- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 39 - ลูกผู้ชายตัวจริง
บทที่ 39 - ลูกผู้ชายตัวจริง
บทที่ 39 - ลูกผู้ชายตัวจริง
บทที่ 39 - ลูกผู้ชายตัวจริง
ฟางจี้ฟานเตรียมตัวมาพร้อม มองดูสีหน้าตื่นตะลึงของจูโฮ่วเจ้า แล้วหัวเราะหึๆ "ข้าเป็นคนชอบคบเพื่อน คนนิสัยตรงไปตรงมาอย่างรัชทายาท ทองพันชั่งก็ไม่แลก ผู้น้อยเป็นคนรักเพื่อน ไม่เคยเห็นเงินอยู่ในสายตา ดังนั้นน้ำใจเล็กน้อยนี้ รัชทายาทต้องรับไว้ หากรัชทายาทไม่พอใจผู้น้อย จะฆ่าจะแกง ก็ตามสบาย แต่เงินนี้ ต้องรับไว้ ผู้น้อยถึงจะสบายใจ"
ชอบคบเพื่อน...
มีอคติอะไร ก็ตีได้ตามสบาย
แต่มีข้อแม้ว่าต้องรับเงินไว้ก่อน
นี่มันการค้าแบบวิน-วินชัดๆ
จูโฮ่วเจ้าลูบจมูก ได้ยินคำว่าเพื่อน เห็นได้ชัดว่าเขาหวั่นไหว แน่นอน นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ที่สำคัญคือฟางจี้ฟานกระตือรือร้นมาก เขาไม่เพียงเลื่อมใสตนเอง แต่ยังใจป้ำขนาดนี้ คนดีจริงๆ หรือเมื่อก่อนจะมองเขาผิดไป?
พูดพลาง ฟางจี้ฟานก็จะยัดตั๋วเงินใส่มือจูโฮ่วเจ้า อย่างที่ฟางจี้ฟานคาดไว้ จูโฮ่วเจ้าตอนนี้ ยังไม่ได้ปลุกสันดานดิบเถื่อนออกมาเต็มที่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ปล่อยให้ฟางจี้ฟานครองตำแหน่งตัวล้างผลาญอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงหรอก
จูโฮ่วเจ้ากลับดูเขินอาย ไม่กล้ารับ ฟางจี้ฟานพูดอย่างใจกว้าง "รัชทายาท ไม่ต้องเกรงใจ เอาไปใช้ตามสบาย เงินทองดั่งก้อนดิน ลูกเมียเหมือนผลัดผ้า เพื่อนอย่างรัชทายาท ข้าฟางจี้ฟานคบด้วยแน่นอน ถ้ารัชทายาทไม่รับเงินนี้ ก็คือดูถูกข้าฟางจี้ฟาน!"
จูโฮ่วเจ้ามึนงงไปหมด รู้สึกทันทีว่าภาพลักษณ์ของฟางจี้ฟานต่างจากที่จินตนาการไว้ลิบลับ เขาไม่เกรงใจอีกต่อไป รับเงินมายิ้มร่า "ความจริง เปิ่นกงก็เป็นคนรักเพื่อนเหมือนกัน"
ฟางจี้ฟานจับทางจูโฮ่วเจ้าได้ตั้งนานแล้ว เด็กวัยรุ่นแบบนี้ ชอบกระบี่กระบอง ชอบทำสงคราม เป็นเด็กเบียวเต็มขั้น พูดเรื่องรักพวกพ้องให้เขาฟังหน่อย ก็สร้างความสนิทสนมได้ง่าย เขาแกล้งทำเป็นตกใจ "อุ๊ย รัชทายาทก็รักเพื่อนหรือพะยะค่ะ?"
"แน่นอนอยู่แล้ว!" จูโฮ่วเจ้ายืดอก "ลูกผู้ชายอกสามศอก คุณธรรมต้องมาก่อน"
ดูเหมือนจะขยับตัวแรงไปหน่อย จู่ๆ เขาก็ร้องโอ๊ย แผลที่คอแม้จะทายาแล้ว แต่ยังไม่หายดี พอขยับก็เจ็บจนน้ำตาเล็ด
ฟางจี้ฟานกลับยกนิ้วโป้งให้จูโฮ่วเจ้า "รัชทายาท แผลเป็นนี้ เท่มากพะยะค่ะ"
"อะ... อะไรนะ?" จูโฮ่วเจ้าเริ่มฉุน เปิ่นกงไม่เอาความเจ้า เจ้าก็ควรจะพอได้แล้ว ยังจะมาจี้ใจดำ แผลนี้ ก็ฝีมือเจ้าฟางจี้ฟานไม่ใช่เรอะ
ฟางจี้ฟานพูดอย่างจริงจัง "ครั้งก่อนเห็นรัชทายาท แค่รู้สึกว่ารัชทายาทสง่าผ่าเผย แม้มองปราดเดียวจะดูองอาจห้าวหาญ มีราศีผู้มีอำนาจ แต่รัชทายาทเก็บซ่อนบุคลิกไว้ข้างใน จึงดูไม่ชัดเจน แต่วันนี้เห็นรัชทายาท มีแผลเป็นเพิ่มมา ความเป็นชายชาตรีก็เข้มข้นขึ้น มองมาแต่ไกล กลิ่นอายความแข็งแกร่งก็พุ่งเข้าใส่ ผู้น้อยมักได้ยินคนพูดว่า ทหารหาญชายแดนถือแผลเป็นเป็นเกียรติยศ และแผลเป็นของรัชทายาท อยู่ในตำแหน่งพอดิบพอดี นี่คือลูกผู้ชายตัวจริงพะยะค่ะ!"
