- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 46 - บังอาจเทียมฟ้า
บทที่ 46 - บังอาจเทียมฟ้า
บทที่ 46 - บังอาจเทียมฟ้า
บทที่ 46 - บังอาจเทียมฟ้า
ฟางจี้ฟานจ้องมององค์หญิงน้อยเขม็ง ไม่ใช่เพราะตัณหาบังตา แต่เพราะ... เขานึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เขาเคยอ่านเรื่องราวของครอบครัวฮ่องเต้หงจื้อใน 'หมิงสือลู่' (บันทึกประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงฉบับสมบูรณ์) ฮ่องเต้หงจื้อมีพระธิดาองค์หนึ่งจริงๆ แต่พระธิดาองค์นี้สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังเยาว์วัย
เวลานี้ เขาพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า การสิ้นพระชนม์นี้ เกิดขึ้นในเดือนเก้า รัชศกหงจื้อปีที่สิบเอ็ด วันไหนนั้นฟางจี้ฟานจำไม่ได้แน่ชัด
ในบันทึกระบุว่า องค์หญิงปวดศีรษะอย่างรุนแรง สุดท้ายเสียชีวิตด้วยไข้สูง จากการสันนิษฐานของผู้เชี่ยวชาญยุคปัจจุบัน โรคขององค์หญิง เป็นไปได้มากว่าจะเป็นแค่การติดเชื้อไวรัสทั่วไป
เช่นนั้น... องค์หญิงน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ จะต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับในประวัติศาสตร์ ติดเชื้อและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรหรือไม่?
พอคิดแบบนี้ ฟางจี้ฟานก็เริ่มรู้สึกเสียดาย แม้เขาจะจำเป็นต้องสวมบทบาทตัวล้างผลาญ ทำหน้าตาหื่นกามและทำตัวเหลวไหล แต่ลึกๆ แล้ว เขาก็ยังเป็นชายหนุ่มจิตใจดีคนหนึ่ง
หากเห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วย คงไม่สบายใจไปตลอดชีวิตแน่
แต่ว่า จะช่วยยังไงล่ะ?
ในขณะที่ฮองเฮาจางกำลังจูงมือจูโฮ่วเจ้าและจูซิ่วหรงเดินจากไป ฟางจี้ฟานที่ยังคิดไม่ตก ก็ยังคงจ้องมองจูซิ่วหรงตาไม่กะพริบ จูซิ่วหรงดูเหมือนจะรู้สึกว่าฟางจี้ฟานเสียมารยาทเกินไป ทั้งพยายามหลบสายตาอันจาบจ้วงของฟางจี้ฟาน แต่ก็แอบชำเลืองมองด้วยความอยากรู้ ว่าเจ้าคนบ้าบิ่นผู้นี้ยังจะกล้าดีต่อไปอีกหรือไม่
ทันใดนั้น ฟางจี้ฟานตะโกนเสียงดัง "องค์หญิงพะยะค่ะ!"
สี่คำนี้ ทำลายความเงียบงันลงทันที
จากนั้น ใบหน้าของทุกคนก็บึ้งตึงลงพร้อมกัน
ฮองเฮาจางหยุดฝีเท้า
จูซิ่วหรงทำท่าเหมือนได้รับความอัปยศอดสูอย่างที่สุด เป็นสตรี ถูกบุรุษเรียกขานเสียงดังเช่นนี้ ในยุคนี้ถือเป็นเรื่องน่าละอาย
ฮ่องเต้หงจื้อเพียงแค่ไพล่มือ ในระดับหนึ่ง พระองค์ดูเหมือนจะจับทางฟางจี้ฟานได้แล้ว เจ้าเด็กเหลือขอนี่ แม้ส่วนใหญ่จะดูเลอะเทอะเหลวไหล ไร้สาระ แต่สิ่งที่เขาทำ มักจะทำให้พระองค์ประหลาดใจเสมอ
ฮองเฮาจางมองฟางจี้ฟานด้วยความสงสัย
ฟางจี้ฟานคารวะ รู้สึกว่าสายตาของฮองเฮาจาง ดุดันยิ่งกว่าฮ่องเต้เสียอีก
เขาสูดหายใจลึก แล้วกล่าวว่า "กระหม่อมเห็นสีพระพักตร์องค์หญิงไม่ค่อยดี ขอองค์หญิงโปรดถนอมพระวรกายด้วยพะยะค่ะ"
ฉับพลัน ทั้งตำหนักเงียบกริบ...
