เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 48 - ปากพระร่วง

บทที่ 48 - ปากพระร่วง

บทที่ 48 - ปากพระร่วง


บทที่ 48 - ปากพระร่วง

จางเฮ่อหลิงกลอกตา มองยังไง ฟางจี้ฟานก็ดูเหมือนหมูในอวย "นี่เป็นที่ดินที่ดี ไม่ขาย ไม่ขาย หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ขาย ถ้าไม่ได้สักหนึ่งแสนสองแสนตำลึง ตีให้ตายก็ไม่ขาย"

จางเหยียนหลิงนั่งอยู่ข้างๆ ตกใจสะดุ้ง ท่านพี่โหดมาก เปิดมาก็หนึ่งแสนสองแสนตำลึง

ฟางจี้ฟานก็ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง พูดตรงๆ ว่า "ห้าหมื่นตำลึง จ่ายสดทันที ขี้เกียจพูดมาก ถ้าไม่ตกลง ข้าไปเดี๋ยวนี้!"

ห้าหมื่นตำลึงความจริงฟางจี้ฟานก็คิดว่ามากไป เขาไม่สนเงิน เขาต้องการแค่ที่ดินผืนนี้

จางเฮ่อหลิงอึ้งไป หันไปสบตาจางเหยียนหลิง คนคนนี้... บ้าไปแล้วหรือเปล่า ห้าหมื่นตำลึง ซื้อที่รกร้างที่ซีซาน? ภูเขาร้างนั่นปลูกข้าวไม่ได้นะ

จางเฮ่อหลิงตื่นตัว ตะโกนลั่นทันที "ห้าหมื่น? ข้าบอกชัดเจนว่าหนึ่งแสนสองแสน... เห็นแก่ที่ข้ากับพ่อเจ้าเป็นสหายต่างวัย หนึ่งแสนตำลึง!"

"อ้อ" ฟางจี้ฟานทำหน้านิ่ง "อย่างนี้นี่เอง งั้น... รบกวนแล้ว"

เห็นฟางจี้ฟานทำท่าจะกลับ จางเหยียนหลิงรีบร้อนขึ้นมาทันที รีบยิ้มพูดว่า "ช้าก่อน ช้าก่อน หลานฟาง ข้าได้ยินชื่อเสียงเจ้ามานาน รู้ว่าเจ้าฉลาดเฉลียว ฮ่าๆ นับถือ นับถือ มีอะไรค่อยพูดค่อยจา แปดหมื่นตำลึง น้อยกว่านี้ไม่ได้แล้ว นี่เป็นสมบัติบรรพบุรุษนะ สมบัติบรรพบุรุษ คิดว่าจะต้องขายสมบัติบรรพบุรุษ ใจข้าก็เจ็บปวดเหลือเกิน เจ็บ... เอาอย่างนี้ ที่ดินที่ซีซาน รัศมีสิบสี่ลี้ แม้จะเป็นภูเขา แต่ตีนเขายังมีที่นาอยู่แปลงหนึ่ง ดินดีมาก เกือบพันไร่ แปดหมื่นตำลึง ยกให้เจ้าหมดเลย ถือว่าคบเพื่อน พ่อเจ้ากับข้า เป็นเพื่อนตายกัน ปัญหาคือ เจ้ามีเงินไหม?"

ฟางจี้ฟานเริ่มสนใจ ซีซานไม่เท่าไหร่ ตีนเขายังแถมที่นาให้อีก นี่ดีเลย เอาไว้แปรรูปถ่านหินไร้ควันได้ ราคานี้ ความจริงคือหลอกฟันกำไร พูดตรงๆ ซีซานก็คือภูเขาร้างลูกหนึ่ง ราคาต่อรองได้แน่นอน แต่สำหรับฟางจี้ฟาน นี่คือภูเขาทองคำ เสียเวลาต่อล้อต่อเถียงไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงส่ายหน้า "ข้ามีเงินสดไม่เยอะ"

พอได้ยินว่าไม่มีเงิน สีหน้าสองพี่น้องเปลี่ยนทันที

ฟางจี้ฟานยิ้มร่าพูดต่อ "แต่หลานมีที่ดิน เป็นนาดีทั้งนั้น ดูสิ โฉนดที่ดินก็เอามา แล้วก็ตั๋วเงิน..."

