- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 44 - กระบี่อาญาสิทธิ์
บทที่ 44 - กระบี่อาญาสิทธิ์
บทที่ 44 - กระบี่อาญาสิทธิ์
บทที่ 44 - กระบี่อาญาสิทธิ์
ฮ่องเต้หงจื้อจ้องมองฟางจี้ฟานอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ฟางจี้ฟานถูกจ้องจนเริ่มทำตัวไม่ถูก
ได้แต่กระแอมไอทีหนึ่ง เดิมทีอยากจะถ่อมตัวพูดว่า กระหม่อมละอายใจ ทั้งหมดเป็นเพราะองค์รัชทายาทปราดเปรื่อง กระหม่อมสอนดีที่ไหนกัน ขายหน้าแล้ว ขายหน้าแล้ว อะไรทำนองนี้
แต่คำพูดยังไม่ทันออกจากปาก ใจก็กระตุกวูบ ไม่ได้สิ ถ้าพูดแบบนี้ ฝ่าบาทจะคิดยังไง จะคิดว่าข้าปกติแกล้งทำเป็นหมูเพื่อหลอกกินเสือ แกล้งบ้าแกล้งโง่ จิตใจลึกล้ำยากหยั่งถึงหรือเปล่า?
การถูกฮ่องเต้มองว่าเป็นคนมีแผนลึกล้ำ ไม่ใช่เรื่องดีเลย จะทำให้เกิดความระแวงสงสัยโดยไม่จำเป็น ข้อนี้ ฟางจี้ฟานผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จะไม่รู้ได้ยังไง?
เขาจึงยิ้ม ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาด รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบนี้ ดูเหมือนจะกลายเป็นเอกลักษณ์ของฟางจี้ฟานไปแล้ว "ถูกต้อง กระหม่อมสอนเองพะยะค่ะ..."
ไอ้หมอนี่ กำลังรอให้ฮ่องเต้ชมเชยอยู่
"..."
เหล่าขุนนางฮันหลินในสำนักจั้นซื่อ ต่างพากันพูดไม่ออก
ความประทับใจที่พวกเขามีต่อฟางจี้ฟาน ส่วนใหญ่คือหมอนี่ดูยังไงก็ไม่น่าไว้ใจ แต่ในเวลาสำคัญ หมอนี่กลับซ่อนเขี้ยวเล็บไว้
ในใจฮ่องเต้หงจื้อ เกิดคลื่นลมโหมกระหน่ำ หน้าแดงก่ำ เหมือนจะช้ำในตาย
แต่สายตาที่เข้มงวดเมื่อครู่ กลับอ่อนโยนลงในพริบตา "ขุนนางฟาง ดีมาก!"
ฮ่องเต้หงจื้อทอดพระเนตรฟางจี้ฟานด้วยความชื่นชม แต่ก็ไม่ได้คารวะฟางจี้ฟานเหมือนที่ทำกับหยางถิงเหอ ทว่าบนพระพักตร์กลับเต็มไปด้วยความพอพระทัย ลูกชายของตนเอง เห็นอยู่ว่ากำลังวิ่งเข้าสู่เส้นทางกษัตริย์สิ้นชาติ แต่ตอนนี้เจ้าฟางจี้ฟาน...
ฮ่องเต้หงจื้ออารมณ์ดีสุดขีด ตอนแรกที่ให้เจ้าหมอนี่เข้าสำนักจั้นซื่อ ดูท่า จะเดินหมากถูกตาแล้ว
ฮ่องเต้หงจื้อหัวเราะลั่น "เยี่ยมมาก เยี่ยมมาก ขุนนางฟาง เราถามเจ้า เจ้าสอนรัชทายาทให้เข้าใจหลักการพวกนี้ได้ยังไง?"
ทุกคนหูผึ่ง จ้องมองฟางจี้ฟานด้วยความประหลาดใจ รอคอยคำตอบ
นี่กลับทำให้ฟางจี้ฟานลำบากใจ จะให้บอกว่าตัวเองพนันกับรัชทายาททุกวัน รัชทายาทเล่นแพ้ ก็ต้องไปอ่านหนังสืออย่างว่าง่าย อ่านจบ ตนเองค่อยไปโม้กับรัชทายาทสักหน่อย?
นี่ดูเหมือนจะไม่ค่อยตรงกับภาพลักษณ์อาจารย์ดีเด่นเท่าไหร่ ฟางจี้ฟานจำต้องตอบอย่างกระอักกระอ่วน "เอ่อ... กระหม่อม... กระหม่อม..."