"หือ? งั้นรึ?" จูโฮ่วเจ้าฟังแล้วปลื้ม "จริงเหรอ? เปิ่นกงตอนนี้ดูห้าวหาญจริงเหรอ?"
แม้จะเจ็บ แต่จูโฮ่วเจ้าก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ลูกผู้ชายจะไม่มีแผลเป็นได้ยังไง เขาอยากจะหาส่องกระจกทองเหลืองดูหน่อย ว่าเป็นอย่างที่ฟางจี้ฟานพูดจริงไหม แต่ก็รู้สึกว่าส่องกระจกมันตุ๊ดไปหน่อย คิดในใจว่า ฟางจี้ฟานคนนี้ ดูเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่น่าจะหลอกเปิ่นกง
ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนซื่อสัตย์ภักดี พูดจาไพเราะเสนาะหู
เขาจึงวางมาดน่าเกรงขาม "เปิ่นกงเป็นลูกผู้ชายอกสามศอกอยู่แล้ว ฟาง... ฟางจี้ฟาน? ไม่ว่าจะพูดยังไง เปิ่นกงยกโทษให้เจ้าแล้ว เปิ่นกงชอบวีรบุรุษผู้กล้า ตอนนี้ดูเจ้า ก็มีความรักพวกพ้องอยู่บ้าง ไป เปิ่นกงจะพาเจ้าไปขี่ม้า"
ขี่ม้า...
ฟางจี้ฟานฟังแล้วชักจะไม่ค่อยอยากไป ในพงศาวดารบอกว่าจูโฮ่วเจ้าชอบขี่ม้าพยศ ตัวเองยังไม่เคยเรียนขี่ม้าเลย ถ้าเอาม้าพยศมาให้ขี่ มีหวังขายหน้าแย่
จึงคิดหาทางปฏิเสธ
จูโฮ่วเจ้ากลับทำตัวสนิทสนม กอดคอฟางจี้ฟาน เดินกลับไปอย่างมีความสุข
หลิวเฉียนที่ยืนรอสมน้ำหน้าอยู่ตรงนั้น เห็นทั้งสองคนคุยกันหัวร่อต่อกระซิกเดินกลับมา หน้าเปลี่ยนสี เป็นไปไม่ได้ รัชทายาทเมื่อวานเพิ่งโดนตีเพราะไอ้แซ่ฟางนี่แท้ๆ ทำไมพริบตาเดียว ถึงได้สนิทกันปานนี้?
เขาตกใจและสงสัย หน้าซีดเผือด ไม่กล้าอยู่ต่อ รีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
จูโฮ่วเจ้าไม่สนใจหลิวเฉียน หันไปสั่งขันทีที่รออยู่ว่า "ไป เตรียมม้าพันธุ์ดีจากตะวันตกของเปิ่นกงมา เปิ่นกงจะขี่ม้ากับพี่ฟาง"
ขันทีและองครักษ์ด้านหลังเดิมทีได้รับคำสั่งไว้แล้ว รอจูโฮ่วเจ้าส่งสัญญาณ ก็จะรุมกระทืบฟางจี้ฟาน ใครจะนึก พริบตาเดียว ฟางจี้ฟานผู้มีความผิดมหันต์กลายเป็นพี่ฟางไปซะแล้ว ต่างพากันมองหน้าเลิ่กลั่ก
มีขันทีหัวหน้าคนหนึ่งพูดว่า "รัชทายาท ตอนนี้ขี่ม้าไม่ได้นะพะยะค่ะ สายแล้ว ถึงเวลาเรียนของอาจารย์หยางแล้ว รัชทายาทต้องไปเรียนที่สำนักจั่วชุนฟาง ไม่อย่างนั้น หากฝ่าบาททรงทราบว่ารัชทายาทเสียการเรียนเพราะขี่ม้า เกรงว่า..."
