- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 49 - เจ็บจนรู้รักษา
บทที่ 49 - เจ็บจนรู้รักษา
บทที่ 49 - เจ็บจนรู้รักษา
บทที่ 49 - เจ็บจนรู้รักษา
ฮองเฮาจางเห็นลูกสาวเป็นแบบนี้ ก็หน้าซีดเผือด รีบสั่งว่า "ตามหมอหลวง ตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!"
ฮ่องเต้หงจื้อร้อนใจจนกระทืบเท้า รีบลุกขึ้น ตวาดเสียงดัง "เมื่อกี้ยังบอกว่าแข็งแรงดีอยู่ไม่ใช่หรือ?"
ขันทีช่วยกันประคององค์หญิงให้นอนราบบนตั่ง ครู่ต่อมา หมอหลวงกลุ่มเดิมนำโดยโจวหรงก็กลับเข้ามา
พอได้ยินว่าองค์หญิงเป็นลม โจวหรงตกใจจนแทบสิ้นสติ ตัวสั่นงันงก พอเข้ามาในตำหนัก ก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่ทั้งร้อนรนและโกรธเกรี้ยวของฝ่าบาท เขารีบเข้าไปตรวจอาการ หมอหลวงกลุ่มใหญ่รุมล้อมตั่งหงส์ราวกับวันสิ้นโลกมาถึง หลังจากตรวจดูอาการอย่างละเอียดแล้ว โจวหรงก็ถึงกับไปไม่เป็น
"เป็นยังไง?" ฮ่องเต้หงจื้อจ้องมององค์หญิงอย่างเป็นห่วง ตวาดถามเสียงดัง
"เอ่อ... นี่... เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลย ทำไมจู่ๆ ถึงกำเริบขึ้นมาได้? กระหม่อม... กระหม่อมสมควรตาย คาดว่า... คาดว่า... บางทีองค์หญิงอาจจะได้รับลมหนาว" ความจริงอาการนี้คล้ายกับไข้หวัดมาก แต่โจวหรงไม่มั่นใจ เพราะอาการกำเริบกะทันหันเกินไป ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ที่สำคัญที่สุด ถ้าตอนนี้เขายืนยันหนักแน่น แล้วเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา เกรงว่าไม่ใช่แค่ตำแหน่งหมอหลวงจะหลุด แต่หัวอาจจะหลุดออกจากบ่าด้วย
ฮ่องเต้หงจื้อฟังออกทันที อะไรคือบางทีอาจจะได้รับลมหนาว ตอนนี้ลูกสาวข้าป่วยขนาดนี้ ยังจะมีคำว่าบางทีอีกเหรอ ฮ่องเต้หงจื้อโกรธจนตัวสั่น
ฮองเฮาจางที่อยู่ข้างๆ หน้าซีดเผือด ทันใดนั้น นางนึกอะไรขึ้นได้ "เมื่อสองวันก่อน ฟางจี้ฟานบอกว่า... ให้องค์หญิงระวังสุขภาพ หรือว่า... หรือว่าเขาดูอาการออก ถ้าเขาดูออก..."
ฮ่องเต้หงจื้อสั่งทันที "ตาม ตามตัวฟางจี้ฟาน ขี่ม้าเร็วไป ให้เขาขี่ม้าเร็วเข้าวังเดี๋ยวนี้!"
ในตำหนักบรรทม บรรยากาศเต็มไปด้วยไอสังหาร
โจวหรงและคนอื่นๆ กลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบทำท่าตรวจอาการต่อไป ความจริงพวกเขาล้วนเป็นหมอฝีมือดี แต่เจอกับสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ แม้แต่ละคนจะมีข้อสันนิษฐาน แต่ก็ไม่มีความมั่นใจ เมื่อครู่เกือบหัวขาดเพราะยืนยันหนักแน่นไปแล้ว ตอนนี้ถ้าพูดอะไรให้ตัวเองไม่มีทางถอย ก็เหมือนเอาชีวิตไปล้อเล่น
ดังนั้นทุกคนต่างมองหน้ากัน เลิ่กลั่ก ตัดสินใจไม่ได้สักที
...
