- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 45 - พระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น
บทที่ 45 - พระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น
บทที่ 45 - พระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น
บทที่ 45 - พระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น
จูโฮ่วเจ้ามองกระบี่อาญาสิทธิ์ที่ขวางอยู่ตรงหน้าฟางจี้ฟาน จู่ๆ ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี ตอนนี้เขาตัดความเป็นไปได้ที่เสด็จพ่อจะเป็นพ่อบังเกิดเกล้าทิ้งไปโดยสิ้นเชิง เขาอดกุมหน้าอกไม่ได้ รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจอย่างรุนแรง!
หยางถิงเหอและคนอื่นๆ ก็อ้าปากค้าง ตั้งตัวไม่ทันไปชั่วขณะ
พอลองตรึกตรองดู มีคนตาเป็นประกาย ใช่แล้ว ชื่อไม่ตรงคำพูดก็ไม่น่าเชื่อถือ คำพูดไม่น่าเชื่อถือการงานก็ไม่สำเร็จ ตีรัชทายาทโดยไม่มีเหตุผล คือโทษฐานหมิ่นเบื้องสูง แต่ดูตอนนี้สิ ผลของการตีรัชทายาทช่างยอดเยี่ยม ดูสิ รัชทายาทตอนนี้ไม่ใช่ปกติขึ้นเยอะหรอกหรือ? อยากให้รัชทายาทเป็นกษัตริย์ผู้ปรีชา ในเมื่อวิธีของฟางจี้ฟานได้ผล งั้นก็ประทานกระบี่ให้เขา ให้เขาตีรัชทายาทได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นี่... ไม่ใช่ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวหรอกหรือ?
ฝ่าบาทช่างมองการณ์ไกล ลึกล้ำยากหยั่งถึงจริงๆ นับถือ นับถือ!
ฟางจี้ฟานจ้องกระบี่อาญาสิทธิ์ตาไม่กะพริบ ตะลึงงัน อดถามไม่ได้ว่า "นี่... นี่... ได้จริงๆ หรือพะยะค่ะ ฝ่าบาทจะไม่ถือสาแน่นะพะยะค่ะ"
"รีบรับกระบี่ไป" ฮ่องเต้หงจื้อดันกระบี่ใส่หน้าอกฟางจี้ฟาน "อย่าได้กังวล ต้องทำให้เต็มที่"
"ทำให้เต็มที่..." คำนี้ฟังดู ทะแม่งๆ ชอบกล...
เรื่องราวพลิกผันราวกับรถไฟเหาะ ฟางจี้ฟานก็ไม่เกรงใจแล้ว คิดในใจว่าโชคดีที่จูโฮ่วเจ้าเป็นเด็กเปรตที่คนรังเกียจผีระอา การตีเขาดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องน่ายินดีของคนทั้งแผ่นดิน ดังนั้น ฟางจี้ฟานผ่อนคลายลง ยื่นสองมือรับกระบี่มา
กระบี่หนักอึ้งในมือ เหมือนมอบความมั่นใจอันหาที่เปรียบมิได้ให้ฟางจี้ฟานทันที "กระหม่อม... ขอบพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมจะพยายามต่อไป ก้มหน้าก้มตาตี ทำให้เต็มที่พะยะค่ะ!"
เฮ้อ...
รู้สึกดีจัง
แต่เวลานั้น ด้านนอกมีขันทีตะโกนเสียงแหลม "ฮองเฮาเสด็จ... องค์หญิงเสด็จ..."
