้หายขาดได้สบายๆ
เขาก้มตัว เขียนใบสั่งยาลงไปรวดเดียวจบ จากนั้นก็ส่งให้โจวหรง
โจวหรงดูคร่าวๆ ล้วนเป็นยาสามัญ แต่ข้างบนไม่ได้เขียนวิธีต้มและรับประทาน จึงถามฟางจี้ฟานว่า "ขอถามคุณชายฟาง ยานี้ต้มกินอย่างไร?"
ฟางจี้ฟานเอียงคอคิด ดูเหมือนในวิทยานิพนธ์จะไม่ได้บอกไว้ จึงพูดหน้าตายว่า "ข้าก็ไม่รู้ เจ้าไปจัดการเอาเองแล้วกัน"
ประโยคนี้ ทำเอาโจวหรงแทบสำลักตาย หน้าด้านไร้ยางอายจริงๆ แบบนี้ยังมีหน้ามาอ้างตัวเป็นหมอ? ความอัปยศของวงการแพทย์ชัดๆ!
แต่เขาจนปัญญาแล้วจริงๆ จึงได้แต่พิจารณาอย่างละเอียด แล้วไปปรึกษากับหมอหลวงคนอื่น
ฟางจี้ฟานสั่ง "ต้องระบายความร้อน เร็ว ปลดเสื้อผ้า เอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัว ยืนบื้อกันอยู่ทำไม? เรื่องแค่นี้ก็ทำไม่ได้? ชีวิตคนสำคัญนะ ทำไมพวกเจ้าถึงไม่ใส่ใจชีวิตองค์หญิงเลย?"
วุ่นวายกันพักใหญ่ ฟางจี้ฟานถึงได้พบว่าตัวเองนั่นแหละที่เป็นส่วนเกิน เขาถูกกลุ่มขันทีและนางกำนัลมองด้วยสายตารังเกียจ แล้วไล่ออกมาดื้อๆ ฟางจี้ฟานถึงบางอ้อ องค์หญิงต้องระบายความร้อน ดังนั้นตัวเองย่อมต้องโดนอัปเปหิออกมา เชี่ยเอ๊ย นี่มันเสร็จนาฆ่าโคถึกชัดๆ?
หมอหลวงหลายคนไปจัดยาและต้มยา ในเมื่อต้องระบายความร้อน ฮ่องเต้หงจื้อย่อมต้องออกมาจากห้องหอมอย่างว่าง่าย
เห็นฮ่องเต้หงจื้อกังวลใจ ฟางจี้ฟานฝืนยิ้ม "ฝ่าบาทวางพระทัยเถอะ กระหม่อมไม่ได้โม้ ยาของกระหม่อมลงไป รับรองโรคหายเป็นปลิดทิ้ง"
ความจริงยาจะได้ผลแค่ไหน ฟางจี้ฟานก็ไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จะหายหรือไม่ ก็รีบร้อนไม่ได้
ในเมื่ออยู่ต่อก็เป็นส่วนเกิน ฟางจี้ฟานเห็นว่าดึกแล้ว จึงทูลลาฮ่องเต้หงจื้อ
เวลานี้ ฮ่องเต้หงจื้อในใจมีแต่ความกังวลเรื่องอาการป่วยของลูกสาว เห็นอยู่ว่าชีวิตลูกสาวหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว ยาที่ฟางจี้ฟานสั่ง แปดเก้าส่วนก็คงไม่ค่อยได้เรื่อง หมอหลวงก็จนปัญญา แต่พระองค์ก็ยังพยายามทำเสียงอ่อนโยนพูดกับฟางจี้ฟานว่า "ขุนนางฟาง ลำบากเจ้าแล้ว"
ฟางจี้ฟานจึงคารวะ แล้วเดินออกจากวังช้าๆ
ความจริง เขารู้สึกว่าฮ่องเต้หงจื้อคนนี้ นิสัยดีใช้ได้ เป็นถึงฮ่องเต้ แม้จะร้อนใจขนาดนี้ ก็ยังเป็นมิตรกับเขา ถ้าเป็นคนอื่น แปดเก้าส่วนต้องขู่เขาแน่ ถ้าองค์หญิงเป็นอะไรไป จะมาคิดบัญชีกับเขา อะไรทำนองนั้น
ก่อนไป ฟางจี้ฟานเหลือบมองฮ่องเต้หงจื้อที่ดูใจลอย ใบหน้าที่ตรากตรำงานหนัก ยิ่งดูเป็นกังวล พระองค์ยืนนิ่ง แต่ไหล่ทั้งสองข้างกลับลู่ลงเพราะแรงกดดันอันหนักอึ้ง
ผ่านไปสองวัน
ฮ่องเต้หงจื้อแทบไม่ได้หลับตามาสองคืน พระองค์นั่งเหม่อลอยอยู่นอกห้องหอม ยาหลายเทียบกรอกลงไป แต่ลูกสาวกลับยังไม่ฟื้น
พระองค์เงยหน้ามองดวงจันทร์ ความโศกเศร้านับหมื่นพันถาโถมเข้ามาในใจ