ฟางจี้ฟานเพิ่งซื้อที่ดินจากพี่น้องตระกูลจางกลับมา สบายใจเฉิบ ใครจะนึกยังไม่ทันถึงบ้าน ก็โดนคนดักกลางทาง แล้วก็มีคนเตรียมม้าเร็วไว้ให้ พาควบเข้าวัง
แม้จะผ่านประตูอู่เหมิน (ประตูเที่ยง) ก็ไม่มีใครให้เขาลงจากหลังม้า ควบตะบึงไปจนถึงตำหนักคุนหนิง
ระหว่างทาง ฟางจี้ฟานก็เข้าใจแล้ว ในวังเกิดเหตุฉุกเฉิน และเรียกตัวเขาเข้าวัง งั้น... ต้องเกี่ยวกับองค์หญิงแน่ๆ
นึกถึงเรื่องช่วยคน เขาไหนเลยจะกล้าชักช้า พอเข้าตำหนักบรรทม ก็เห็นขันทีและนางกำนัลมากมายชุมนุมกันอยู่ วุ่นวายไปหมด ฮ่องเต้หงจื้อเดินไปเดินมาในตำหนัก ไพล่มือ สีหน้ากังวลสุดขีด
ฟางจี้ฟานเดินเข้าไป ยังไม่ทันได้ทักทาย ฮ่องเต้หงจื้อก็ถามเสียงเครียด "ขุนนางฟาง วันก่อนทำไมเจ้าถึงบอกว่าองค์หญิงสีหน้าไม่ดี?"
คงเพราะได้ยินเสียง ฮองเฮาจางที่นั่งก้มหน้าเช็ดน้ำตาอยู่บนตั่งก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาหงส์คลอด้วยน้ำตา ดูน่าสงสารจับใจ ฟางจี้ฟานแทบจำนางไม่ได้ ครั้งก่อนที่เจอยังดูสง่างาม สูงส่ง แต่วันนี้ กลับน้ำตานองหน้า ดูทรุดโทรมเหลือเกิน
ฮองเฮาจางเงยหน้า มองฟางจี้ฟานแล้วพูดว่า "ในเมื่อเจ้ารู้ว่าซิ่วหรงสีหน้าไม่ดี แต่หมอหลวงดูไม่ออก งั้นเจ้าก็รู้ใช่ไหมว่านางป่วยเป็นโรคอะไร?"
องค์หญิงป่วยจริงๆ ด้วย
ความนัยของฮองเฮาจางคือ เจ้าฟางจี้ฟานบอกว่าองค์หญิงสีหน้าผิดปกติ ให้ระวังสุขภาพ แสดงว่าเจ้าน่าจะรู้ว่าป่วยเป็นโรคอะไร งั้น... ก็เจ้าแล้วกัน!
ฮองเฮาจางมองฟางจี้ฟานด้วยความหวังเต็มเปี่ยม จนฟางจี้ฟานรู้สึกเขิน ฮองเฮาจางเห็นฟางจี้ฟานทำตัวไม่ถูก ก็เข้าใจผิดคิดว่าฟางจี้ฟานกลัว จึงเริ่มสิ้นหวัง ฟางจี้ฟานดูเด็กขนาดนี้ ยังเป็นแค่เด็กน้อย อายุแค่นี้ คงไม่เคยอ่านตำราแพทย์ด้วยซ้ำ จะหวังให้เขารักษาโรคได้ยังไง?
ความจริงฟางจี้ฟานไม่ได้กลัว แต่เขาทึ่งที่รายละเอียดในประวัติศาสตร์ตรงกันเป๊ะขนาดนี้ เขารีบพูดว่า "กระหม่อมขอดูอาการองค์หญิงหน่อยพะยะค่ะ!"
ช้าไม่ได้แล้ว
ฮองเฮาจางลังเลเล็กน้อย สบตาฮ่องเต้หงจื้อ พวกเขาเห็นชัดว่ายังกังวลในตัวฟางจี้ฟาน
เพียงแต่...
ตอนนี้หมอหลวงจนปัญญา ก็ต้องลองเสี่ยงดู ให้ฟางจี้ฟานลองดูสักตั้ง
ฟางจี้ฟานเดินเข้าไป เห็นหมอหลวงหลายคนกระซิบกระซาบกันอยู่หน้าตั่ง เขามองดูองค์หญิงที่นอนอยู่บนตั่ง องค์หญิงหน้าแดงก่ำ เห็นชัดว่าไข้สูง ฟางจี้ฟานลองยื่นมือไปแตะหน้าผาก ขันทีข้างๆ ตกใจรีบไอ "อะแฮ่ม... อย่าแตะต้องส่งเดช"
พูดพลาง รีบเอาผ้าเช็ดหน้าวางบนหน้าผากองค์หญิง แล้วบอกว่า "แบบนี้ได้แล้ว"
ฟางจี้ฟานตาค้าง วัดไข้ผ่านผ้าเช็ดหน้า งั้นถ้าข้าจะจับชีพจร ต้องใช้ด้ายผูกข้อมือแล้วจับผ่านด้ายไหมเนี่ย?
"จับสิ" ขันทีเร่ง
ฟางจี้ฟานไม่จับแล้ว "จับไม่เป็น ไม่จับแล้ว"
"เจ้า... เจ้า..." ขันทีถลึงตาใส่
"แต่ว่า..." ฟางจี้ฟานไพล่มือ ประกาศเสียงดัง "ข้ารู้แล้วว่าองค์หญิงป่วยเป็นโรคอะไร"
คำพูดทำเอาคนตกตะลึง!