คำพูดของฟางจี้ฟาน ช่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย อย่างน้อยทุกคนก็มองฟางจี้ฟานด้วยสายตาเหมือนมองคนบ้า
แต่ทว่า... ฟางจี้ฟานดูเหมือนจะชินกับการถูกมองว่าเป็นคนปัญญาอ่อนเสียแล้ว สูตรเดิม รสชาติเดิม อืม... หวานนิดๆ
ทุกคนต่างมองไปที่สีหน้าขององค์หญิงโดยสัญชาตญาณ เห็นเพียงพระพักตร์องค์หญิงแดงระเรื่อ ฟางจี้ฟาน ช่างพูดจาเหลวไหล บังอาจเทียมฟ้าจริงๆ
สายตาของฮองเฮาจางกวาดมองฟางจี้ฟานแวบหนึ่ง จูโฮ่วเจ้ารีบกระซิบอะไรบางอย่างกับเสด็จแม่
ใบหน้าที่เย็นชาของฮองเฮาจาง จึงค่อยผ่อนคลายลง "บุตรชายหนานเหอป๋อ ฟางจี้ฟานใช่ไหม? ได้ยินว่าเจ้าป่วยเป็นโรคสมอง?"
"เอ่อ..." ฟางจี้ฟานพูดไม่ออก นี่ถือว่าจี้ใจดำกันหรือเปล่า?
ฮองเฮาจางตรัสเรียบๆ "รักษาตัวให้ดี อย่าปิดบังหมอล่ะ!"
พูดจบ ก็เดินจากไปอย่างสง่างาม
พอฟางจี้ฟานหันกลับมา ก็พบว่าไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้หงจื้อ หรือพวกหยางถิงเหอ ต่างทำเหมือนไม่รู้จักฟางจี้ฟาน ฟางจี้ฟานได้แต่คิดอย่างปลงตก ส่วนใหญ่คงมองว่าเขาเป็นคนบ้าไปแล้วกระมัง
แบบนี้... ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็พูดจาโผงผางได้ ถ้าเป็นคนอื่นพูดแบบเมื่อกี้ คงถูกมองว่ามีเจตนาแอบแฝง โดนลากไปสับให้หมากินไปแล้ว
บางที การมีโรคสมอง ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป
เขาถือกระบี่อาญาสิทธิ์ เดินออกจากสำนักจั้นซื่ออย่างอารมณ์ดี รัชทายาทไปตำหนักเหรินโซ่วแล้ว วันนี้ชิ่งได้ กลับบ้านนอนดีกว่า
เรื่ององค์หญิง เขาช่วยได้แค่นี้แหละ
แต่พอมีกระบี่อาญาสิทธิ์ในมือ ในใจก็รู้สึกพึงพอใจเล็กๆ
นี่คือกระบี่อาญาสิทธิ์เชียวนะ สองคำ เท่ระเบิด แถมยังมีเข็มขัดทองคำ ถ้าทำเจลใส่ผมมาทาหัวให้เรียบแปล้ เดินไปไหนให้เติ้งเจี้ยนคอยพัดวีอยู่ข้างหลัง นี่มันโจวรุนฟัตเวอร์ชั่นต้าหมิงชัดๆ?
คิดอย่างมีความสุข กลับถึงบ้านอย่างสบายอารมณ์ แต่พอเข้าประตูบ้าน ก็ได้ยินเสียงคร่ำครวญของบิดา
ฟางจี้ฟานนึกว่าเกิดเรื่อง รีบวิ่งตามเสียงไป เห็นฟางจิ่งหลงกำลังทุบอกชกตัวอยู่ในห้องโถงใหญ่ ใบหน้าเขียวคล้ำด้วยความโมโห
"เกิดอะไรขึ้น?" ฟางจี้ฟานตกใจ
"เจ้าโซ่วหนิงโหว (โหวตระกูลจาง) มันไม่ใช่คน" ฟางจิ่งหลงพูดด้วยความโกรธจัด "หลอกเงินพ่อไปสามหมื่นตำลึง ปากบอกว่าจะไปพูดเรื่องแต่งงานกับฮองเฮาจางให้ ตบหน้าอกรับปากดิบดีว่าเรื่องนี้ไว้ใจพี่น้องพวกเขาได้ ผลคือพอรับเงินไป ก็เบี้ยวหน้าด้านๆ บอกว่าเงินที่อุตส่าห์หลอกมาได้ จะคืนให้ได้ยังไง"
ฟางจี้ฟานฟังจนตาค้าง กว่าจะเข้าใจเรื่องราว
พ่อใจจดใจจ่ออยู่แต่เรื่องแต่งงานของเขา คนเป็นพ่อย่อมมั่นใจในตัวลูก ยิ่งฟางจี้ฟานได้เข็มขัดทองคำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ฟางจิ่งหลงมั่นใจเต็มเปี่ยม หวังจะสู่ขอองค์หญิงมาเป็นสะใภ้ให้ได้
แต่อิงกั๋วกงกลับบ่ายเบี่ยง ฟางจิ่งหลงเลยคิดว่าคงเข้าผิดทาง เรื่องนี้ให้ขออิงกั๋วกงไปพูดคงไม่ได้ ฮองเฮาจางมีพี่ชายสองคนไม่ใช่หรือ โซ่วหนิงโหว จางเฮ่อหลิง กับเจี้ยนชางป๋อ จางเหยียนหลิง ไปหาพวกเขาสิ
สองพี่น้องคู่นี้ ความจริงชื่อเสียงก็ดีกว่าฟางจี้ฟานแค่นิดเดียว พอได้ยินเรื่องนี้ ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รับปากทันที บอกว่ามีพวกเขาออกหน้า รอรับองค์หญิงเข้าบ้านได้เลย พูดหว่านล้อมจนฟางจิ่งหลงยอมควักเงินให้สามหมื่นตำลึง อ้างว่าเป็นค่าดำเนินการกับคนข้างกายฮองเฮาจาง
แต่ผลคือ รับเงินปุ๊บ หายเข้ากลีบเมฆ
ฟางจี้ฟานตั้งสติอยู่นาน นี่มัน... ต้มตุ๋นชัดๆ
เขาโกรธจนควันออกหู เงินของนายน้อยยังกล้าโกง?