จางเหยียนหลิงและจางเฮ่อหลิงตาค้าง กลั้นหายใจ จู่ๆ ก็รู้สึกถึงความสุขที่ถาโถมเข้ามา ความสุขนี้ทำให้พวกเขามึนหัว

ผ่านไปไม่นาน ตอนฟางจี้ฟานไพล่มือเดินออกจากบ้านตระกูลจาง พี่น้องตระกูลจางก็ออกมาส่งฟางจี้ฟานด้วยตัวเอง

จางเฮ่อหลิงดูซาบซึ้งใจ ดึงมือฟางจี้ฟานอย่างสนิทสนม "หลานรัก ว่างๆ มาเที่ยวบ่อยๆ นะ เราเป็นเพื่อนบ้านกัน ต้องไปมาหาสู่กันบ่อยๆ อย่าให้ห่างเหิน ข้าเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบปิดบัง สรุปว่า ข้าชอบเจ้า"

ฟางจี้ฟานร้องอ้อ ในอกเสื้อมีโฉนดที่ดินซีซาน จู่ๆ ก็รู้สึกมั่นใจเต็มเปี่ยม

เติ้งเจี้ยนคอตกยืนรออยู่ข้างนอก ฟางจี้ฟานเตะก้นเขาอย่างอารมณ์ดี พูดอย่างสดชื่นว่า "ไป"

ข้างนอกยังคงหนาวเหน็บ ลมหายใจฟางจี้ฟานกลายเป็นไอขาว การเริ่มต้นยากเสมอ ตอนนี้ได้ที่ดินมาแล้ว ก็ถือว่าก้าวไปก้าวหนึ่งแล้ว

ฝีเท้าเขาเบาสบาย พาเติ้งเจี้ยนเลี้ยวหัวมุมถนนไปแล้ว

พี่น้องตระกูลจางยังยืนเกาะประตูมองส่ง แม้อากาศจะหนาวเหน็บ แต่จางเฮ่อหลิงกลับไม่รู้สึกหนาว นานพักใหญ่ เขาถอนหายใจยาว "ตัวล้างผลาญตระกูลฟาง ข้าชื่นชมจริงๆ"

จางเหยียนหลิงก็ยิ้ม "พี่ เรา... รวยแล้ว? ฮ่าๆ ที่ดินรกร้าง แลกเงินได้ตั้งแปดหมื่นตำลึง แถมยังเอาโฉนดที่ดินมาตีราคา เป็นนาดีทั้งนั้น หรือว่า เราไปกินข้าวต้ม ฉลองกันหน่อย?"

จางเฮ่อหลิงหน้าแดงเปล่งปลั่ง ดวงตาเป็นประกาย จนถึงตอนนี้ เขายังรู้สึกเหมือนฝันไป เจ้าฟางจี้ฟาน สมเป็นตัวล้างผลาญจริงๆ เรื่องดีๆ แบบนี้ ดันตกมาใส่หัวพี่น้องเรา

เพียงแต่ ฉลอง?

จางเฮ่อหลิงคิดสักพัก "ช่างเถอะ ประหยัดไว้ดีกว่า อย่ากินทิ้งกินขว้างเลย แต่ว่าเจ้าฟางจี้ฟานนี่ คงไม่มีกับดักอะไรนะ?"

จางเหยียนหลิงฟังแล้วหน้าซีด "ไม่มั้ง ใครๆ ก็บอกว่าหมอนี่เป็นตัวล้างผลาญไม่ใช่เหรอ พี่ชาย อย่าคิดมาก นี่เป็นโชคของพี่น้องเรา สองพ่อลูกตระกูลฟาง โง่ทั้งคู่! ฮ่าๆ..."

เห็นจางเหยียนหลิงหัวเราะจนหุบปากไม่ลง จางเฮ่อหลิงถึงวางใจ พยักหน้าอย่างสุขุม "เจ้าหนุ่มนี่ ข้าชื่นชมเขา อย่างน้อย เขาก็เก่งกว่าพ่อเขา! พ่อเขาขี้งก อิดออด กว่าจะควักเงินได้แต่ละที แต่เขานี่ใจป้ำ ข้าชอบคนใจป้ำ"

..................