ความจริงไม่ต้องจับชีพจรหรือแตะหน้าผากฟางจี้ฟานก็รู้ เรื่องการสิ้นพระชนม์ขององค์หญิงองค์นี้ นักวิชาการรุ่นหลังเคยถกเถียงกัน สรุปว่านางน่าจะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์พิเศษ
ในยุคนี้ต่อให้เป็นเชื้อพระวงศ์ หรือลูกท่านหลานเธอ แต่เพราะความเข้าใจเรื่องโรคภัยไข้เจ็บยังไม่ดีพอ บางครั้งแค่เป็นหวัดก็ถึงตายได้ เป็นเรื่องปกติ
พอได้ยินว่าฟางจี้ฟานรู้สาเหตุของโรคแล้ว หมอหลวงหลายคนก็หยุดคุยกัน รีบเข้ามามุง
ฮ่องเต้หงจื้อและฮองเฮาจางก็รีบเดินเข้ามา จ้องมองฟางจี้ฟานเขม็ง
แม้จะถูกจ้องมองจากคนมากมาย แต่ฟางจี้ฟานหน้าหนาจนชิน ยังคงท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยม
โจวหรงสูดหายใจลึก มองฟางจี้ฟานที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เห็นชัดว่าพึ่งพาไม่ได้ ก็เริ่มสงสัย ตัวเองจนปัญญาก็แล้วไปเถอะ แต่เจ้าฟางจี้ฟานนี่ เห็นชัดว่ายิ่งไม่น่าเชื่อถือ อาการป่วยขององค์หญิง ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ ทุกคนลงเรือลำเดียวกัน ถ้าพลาด ก็ตายกันหมด ไม่มีใครรอด
อาชีพหมอ อาศัยประสบการณ์ ฟางจี้ฟานจะมีประสบการณ์ได้ยังไง ผีหลอกชัดๆ
โจวหรงถาม "คุณชายฟางในเมื่อวินิจฉัยแล้ว งั้นขอถามหน่อย องค์หญิงป่วยเป็นโรคอะไร?"
ฟางจี้ฟานลังเล จะบอกว่าเป็นไข้หวัดใหญ่คงไม่ได้? ต้องคิดให้ดี มีแล้ว...
"นี่คือโรคสมอง"
"โรคสมอง?" โจวหรงงงเป็นไก่ตาแตก ไม่ถูกสิ นี่ไม่ใช่อาการของโรคสมอง โรคสมองจะมีไข้สูงเหรอ เจ้าเห็นข้าเป็นคนปัญญาอ่อนหรือไง? เขาตั้งสติ "คุณชายฟางเอาอะไรมาวินิจฉัย? อีกอย่างข้าเห็นคุณชายฟางไม่ได้จับชีพจร ก็พูดเป็นตุเป็นตะ จะด่วนสรุปเกินไปไหม?"
เขาตั้งข้อสงสัยนี้ ทำให้ฮ่องเต้หงจื้อที่เมื่อครู่ยังมีความหวังอยู่บ้าง ทรุดฮวบทันที ฮองเฮาจางยิ่งก้มหน้า เช็ดน้ำตา ในใจยิ่งสิ้นหวัง
ฟางจี้ฟานกลับพูดอย่างมั่นใจ "ข้าฟางจี้ฟานศึกษาโรคสมองมาสิบกว่าปี คุ้นเคยเป็นอย่างดี ดังนั้นมองปราดเดียวก็รู้ จะต้องจับชีพจรไปทำไม"
โจวหรงและคนอื่นๆ โกรธจนหนวดกระดิก โม้ขนาดนี้ ไม่อายบ้างเหรอ?
แม้แต่ฮ่องเต้หงจื้อและฮองเฮาจาง ก็ยังจ้องมองฟางจี้ฟานด้วยความโกรธ ถึงเวลานี้แล้ว หน้าสิ่วหน้าขวาน ยังจะมาพูดจาเพ้อเจ้อ?
ยังดีที่โจวหรงถามคำถามแทนใจทุกคน "คุณชายฟางอายุแค่สิบกว่าปี แต่ศึกษามาสิบกว่าปี นี่... ออกจะพูดเกินจริงไปหน่อยกระมัง"
"เจ้าจะไปรู้อะไร!" ฟางจี้ฟานกลับพูดอย่างชอบธรรม "ความจริงคือถูกศึกษาต่างหาก"
"ถูกศึกษา?" หมอหลวงเฒ่าเริ่มงง ฟังไม่เข้าใจความหมายของฟางจี้ฟาน
ฟางจี้ฟานดูเหมือนจะรู้สึกว่าหมอหลวงเฒ่าคนนี้หัวช้าจริงๆ พยายามนึกคำคำหนึ่งออกมา "เจ็บจนรู้รักษา (จิ่วปิ้งเฉิงอี)"
(จบแล้ว)