ตอนนั้นตัวเอง เป็นเด็กที่พ่อไม่รักแม่ก็ไม่มี แม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่ก็ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังในตำหนักเย็น กลัวว่าเผลอนิดเดียว จะโดนว่านกุ้ยเฟยเล่นงาน
แต่ตอนนี้ ตัวเองมีลูกเต้า ลูกชายจูโฮ่วเจ้า ตอนนี้พอจะวางใจได้บ้าง แต่ลูกสาวจูซิ่วหรง เห็นที... คงจะไม่รอดแล้ว
ความหนาวเย็นจากยุคน้ำแข็งน้อย บาดลึกถึงกระดูกในยามค่ำคืน ฮ่องเต้หงจื้อไม่รู้ตัวเลยว่า ขอบตาเริ่มชื้นแฉะ พระองค์ถอนหายใจ แต่ก็ยังไม่ลืมปลอบใจฮองเฮาจางที่นั่งร้องไห้จนตาบวมอยู่ข้างๆ
ฮ่องเต้หงจื้อลูบหลังฮองเฮาจางเบาๆ พูดว่า "เยว่เอ๋อร์ (ชื่อเล่นฮองเฮา) เจ้าไม่ได้หลับมาสิบกว่าชั่วยามแล้ว ที่นี่มีเราอยู่ ซิ่วหรงคนดีผีคุ้ม ต้องเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดีแน่"
ฮองเฮาจางส่ายหน้าช้าๆ นางพยายามฝืนยิ้ม อาจเพราะกลัวว่าถ้าร้องไห้ฟูมฟายต่อไป จะยิ่งทำให้ฮ่องเต้หงจื้อกังวล นางถอนหายใจ พูดเสียงแผ่วว่า "หมอหลวงหลายคนบอกแล้ว ฟางจี้ฟานไม่ใช่หมอ ยาของเขา แปดเก้าส่วน ก็คงไร้ผล หมอหลวงโจวบอกอ้อมๆ แล้วว่า ซิ่วเอ๋อร์ เกรงว่า... คงจะไม่รอดแล้ว"
ฮ่องเต้หงจื้อโกรธจัด "หมอเถื่อนพวกนี้ ป่านนี้ยังกล้าปากดี พูดจาเหลวไหล! เราไม่ปล่อยพวกมันไว้แน่!" พูดจบ ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ โอรสสวรรค์แห่งต้าหมิง เวลานี้ไร้ซึ่งมาดราชสีห์โดยสิ้นเชิง น้ำตาเม็ดโตไหลรินจากหางตา "เราอยากจะเจ็บแทนซิ่วหรงเหลือเกิน นางยังเด็กนัก ชาตินี้เรากินความขมขื่นมามาก หากสวรรค์เมตตา ให้ความทุกข์ทั้งหมดมาลงที่เราคนเดียวเถิด ไฉนต้องให้ลูกสาวเรา..."
พูดถึงตรงนี้ ก็สะอื้นจนพูดไม่ออก ได้แต่กุมมือฮองเฮาจางที่สั่นเทาไว้แน่น
แต่เวลานั้น ในห้องหอม ขันทีคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบออกมา เสียงของเขา ทำลายความเงียบงันใต้แสงจันทร์ "ฝ่าบาท ฮองเฮา ฮองเฮา องค์หญิง... ฟื้นแล้ว... ฟื้นแล้วพะยะค่ะ!"
"ฟื้น... ฟื้นแล้ว!" ฮ่องเต้หงจื้อลุกพรวดอย่างไม่อยากเชื่อ
ไม่สนใจฮองเฮาจางอีก วิ่งถลันเข้าไปในตำหนักบรรทม เห็นในตำหนัก หมอหลวงและขันทีนับไม่ถ้วนรุมล้อมตั่งหงส์ แล้วก็ได้ยินเสียงลูกสาวที่คุ้นเคยยิ่งกว่าคุ้นเคย "ลูก... ลูกหิว..."
"เร็ว เร็ว เอาข้าวต้มมา..." โจวหรงเหมือนกับกลับมามีชีวิตชีวาทันที สองวันมานี้เขารู้สึกเหมือนหัวจะหลุดจากบ่าได้ทุกเมื่อ เหมือนพ่อตายทุกวัน แต่ตอนนี้... ราวกับมีความหวังขึ้นมาทันที
"เป็นโรคสมองจริงๆ ด้วย มหัศจรรย์ ตำราแพทย์บอกว่าคนสมองพิการไรร้ายารักษา ตอนนี้ดูท่า จะด่วนสรุปเกินไปแล้ว"
"หมอเทวดาชัดๆ" มีคนเดาะลิ้นชมเชย
"เจ็บจนรู้รักษา ถึงกับเก่งกาจกว่าพวกเราที่ศึกษาการแพทย์มาหลายสิบปี..."
(จบแล้ว)