ฮ่องเต้หงจื้ออดหนวดกระดิกไม่ได้ เห็นท่าทางอึกอักของฟางจี้ฟาน ก็นึกอะไรขึ้นได้ "หรือว่า ใช้วิธีเดียวกับที่เจ้าสอนซิ่วไฉสามคนนั้น ตีให้ตาย?"
"..." ฟางจี้ฟานตกใจหน้าเขียว!
ฉิบหายเอ๊ย ฝ่าบาทอย่าใส่ร้ายกระหม่อมนะ กระหม่อมไหนเลยจะกล้าตีรัชทายาท ปรักปรำกันชัดๆ อยุติธรรมที่สุดในสามโลก กระหม่อมซวยยิ่งกว่าโต้วเอ๋อ (ตัวละครในงิ้วที่ถูกประหารทั้งที่บริสุทธิ์) เสียอีก
ไม่รอให้ฟางจี้ฟานแก้ตัว...
จูโฮ่วเจ้าจากที่ใจตุ้มๆ ต่อมๆ เมื่อครู่ ก็อดตัวสั่นไม่ได้
ความจริงจูโฮ่วเจ้าพอได้ยินเสด็จพ่อถาม ก็เริ่มร้อนตัว ถ้ารู้ว่าตัวเองกับฟางจี้ฟานเอาแต่เล่นหมากรุกไม่ก็พนันกันทุกวัน เอ่อ... ต้องโดนตีตายแน่!
แต่ตอนนี้เสด็จพ่อเดาแบบนี้กลับดีเสียอีก สร้างภาพลักษณ์เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายให้เขา ลูกโดนตีทุกวัน เสด็จพ่อคงไม่หน้าด้านตีลูกซ้ำอีกหรอกมั้ง!
ดังนั้นจูโฮ่วเจ้าจึงรีบทำหน้าน่าสงสาร "ไม่กล้าปิดบัง ลูก... ลูกลำบากเหลือเกินพะยะค่ะ..."
เจ้านี่มันจอมมารยาตัวพ่อ น้ำตาสั่งได้ จ้องจะเล่นงานฟางจี้ฟานท่าเดียว
ทุกคนฟังแล้ว เจ้าฟางจี้ฟานช่างบังอาจนัก สมกับเป็นอันธพาลเมืองหลวงชื่อกระฉ่อนจริงๆ เรียกว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า ในสายตาพวกเขา รัชทายาทก็ร้ายพอตัวแล้ว มาเจอเจ้าฟางจี้ฟานที่ร้ายกว่า เขากล้าลงไม้ลงมือกับรัชทายาทจริงๆ รึ?
ฮ่องเต้หงจื้อก็อึ้งไป นานพักใหญ่ กว่าจะพูดออกมาได้
ฟางจี้ฟานหน้าแดง จะแก้ตัว "ขอฝ่าบาทโปรดฟังกระหม่อม กระหม่อม... กระหม่อมไม่ใช่คนแบบนั้น... กระหม่อมบริสุทธิ์..."
คำว่าบริสุทธิ์เพิ่งหลุดปาก ก็ถูกเสียงหัวเราะขัดจังหวะ
ฮ่องเต้หงจื้อไม่เพียงไม่กริ้ว กลับหัวเราะชอบใจ ตบมือชมว่า "ตีได้ดี ตีได้ดี อาจารย์เข้มงวดสร้างศิษย์เก่งกล้า เราอยากจะเข้มงวดกวดขันมาตลอด แต่ความเป็นพ่อ มักจะมีความรักความผูกพัน ทำให้ใจอ่อนเสมอ บัดนี้รัชทายาทการเรียนไม่เอาไหน จำต้องมีขุนนางฟางเช่นนี้มาสั่งสอนแทนเรา ตีได้ดี ดี ไม่ตีไม่เป็นงาน ไม่ตีไม่เป็นโล้เป็นพาย สามวันไม่ตี ปีนเกลียวรื้อหลังคา จริงดังว่า!"
จูโฮ่วเจ้าแอบดีใจ คิดว่ารอดตัวแล้ว แต่พอลองคิดดู จู่ๆ ก็รู้สึกหนักอึ้งในใจ นี่พ่อแท้ๆ ใช่ไหม?
ฟางจี้ฟานหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่านี่นับเป็นคำชมจากฮ่องเต้ได้ไหม น่าจะได้มั้ง? เอ่อ... จะมีโอกาสโดนเช็คบิลย้อนหลังไหมเนี่ย?
