เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 - ความรู้แจ้งเห็นจริง

บทที่ 35 - ความรู้แจ้งเห็นจริง

บทที่ 35 - ความรู้แจ้งเห็นจริง


บทที่ 35 - ความรู้แจ้งเห็นจริง

ทางนี้วุ่นวายโกลาหล

ฮ่องเต้หงจื้อมายืนอยู่หลังฝูงชนแล้ว พระองค์มองดูฉากตลกนี้ด้วยความตกตะลึง จนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

สำหรับฮ่องเต้หงจื้อ เวลาเหมือนหยุดหมุน

ฮ่องเต้หงจื้อเติบโตมาในตำหนักเหรินโซ่วของไทเฮาโจว เคยเห็นเรื่องราว... เหลวไหลพรรค์นี้ที่ไหน พระองค์ตาค้าง มองดูฟางจี้ฟานและคนที่รายล้อมด้วยความร้อนใจ ราวกับกำลังดูละครตลกเงียบฉากหนึ่ง

ฮ่องเต้หงจื้อโกรธแล้ว

ตวาดเสียงดังลั่น "ฟางจี้ฟาน ไสหัวมานี่!"

ในจวนตระกูลฟางนี้ ยังไม่เคยมีใครกล้าพูดกับฟางจี้ฟานด้วยน้ำเสียงแบบนี้มาก่อน

ฟางจี้ฟานคิดในใจว่าใครบังอาจนัก พอเพ่งมอง คนคนนี้... เอ๊ะ คุ้นๆ นะ...

พอเขาเห็นหลิวเฉียนที่ยืนตัวงออยู่ข้างๆ คนผู้นั้น ฟางจี้ฟานก็นึกออกทันที

ฮ่องเต้...

ฟางจี้ฟานมึนงง ฮ่องเต้ว่างงานขนาดออกจากวังมาเดินเล่นได้ด้วยเหรอ? แถม... ยังแต่งตัวเป็นหมอหลวงอีก?

พอมองหน้าเขียวคล้ำของฮ่องเต้หงจื้อ ฟางจี้ฟานรู้สึกเย็นวาบที่ท้ายทอย...

ชั่วพริบตา ฟางจี้ฟานก็กลับมาเป็นผู้เป็นคน เขาใช้มือข้างหนึ่งจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ลุกขึ้นยืน พูดอย่างคล่องแคล่วว่า "หลีกทางหน่อย ข้าจะไปหาหมอ"

พ่อบ้านหยางดึงแขนเสื้อเขาไว้ทั้งน้ำตา "นายน้อย อย่าหลอกบ่าวเลย หลีกทางแล้ว ท่านก็... ท่านก็จะคิดสั้นแล้ว"

ฟางจี้ฟานร้อนใจ ตะโกนโต้ตอบ "คิดสั้นบ้าบออะไร อย่ามาดูถูกสติปัญญาของข้านะ"

กว่าจะแหวกฝูงชนออกมาได้ ก็รีบเดินไปหยุดตรงหน้าฮ่องเต้หงจื้อ

ฮ่องเต้หงจื้อหน้าเขียวคล้ำ ดวงตาจ้องมองฟางจี้ฟานด้วยความโกรธจัด ดูเข้มงวดเป็นพิเศษ

ฟางจี้ฟานกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง

ฮ่องเต้หงจื้อกลับพูดว่า "ห้องหนังสืออยู่ที่ไหน ข้า... จะรักษาโรคให้เจ้า!"

ฟางจี้ฟานเข้าใจความหมายของฮ่องเต้ทันที

"อ้อ!" ฟางจี้ฟานว่าง่ายผิดปกติ เดินนำทางไปเงียบๆ

ทิ้งให้คนในจวนตระกูลฟางยืนงงเป็นไก่ตาแตก มองดูนายน้อยพา 'หมอหลวง' คนนั้นเดินไปทางห้องหนังสือ ด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

ถึงห้องหนังสือ ฟางจี้ฟานเปิดประตู ฮ่องเต้หงจื้อไพล่มือ เดินหน้าบึ้งเข้าไป

ฟางจี้ฟานยังลังเลอยู่ที่หน้าประตู ในใจครุ่นคิด ฝ่าบาทมาทำไม นอกจากเรื่องไก๋ถู่กุยหลิวคราวก่อน ตนเองก็ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกับพระองค์นี่นา

พอมองหลิวเฉียน ก็คิดอีก หรือว่าขันทีหลิวจะใส่ร้ายข้า?