ที่แท้ทางนี้ฮ่องเต้กริ้วจัด อีกทางหลิวจิ่นก็วิ่งแน่บไปส่งข่าวให้ฮองเฮาจางที่ตำหนักคุนหนิง
ฮองเฮาจางมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียว กำลังสอนงานเย็บปักถักร้อยให้องค์หญิงไท่คังอยู่ที่ตำหนักคุนหนิง พอได้ยินเข้า จะยอมได้ยังไง ลูกมีผิดมหันต์แค่ไหน ก็อย่าให้ฮ่องเต้โมโหจนหน้ามืด พลั้งมือทำร้ายลูกจนเป็นอะไรไป
พูดถึงฮองเฮาจาง วังหลังของฮ่องเต้หงจื้อ นอกจากฮองเฮาจางแล้ว ไม่มีสนมอื่น สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว และฮองเฮาจางก็เป็นคนดีศรีภรรยา ฮ่องเต้ต้องการส่งเสริมความประหยัด นางก็ทำตัวเป็นแบบอย่างในวังหลัง ทอผ้าด้วยตัวเอง ลดค่าใช้จ่ายในวัง นับเป็นแบบอย่างของมารดาแห่งแผ่นดิน มีเพียงอย่างเดียว คือรักลูกมาก
ตอนนี้ฮ่องเต้แสดงท่าทีว่าจะตีรัชทายาท นางไม่ยอมแน่ ไม่สนธรรมเนียมวังหลังแล้ว พาเหล่านางกำนัลขันที และองค์หญิงไท่คังที่กำลังทำงานฝีมืออยู่ รีบร้อนเสด็จมา
ยังไม่ทันที่ขุนนางในศาลาหมิงหลุนจะลุกขึ้นถวายความเคารพและหลีกทาง ฮองเฮาจางก็เดินจ้ำเข้ามา ดวงตาหงส์มองหาจูโฮ่วเจ้าก่อน พอเห็นจูโฮ่วเจ้าปลอดภัย ก็ถอนหายใจโล่งอก นางหน้าตาสะสวย แต่ไม่ใช่สาวงามล่มเมือง เพียงแต่ให้ความรู้สึกสง่างาม แฝงไว้ด้วยความเข้าถึงง่าย
จูโฮ่วเจ้าพอเห็นแบ็คมาแล้ว ดวงตาก็เป็นประกายทันที รีบเข้าไปหา "ลูกถวายพระพรเสด็จแม่"
ฮองเฮาจางประคองจูโฮ่วเจ้าขึ้นอย่างปวดใจ สำรวจดู "ลูกแม่ เจ้าทำให้เสด็จพ่อโกรธอีกแล้วเหรอ? ขอโทษหรือยัง?"
จูโฮ่วเจ้ารีบตอบ "ลูกไม่ได้ยั่วโมโหเสด็จพ่อนะพะยะค่ะ"
ฟางจี้ฟานฟังคำพูดฮองเฮาจาง ก็แอบขำในใจ ฮองเฮาจางผู้นี้ฉลาดเป็นกรด เปิดฉากมา ก็ถามจูโฮ่วเจ้าว่าทำให้ฮ่องเต้โกรธหรือเปล่า ประโยคต่อมา ก็ถามว่าขอโทษหรือยัง คาดว่าขอแค่จูโฮ่วเจ้าตอบว่าใช่ เรื่องนี้ ก็คงจบลงได้ ต่อให้ทำผิดกฎสวรรค์ ฮองเฮาจางก็คงทูลฮ่องเต้ว่า ฝ่าบาท นี่เป็นความผิดของรัชทายาท แต่ในเมื่อเขารู้ผิดแล้ว และขอโทษแล้ว ฝ่าบาทก็อย่ากริ้วไปเลย อะไรทำนองนั้น
ฮองเฮาจางคาดไม่ถึงว่าจูโฮ่วเจ้าจะปากแข็ง แต่ก็แค่ยิ้มบางๆ "ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว แม่มาที่นี่ เพราะเสด็จย่าทวดบ่นถึงเจ้า ให้เจ้าไปเข้าเฝ้าด่วน ลูกแม่ เจ้าเป็นดวงใจของไทฮองไทเฮา (เสด็จย่าทวด) ปกติอย่าเอาแต่เที่ยวเล่น มีเวลาว่าง ก็ควรไปอยู่ต่อหน้าไทฮองไทเฮา คลายเหงาให้ท่านบ้าง ไทฮองไทเฮา รักเจ้าที่สุด"
ร้ายกาจจริงๆ
ฮ่องเต้หงจื้อหมดอารมณ์ทันที
ความหมายของฮองเฮาจางคือ นางไม่ได้มาหาเรื่อง ไม่ได้มาช่วยลูกชายสุดที่รัก แต่เป็นเพราะไทฮองไทเฮาโจวอยากเจอหลาน
เวลานี้ ฮ่องเต้หงจื้ออย่าว่าแต่หายโกรธแล้ว แถมยังอารมณ์ดี ต่อให้คิดอยากจะตีจูโฮ่วเจ้าให้ตายจริงๆ ก็คงต้องเกรงใจบารมีไทฮองไทเฮาโจว
ฮ่องเต้หงจื้อเพราะเกิดจากนางกำนัล และในวังหลัง เสด็จพ่อของฮ่องเต้หงจื้อก็โปรดปรานสนมว่านกุ้ยเฟยแต่เพียงผู้เดียว ว่านกุ้ยเฟยย่อมมองฮ่องเต้หงจื้อในวัยเยาว์เป็นหนามยอกอก พูดได้ว่า วัยเด็กของฮ่องเต้หงจื้อนั้นน่าเวทนาอย่างยิ่ง ถึงขั้นชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