ฮ่องเต้หงจื้อหัวเราะจบ สีหน้าก็พลันเย็นเยียบ "ฟางจี้ฟาน เจ้าทำร้ายร่างกายรัชทายาท รู้ความผิดไหม?"
นี่แหละอยู่ใกล้กษัตริย์เหมือนอยู่ใกล้เสือ เมื่อครู่ยังหัวเราะชอบใจว่าตีได้ดี หันมาอีกที ก็เริ่มคิดบัญชีย้อนหลังกันจริงๆ แล้ว
บรรยากาศในศาลาหมิงหลุน เย็นยะเยือกขึ้นมาทันที ทำเอาฟางจี้ฟานรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง
จูโฮ่วเจ้าก็ตกใจแทบแย่ แม้จะรู้สึกว่าเสด็จพ่อเริ่มจะดูเหมือนพ่อบังเกิดเกล้าขึ้นมาบ้างแล้ว แต่เห็นสีหน้าเกรี้ยวกราดของเสด็จพ่อ กลัวฟางจี้ฟานจะโดนตัวเองพาซวยเข้าจริงๆ จึงรีบจะแก้ต่าง "เสด็จพ่อ..."
"หุบปาก!" แววตาฮ่องเต้หงจื้อฉายแววเย็นชา ตวาดขัดจังหวะจูโฮ่วเจ้า ตรัสเสียงขรึม "บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง ผู้น้อยต้องเคารพผู้ใหญ่ นี่คือกฎมณเฑียรบาล เจ้าเป็นรัชทายาท ฟางจี้ฟานเป็นนายกองร้อยอวี่หลินเว่ย คนหนึ่งเป็นว่าที่กษัตริย์ คนหนึ่งเป็นขุนนาง ขุนนางจะข่มเหงกษัตริย์ได้หรือ? โทษฐานหมิ่นเบื้องสูงเป็นอย่างไร เจ้ารู้ไหม?"
ฟางจี้ฟานเผลอหลุดปาก "ฝ่าบาท ท่านกำลังเสร็จนาฆ่าโคถึกนะพะยะค่ะ"
ความจริงนี่เป็นคำพูดหลุดปากของฟางจี้ฟาน เขาเกิดมาสองภพ ไม่ค่อยซึมซับเรื่องกษัตริย์ขุนนางในยุคนี้เท่าไหร่
แต่พอพูดออกไป กลับทำให้ทุกคนตกใจแทบสิ้นสติ
นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ
จูโฮ่วเจ้ายิ่งตกใจจนวิญญาณหลุดลอย ตอนนี้ไม่กล้าซ่าแล้ว รีบคุกเข่าลง อยากจะแก้ต่างให้ฟางจี้ฟาน
แม้แต่ขุนนางฮันหลินคนอื่นๆ ก็รู้สึกว่าฝ่าบาททำเกินไปหน่อยกับฟางจี้ฟาน เจ้านี่แม้จะเชื่อถือไม่ได้ แต่ก็มีความชอบ แถมหลักการที่รัชทายาทพูดออกมาเมื่อครู่... มันก็ดีไม่ใช่หรือ?
หยางถิงเหออ้าปากค้าง ก่อนหน้านี้เขาโกรธเคืองที่ฟางจี้ฟานพารัชทายาทเสียคน แต่พอลองคิดดู รู้สึกว่าฟางจี้ฟานโทษไม่ถึงตาย เรื่องนี้เกิดจากตัวเขา หากปล่อยให้ฟางจี้ฟานต้องรับโทษฐานหมิ่นเบื้องสูง ตัวเองก็คงรู้สึกผิดไม่น้อย เขาอึกอัก อดทูลไม่ได้ว่า "ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่า..."
สีหน้าฮ่องเต้หงจื้อยิ่งเขียวคล้ำ ตวาดเสียงกร้าว "เสร็จนาฆ่าโคถึก? ฟางจี้ฟาน เจ้าบังอาจนัก กล้านินทาเรา? หรือเราพูดผิด? ใส่ร้ายเจ้า? รัชทายาทคือว่าที่กษัตริย์ในอนาคต เจ้าทำร้ายรัชทายาท นี่ไม่ใช่หมิ่นเบื้องสูงหรอกหรือ? หลักการกษัตริย์ขุนนาง เจ้าลืมไปหมดสิ้นแล้ว?"