ตำหนักคุนหนิง

ตั้งแต่โดนฟางจี้ฟานพูดจาเหลวไหลใส่ที่สำนักจั้นซื่ออย่างงงๆ ว่าให้องค์หญิงระวังสุขภาพ ฮองเฮาจางก็ไม่เก็บมาใส่ใจ

ชื่อเสียงของฟางจี้ฟาน นางพอได้ยินมาบ้าง อืม... ค่อนข้างแย่

เจ้าเด็กนี่ ต้องพูดจาเพ้อเจ้อแน่ๆ

แต่ถึงอย่างนั้น พอโดนฟางจี้ฟานทัก ฮองเฮาจางก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจ ถึงอย่างไรก็ลูกสาวตัวเอง ฮองเฮาจางมีลูกสาวแค่คนเดียว ในใจกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน

ดังนั้นจากตอนแรกที่ไม่สนใจ ก็ค่อยๆ เริ่มกังวล อดคิดในใจไม่ได้ว่า เจ้าเด็กนี่ปากพระร่วงจริงๆ ทำเอาหนังตานางกระตุกตามไปด้วย

จึงรีบสั่งให้คนไปตามหมอหลวงมา

ฮ่องเต้หงจื้อได้ยินว่าฮองเฮาจางเชิญหมอหลวงมาตรวจองค์หญิงจริงๆ ก็อดขำไม่ได้ พูดล้อว่า "ฟางจี้ฟานคนนี้ พอมีความฉลาดอยู่บ้าง แต่เขาชอบพูดจาเหลวไหลมาแต่ไหนแต่ไร คำพูดพวกนี้ ฟังหูไว้หูเถอะ อย่าเก็บมาใส่ใจเลย"

หมอหลวงเจ็ดแปดคน เริ่มวุ่นวาย ก็หนีไม่พ้นการตรวจดูอาการ จับชีพจร ถามอาการ ทำเอาองค์หญิงดูรำคาญ ย่นจมูก ปล่อยให้พวกเขาจับๆ คลำๆ

ฮองเฮาจางเพียงยิ้มบางๆ เหลือบมององค์หญิง แล้วพูดว่า "ฝ่าบาท นี่เรียกว่าเพราะห่วงใยจึงวุ่นวาย หม่อมฉันกลัวเหตุไม่คาดฝัน แม้จะรู้ว่าเจ้าเด็กนั่นพูดจาเหลวไหล แต่ให้หมอหลวงตรวจดูแล้ว ก็จะได้วางใจไงเพคะ?"

เห็นฮ่องเต้หงจื้อดูเหนื่อยล้า เห็นได้ชัดว่าตรวจฎีกาที่ตำหนักอุ่นมาจนเพลีย จึงขยับไปด้านหลัง บีบนวดไหล่ให้เบาๆ พลางถามว่า "ฝ่าบาทตรัสว่าคนผู้นี้พอมีความฉลาด?"

ฮ่องเต้หงจื้อยิ้มบางๆ "ความจริงคนคนนี้ เราก็ดูไม่ออกเหมือนกัน เฮ้อ อย่าพูดถึงเลย"

ฮองเฮาจางรู้ใจ ไม่ถามต่อ

ครู่ต่อมา โจวหรง หัวหน้าสำนักหมอหลวง ก็ก้าวออกมา "กราบทูลฝ่าบาท กราบทูลฮองเฮา องค์หญิงร่างกายแข็งแรง พลานามัยสมบูรณ์ดีพะยะค่ะ"

นี่เป็นผลสรุปจากการวินิจฉัยร่วมกันของหมอหลวงหลายท่าน และโจวหรงในฐานะหมอหลวง และอายุอานามก็ปาเข้าไปเจ็ดสิบแล้ว แค่เห็นหนวดเคราขาวโพลนของเขา ก็ให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก

ฮ่องเต้หงจื้อยิ้มเบาๆ "เราก็ว่าแล้ว"

ฮองเฮาจางยังกังวลเล็กน้อย "ไม่มีอะไรจริงนะ? ตรวจซ้ำอีกทีดีไหม?"