แต่ภายนอกกลับทำเฉย เพียงหาวหวอดๆ "ไม่ใช่เรื่องของข้า" แล้วเดินหนีไปอย่างไม่แยแส
ทิ้งให้ฟางจิ่งหลงยังคงโกรธไม่หาย พึมพำกับตัวเองว่า "ใจคนยากแท้หยั่งถึง เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ ยังกล้าหลอกลวงกันได้ลงคอ"
นี่เป็นฤดูใบไม้ร่วง แต่อากาศกลับเริ่มหนาวเย็น วันรุ่งขึ้น ฟางจี้ฟานเห็นเสี่ยวเซียงเซียงใส่เสื้อนวมเข้ามา
เห็นนางพ่นลมขาวออกจากปาก ห่อตัวมิดชิด ย่อกายคารวะฟางจี้ฟาน "นายน้อย ต้องตื่นไปเข้าเวรแล้วเจ้าค่ะ นายท่านบอกว่าวันนี้จะไปตรวจค่ายที่เทียนจินเว่ย กำชับมาว่า ห้ามนายน้อยเสียงานเสียการเด็ดขาด"
ฟางจี้ฟานจำต้องลุกขึ้น ให้เสี่ยวเซียงเซียงปรนนิบัติ เติ้งเจี้ยนก็ใส่เสื้อนวม ตัวบวมเป่ง จะก้มตัวคำนับฟางจี้ฟานยังลำบาก
"หนาวจริงๆ นี่เพิ่งจะกลางฤดูใบไม้ร่วง ทำท่าเหมือนหิมะจะตก" ฟางจี้ฟานเห็นเสี่ยวเซียงเซียงใส่เสื้อหนา ก็วางใจ สบายใจแล้ว จะลวนลามก็ไม่ต้องกังวล มือไม้ก็เผลอปัดผ่านบั้นท้ายนางตามสัญชาตญาณ แน่นอนว่าผ่านเสื้อนวมหนาๆ สัมผัสอะไรไม่ได้หรอก แค่ทำเป็นพิธี
ทุกครั้งที่ฟางจี้ฟานทำแบบนี้ เติ้งเจี้ยนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วทำหน้าตารู้ทันปนชื่นชม
"นายน้อยลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ ปีที่แล้ว ก็หนาวช่วงนี้เหมือนกัน ปีไหนๆ ก็เป็นแบบนี้" เสี่ยวเซียงเซียงดูเหมือนจะชินแล้ว ตั้งแต่นางป่วย แล้วนายน้อยไล่ตะเพิดให้นางกลับไปสำนึกผิดในห้อง สาวน้อยผู้ใสซื่อก็เริ่มหวั่นไหว
นี่นายน้อยแอบเป็นห่วง หรือแค่อยากแกล้งนางเล่น? นางเดาไม่ออก แต่นายน้อยหน้าตาหล่อเหลา ดุจหยกงาม แม้จะ... แม้จะนิสัยเสียไปหน่อย แต่...
หน้าของนางแดงระเรื่อ คุยกับฟางจี้ฟานไปพลาง
ฟางจี้ฟานฉุกคิดอะไรขึ้นได้ ใช่สิ ช่วงนี้ ไม่ใช่ยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) หรอกหรือ? ตัวเองลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไง
ตั้งแต่รัชศกหงจื้อเป็นต้นมา สภาพอากาศยุคน้ำแข็งน้อยก็เริ่มปรากฏ รัชศกหงจื้อปีที่หก ลุ่มแม่น้ำหวยเหอหิมะตกหนัก ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสองปีถัดไปถึงจะหยุด หมายความว่า หิมะตกติดต่อกันครึ่งปี
ว่ากันว่าแม้แต่ในหูเป่ย หิมะยังท่วมสูงถึงห้าหกฟุต และที่นี่ คือปักกิ่ง ที่อยู่ทางเหนือกว่าลุ่มน้ำหวยเหอและหูเป่ยเสียอีก
เพิ่งเข้าฤดูใบไม้ร่วง อากาศก็หนาวเหมือนฤดูหนาว เกรงว่าถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ความหนาวเหน็บนี้ก็คงยังไม่จางหาย
..................
(จบแล้ว)