"หึ!" เสียงแค่นในลำคอ แฝงความหนาวเหน็บ
ฮ่องเต้หงจื้อตรัสเสียงเหี้ยม "ตระกูลฟางของเจ้าซื่อสัตย์ภักดีมาหลายชั่วคน มาถึงรุ่นเจ้า ทำไมส่วนดีๆ ของบรรพบุรุษ ถึงไม่ได้เรียนรู้มาสักนิด การหมิ่นเบื้องสูงเป็นโทษมหันต์ เจ้ายังจะปฏิเสธ? ใครก็ได้... เอากระบี่มา"
กระบี่...
คราวนี้ ไม่ใช่แค่เย็นวาบ แต่มันสยองขวัญแล้ว
ใครจะนึก ฮ่องเต้หงจื้อจะกริ้วได้ขนาดนี้ แต่คนตาไวจะเข้าใจ ฮ่องเต้หงจื้อเชิดชูหลักธรรม คำสอนขงจื๊อเมิ่งจื่อ พระองค์ให้ความสำคัญที่สุด คำว่ากษัตริย์ขุนนาง ในใจพระองค์ถือเป็นเรื่องใหญ่ พระองค์เป็นโอรสสวรรค์ จะยอมให้คนล่วงเกินได้หรือ?
จูโฮ่วเจ้าตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ไม่นาน ก็เห็นขันทีถือกระบี่อาญาสิทธิ์แทนพระองค์มาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ฮ่องเต้เสด็จ ย่อมต้องมีบารมี นี่เรียกว่าขบวนพยุหยาตรา ดังนั้นจึงมีองครักษ์คุ้มกัน มีคนหามเกี้ยว มีคนถือพัด มีคนถือตราประทับ และยังมีคนถือกระบี่อาญาสิทธิ์ สรุปคือ ของพวกนี้ ขาดไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว นี่เรียกว่าธรรมเนียม
ฮ่องเต้หงจื้อเห็นชัดว่าไม่สนใจอาวุธ กระบี่อาญาสิทธิ์เล่มนี้ เดิมทีก็เอาไว้ประดับบารมี ตอนนี้ ฮ่องเต้หงจื้อถือกระบี่ไว้ในมือ พระองค์ลูบคลำกระบี่ในมือ สายตาเย็นเยียบ ตรัสเรียบๆ ว่า "เจ้าฟางจี้ฟานช่างบังอาจนัก กล้าหมิ่นเบื้องสูง..." พูดพลาง ก็ยื่นกระบี่ไปตรงหน้าฟางจี้ฟาน
ฟางจี้ฟานกลัวจนตัวแข็งทื่อ ไม่กลัวสิแปลก!
นี่ดูเหมือนจะเอาชีวิตกันชัดๆ!
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะมีปฏิกิริยา ก็เห็นฮ่องเต้หงจื้อพลิกกระบี่ขวาง กระบี่เล่มนั้นก็มาขวางอยู่ตรงหน้าฟางจี้ฟาน
ฮ่องเต้หงจื้อตรัสเสียงขรึม "ไร้ชื่อไร้ตำแหน่ง กล้าตีรัชทายาทคือหมิ่นเบื้องสูง คือการล่วงเกิน; เจ้าช่างเลอะเลือนนัก หากครั้งหน้ากล้าตีรัชทายาทโดยไม่มีชื่อมีตำแหน่งอีก เราจะประหารเก้าชั่วโคตร แต่ว่า... ถ้ามีตำแหน่งก็คนละเรื่อง เราพระราชทานกระบี่เล่มนี้ให้เจ้า มีกระบี่เล่มนี้ติดตัว เจอรัชทายาท ก็เหมือนเจอเรามาด้วยตัวเอง เช่นนี้ ก็ไม่ถือว่าผิดธรรมเนียม สั่งสอนรัชทายาทได้อย่างสบายใจ ไม่ถือว่าผิดกฎมณเฑียรบาล รัชทายาทดื้อรั้น เรามอบกระบี่เล่มนี้ให้เจ้า ก็เพื่อยืมความกล้าของเจ้า สั่งสอนเขาแทนเราให้หนัก ห้ามเกรงใจเด็ดขาด ขอแค่ไม่ตีให้ตาย มีกระบี่อาญาสิทธิ์เล่มนี้ติดตัว เราละเว้นโทษให้เจ้า ขุนนางฟาง เรื่องตีรัชทายาท เราฝากไว้ที่เจ้าแล้วนะ"
"..."
(จบแล้ว)