แต่ในเวลานั้น เสด็จย่าของฮ่องเต้หงจื้อ ซึ่งก็คือไทเฮาโจวในรัชศกเฉิงฮว่า ทราบเรื่องนี้ ก็ตัดสินใจเด็ดขาดอุ้มฮ่องเต้หงจื้อในวัยเยาว์ไปเลี้ยงดูที่ตำหนักเหรินโซ่ว เมื่อมีเสด็จย่าคอยคุ้มครอง ว่านกุ้ยเฟยก็ทำอะไรฮ่องเต้หงจื้อไม่ได้อีก ในตำหนักเหรินโซ่ว เสด็จย่าผู้นี้สอนหนังสือ สอนหลักการเป็นคนให้ฮ่องเต้หงจื้อ ในเวลานั้น ฮ่องเต้เฉิงฮว่าหูเบาตาบอด วังหลังมืดมนอนธการ ว่านกุ้ยเฟยครองอำนาจในวัง ฮ่องเต้หงจื้อในวัยเยาว์ ได้รับความอบอุ่นเพียงน้อยนิดจากเสด็จย่าผู้นี้เท่านั้น
ดังนั้นเมื่อฮ่องเต้หงจื้อขึ้นครองราชย์ จึงกตัญญูต่อไทฮองไทเฮาโจวอย่างยิ่ง ขอแค่มีเรื่องอะไรทำให้พระนางไม่สบายใจนิดหน่อย ฮ่องเต้หงจื้อก็ร้อนใจดั่งไฟเผา แม้พระนางจะเป็นหวัดเล็กน้อย ฮ่องเต้หงจื้อก็จะคอยเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงเช้าเย็น ไม่กล้าข่มตานอน
ตอนนี้ฮองเฮาจางบอกว่าพระนางอยากเจอหลาน งั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว ฟ้าถล่มลงมา ฮ่องเต้หงจื้อก็ไม่กล้าขัด
และฮองเฮาจางเป็นสตรี พาทหารแห่มาที่สำนักจั้นซื่อมากมาย ในสายตาคนอื่น อาจดูเหมือนสตรีกางปีกปกป้องลูก
แต่พอนางอ้างชื่อไทฮองไทเฮาโจว ใครก็ไม่กล้าปากมาก
นี่คือความกตัญญู หลานกตัญญูต่อย่า เป็นเรื่องสมควร ฮองเฮาจางเป็นหลานสะใภ้ ตอนนี้ย่าคิดถึงเหลนใจจะขาด แล้วไง เพื่อไม่ให้คนแก่ตรอมใจเพราะความคิดถึง ฮองเฮาจางมาไม่ได้หรือ?
ฟางจี้ฟานได้เห็นความร้ายกาจของฮองเฮาผู้นี้เต็มตา แค่สามประโยค ก็ทำให้ทุกคนหมดอารมณ์
ฮองเฮาจางจูงมือจูโฮ่วเจ้า ดูเหมือนยังไม่วางใจ จงใจเน้นเสียง "ลูกแม่ ไม่มีอะไรจริงๆ นะ เดี๋ยวอย่าให้มีเรื่องอะไรไปทำให้เสด็จย่าทวดตกใจล่ะ"
เวลานี้ จูโฮ่วเจ้าเม้มปาก จงใจไม่ตอบ
ฮ่องเต้หงจื้อพูดไม่ออก กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง "อะแฮ่ม... ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร โฮ่วเจ้า ไปถวายพระพรที่ตำหนักเหรินโซ่วเถอะ ไปเร็ว"
จูโฮ่วเจ้าจำต้องตอบ "ลูกน้อมรับพระบัญชาเสด็จพ่อ"
ฟางจี้ฟานมองภาพความปรองดองนี้ สายตากลับไปตกอยู่ที่สาวน้อยขี้อายที่หลบอยู่หลังฮองเฮาจาง
เมื่อครู่ฟางจี้ฟานได้ยินชัดเจนว่านอกจากฮองเฮาจาง ยังมีองค์หญิงเสด็จมาด้วย นี่... หรือจะเป็นองค์หญิงไท่คัง จูซิ่วหรง ในตำนาน?
พินิจดูละเอียด สาวน้อยคนนี้หน้าตาน่ารักมาก ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าจูโฮ่วเจ้าแค่ปีสองปี ดูขี้อาย ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะ ใบหน้ารูปไข่ ภายใต้คิ้วเรียวงามดั่งภาพวาด คือดวงตาคู่สวยที่แฝงแววขี้เล่น อายุยังน้อย แต่เห็นชัดว่าเป็นสาวงามตั้งแต่เด็ก!
อาจเป็นเพราะลวนลามเสี่ยวเซียงเซียงจนชิน ดังนั้นเวลาฟางจี้ฟานเจอผู้หญิง มักจะเผลอแสดงท่าทางเจ้าเล่ห์หื่นกาม ดูไม่มีจริยธรรม
ดังนั้น องค์หญิงที่หลบอยู่หลังมารดาผู้นี้สังเกตเห็นสายตาของฟางจี้ฟาน ก็หน้าบึ้งด้วยความโกรธทันที แต่ไม่กล้าส่งเสียง ได้แต่เบือนหน้าหนีไปทางอื่น
..................
(จบแล้ว)