จูโฮ่วเจ้าถึงนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ยังไม่ได้เรียนหนังสือ ทำหน้าทุกข์ระทม หันไปบอกฟางจี้ฟาน "เจ้ารอก่อน เปิ่นกงไปชั่วยามเดียวเดี๋ยวมา"
พูดจบ ก็พาเหล่าขันทีเดินจากไป
ฟางจี้ฟานถอนหายใจโล่งอก ขี่ม้า? แม่งเอ้ย ม้าขี่ข้าสิไม่ว่า ดูท่าเพื่อความปลอดภัยของชีวิต วันหน้าต้องรีบฝึกขี่ม้าซะแล้ว แต่รัชทายาทองค์นี้ หลอกง่ายจริงๆ
แต่ปัญหาตอนนี้คือ เดี๋ยวถ้ารัชทายาทเลิกเรียน แล้วยังยืนยันจะขี่ม้าล่ะ?
ไม่ได้การ ต้องหาวิธี
จริงสิ... ฟางจี้ฟานนึกอะไรขึ้นได้ รีบถามขันทีคนหนึ่ง แล้วคลำดาบแห่งคุณธรรมประจำตระกูลเดินไปหานายกองร้อยอวี่หลินเว่ยไม่กี่คน
นายกองร้อยพวกนี้รู้ดีว่าวันนี้ท่านนายกองฟางต้องโดนอัดแน่ แต่เห็นฟางจี้ฟานกลับมาครบสามสิบสอง ก็พากันแปลกใจ
ฟางจี้ฟานบุ้ยปาก "พวกเจ้า..."
นายกองร้อยรีบถาม "ท่านนายกองมีอะไรจะสั่งขอรับ?"
ฟางจี้ฟานคิดสักพัก "หาดาบแกะสลักเล็กๆ มา แล้วก็หาไม้มาท่อนหนึ่ง อ้อ แล้วก็หากระดาษมาแผ่นหนึ่งด้วย ให้เวลาหนึ่งก้านธูปต้องเอามาให้ได้"
อย่าว่าแต่ฟางจี้ฟานเป็นนายกองร้อย เป็นเจ้านายของพวกเขา แค่สถานะบุตรชายหนานเหอป๋อและอันธพาลเมืองหลวง ก็พอจะทำให้นายกองร้อยพวกนี้กลัวหัวหดแล้ว พวกเขาไหนเลยจะกล้าชักช้า รีบน้อมรับคำสั่งแล้วรีบไปจัดหามาให้
จนถึงเที่ยงวัน จูโฮ่วเจ้าถึงหาวหวอดๆ เดินออกมาจากสำนักจั่วชุนฟางด้วยท่าทางงัวเงีย วันนี้ฟังอาจารย์หยางสอน เขาหลับไปอีกตื่น พอหาวเสร็จ ก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
เขานึกอะไรขึ้นได้กะทันหัน ถามขันทีคนสนิทข้างกาย "หลิวปั้นปั้น (คำเรียกขันทีคนสนิท)"
หลิวปั้นปั้นผู้นี้ก็คือขันทีคนสนิทของจูโฮ่วเจ้า หลิวจิ่น หลิวจิ่นรีบผงกหัว "บ่าวอยู่นี่พะยะค่ะ"
"พี่ฟางคนนั้นไปไหนแล้ว เปิ่นกงนัดเขาขี่ม้า รีบไปตามเขามา"
หลิวจิ่นรู้สึกอิจฉาตาร้อน ทำไมกลายเป็นพี่ฟางไปแล้ว แต่เขาไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่รีบไปตามฟางจี้ฟาน
รอจนฟางจี้ฟานเดินตามหลิวจิ่นมา จูโฮ่วเจ้าก็ยิ้มกว้าง โบกมือเรียกฟางจี้ฟานอย่างกระตือรือร้น "ไป ขี่ม้ากัน"
ฟางจี้ฟานกลับยิ้มกรุ้มกริ่ม "ขี่ม้าไม่เห็นสนุกเลย"
"อะไรนะ?" จูโฮ่วเจ้าสงสัยว่าตัวเองหูฝาด เมื่อกี้ยังรู้สึกว่าคุยกับฟางจี้ฟานถูกคอ ใครจะนึกว่าฟางจี้ฟานจะบอกว่าขี่ม้าไม่สนุก?
เห็นเพียงฟางจี้ฟานยิ้มเจ้าเล่ห์ "รัชทายาท ผู้น้อยมีของที่สนุกกว่านี้อีก"
"ยังมีอะไรสนุกกว่าขี่ม้าอีก?" จูโฮ่วเจ้าทำท่าไม่เชื่อ
(จบแล้ว)