โจวหรงได้ยิน รีบทูลว่า "ฮองเฮา อย่าได้ตื่นตระหนกเพราะคำพูดเหลวไหลของเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเลยพะยะค่ะ พวกกระหม่อมรับราชการในสำนักหมอหลวง รับใช้ในวังมาหลายสิบปี ไม่กล้าอ้างว่าเป็นหมอเทวดา แต่ก็พอมีความรู้อยู่บ้าง กระหม่อมและหมอหลวงท่านอื่นได้ตรวจอย่างละเอียดแล้ว กระหม่อมกล้ารับประกัน ไม่มีทางผิดพลาดพะยะค่ะ"

ฮองเฮาจางได้ฟัง ถึงถอนหายใจยาว ยิ้มหวาน "ขุนนางโจว เราไม่ได้สงสัยความสามารถของสำนักหมอหลวง เอาล่ะ พวกท่านถอยไปเถอะ"

โจวหรงรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย พูดตามตรง แค่เพราะฟังคำพูดเหลวไหลของเด็กคนหนึ่ง ถึงกับต้องเอิกเกริกขนาดนี้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนดูถูก ถึงอย่างไรเชื้อพระวงศ์ในวังล้วนเป็นร่างกายทองคำพันชั่ง ดังนั้นแทบทุกระยะ หมอหลวงต้องมาตรวจร่างกายเพื่อป้องกันไว้ก่อน ตัวเขาเองเมื่อครึ่งเดือนก่อน ก็เพิ่งตรวจองค์หญิง ตอนนั้นไม่พบความผิดปกติอะไร หากเป็นหมอเทวดาจากนอกวังมาเตือนก็ว่าไปอย่าง แต่นี่... เป็นเจ้าคนที่ชื่อฟางจี้ฟาน

คนผู้นี้โจวหรงก็เคยได้ยินชื่อเสียง แค่เพราะตัวล้างผลาญคนหนึ่งพูดจาเหลวไหล ถึงกับต้องวุ่นวายขนาดนี้?

แต่ต่อหน้าพระพักตร์ เขาก็ไม่กล้าแสดงอาการ และหนานเหอป๋อ ก็ไม่ใช่คนที่หมอหลวงอย่างเขาจะไปตอแยได้ ดังนั้นจึงไม่กล้าบ่นอะไร คารวะ เตรียมจะถอยออกไป

หมอหลวงคนอื่นๆ ก็เก็บล่วมยา เตรียมตัวกลับ

ฮองเฮาจางบ่นอุบอิบ "ฝ่าบาท ฟางจี้ฟานนี่บังอาจจริงๆ ปากไม่มีหูรูด..."

คำพูดของนาง แฝงความตำหนิอยู่หลายส่วน องค์หญิงเป็นดวงใจของนาง เป็นใคร ถูกคนมาทักว่าลูกสาวมีปัญหา ก็คงไม่สบายใจทั้งนั้น

ฮ่องเต้หงจื้อยิ้ม แต่ก็ถอนหายใจ "เจ้าไม่รู้หรอก หนานเหอป๋อมีลูกชายแค่คนเดียว แถมยังเป็นโรคสมอง ปกติชอบพูดจาเพ้อเจ้อ นี่เป็นนิสัยของเขา เราเป็นถึงฮ่องเต้ จะไปถือสาหาความกับเขาทำไม? หากเป็นคนอื่น บังอาจขนาดนี้ สมควรตาย แต่สำหรับเขา... หากเราไปลงโทษเขา จะดูใจแคบไปหน่อย"

ฮองเฮาจางยิ้มหวาน พยักหน้า ดูเหมือนจะเห็นด้วย วังหลวงจะไปถือสาเด็กเหลือขอคนหนึ่งได้ยังไง? จึงถอนหายใจ "ว่าไปแล้ว หนานเหอป๋อก็น่าสงสาร..."

เสียงถอนหายใจยังไม่ทันจางหาย ทันใดนั้น ขันทีในตำหนักบรรทมก็กรีดร้องเสียงหลง "องค์หญิง องค์หญิง ท่านเป็นอะไรไป? องค์หญิง..."

ชั่วพริบตาเดียว เห็นองค์หญิงที่เมื่อครู่ยังปกติดีอยู่ จู่ๆ หน้าก็แดงก่ำ ยกมือเรียวขึ้นกุมหน้าผาก ริมฝีปากเผยอ กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็ล้มฟุบลงไปบนตั่งหงส์

ในวังโกลาหล

"ใครก็ได้ ใครก็ได้!"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 48 - ปากพระร่วง

คัดลอกลิงก์แล้ว