"เข้ามา!" ฮ่องเต้หงจื้อตะโกนลั่นออกมาจากข้างใน

ฟางจี้ฟานไม่ได้โม้ ในเมืองหลวงแห่งนี้ มีไม่กี่คนที่กล้าตวาดใส่เขาแบบนี้

แต่ถ้าเป็นฮ่องเต้ ฟางจี้ฟานยอม

ฮ่องเต้หงจื้อเป็นฮ่องเต้ที่ดี ข้อนี้ฟางจี้ฟานผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์รู้ดีที่สุด ชาติก่อนตอนอ่านประวัติศาสตร์ ก็ยังนับถือและศรัทธาฮ่องเต้ผู้เมตตาพระองค์นี้

ดังนั้น กับฮ่องเต้องค์นี้ ฟางจี้ฟานไม่มีอารมณ์โมโหเลยสักนิด

ฟางจี้ฟานเดินเข้าห้องหนังสือ เห็นฮ่องเต้หงจื้อนั่งลงบนเก้าอี้หมวกขุนนางแล้ว ยังคงมีสีหน้าท่าทางดุดัน

จูโฮ่วเจ้าที่อยู่ข้างๆ หน้าแดงเปล่งปลั่ง ดวงตาใสแจ๋วหรี่ลงเล็กน้อย ฉายแววมีความหมายลึกซึ้ง

ไอ้แซ่ฟางทำแสบข้าไว้เยอะ หลายวันมานี้จูโฮ่วเจ้าโดนตีไปไม่น้อย

ตอนนี้ดีล่ะ เสด็จพ่อ ในที่สุดท่านก็จะได้รู้เสียทีว่าลูกชายไม่ได้เหลวไหลขนาดนั้น อย่างน้อย ก็ดีกว่าเจ้าฟางจี้ฟานนี่ คนเราน่ะนะ กลัวการเปรียบเทียบที่สุด

"กระหม่อม ฟางจี้ฟาน ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี" ในเมื่อไม่มีคนอื่น ฟางจี้ฟานรีบถวายบังคม

"ฮึ!" ฮ่องเต้หงจื้อแค่นเสียงเย็น ยังไม่หายโกรธ "ตระกูลฟางของเจ้า มีการอบรมสั่งสอนกันแบบนี้รึ?"

ฟางจี้ฟานรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ นี่นับเป็นการโจมตีตัวบุคคลไหมเนี่ย? ด่าข้าก็พอมั้ง ลามปามไปถึงการอบรมสั่งสอน นี่มันด่าพ่อข้าชัดๆ

ฟางจี้ฟานรีบตอบ "กระหม่อม... แค่กลัวหมอพะยะค่ะ"

ฮ่องเต้หงจื้อตวาด "คนเรามีเกิดแก่เจ็บตาย ป่วยก็ต้องรักษา จะปิดบังหมอไม่ยอมรักษาได้อย่างไร? เหลวไหล ไร้สาระ ตระกูลฟางของเจ้า ได้รับพระมหากรุณาธิคุณมาหลายชั่วคน ก็นับเป็นเชื้อพระวงศ์ ทำตัวเหลวไหลแบบนี้ ไม่กลัวคนทั้งหล้าเขาหัวเราะเยาะหรือ?"

"พะยะค่ะ พะยะค่ะ กระหม่อมไม่กล้าแล้วพะยะค่ะ"

ฮ่องเต้หงจื้อไม่ยอมเลิกรา "ไม่กล้าอะไร?"

เอ่อ...

ฟางจี้ฟานตาค้าง ไม่ถูกสิ ไม่กล้าอะไร ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะ แค่ได้ยินเสียงตะโกน คนก็แห่กันมา ร้องห่มร้องไห้ ข้า... ข้าบริสุทธิ์นะ

เห็นฟางจี้ฟานกำลังเค้นสมอง คิดว่าตัวเองทำความผิดอะไรต้องสารภาพบาป

พรืด...

จูโฮ่วเจ้ากลั้นขำไม่อยู่ รีบเอามือปิดปาก พยายามกลั้นหัวเราะสุดชีวิต

ฮ่องเต้หงจื้อก็รู้สึกขำเหมือนกัน แต่พอลองคิดดู เด็กคนนี้ก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับโฮ่วเจ้า ตัวเองจะไปถือสาหาความอะไร ดูจะเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กไปหน่อย

จึงปรับสีหน้าให้อ่อนลงเล็กน้อย "เราได้ยินมาว่า เจ้ารับลูกศิษย์สามคน?"

ฟางจี้ฟานเริ่มร้อนตัว คงไม่ได้สงสัยว่าข้าโกงข้อสอบหรอกนะ "พะยะค่ะ"

สายตาของฮ่องเต้หงจื้อลึกล้ำ แฝงแววค้นหา สายตาลึกล้ำคู่นั้น เหมือนต้องการมองทะลุตัวตนของฟางจี้ฟาน จากนั้น พระองค์ก็ตรัสเรียบๆ ว่า "เราเกิดความสงสัยใคร่รู้ อยากรู้เหลือเกินว่า ครึ่งเดือนมานี้ เจ้าสอนหนังสือสามคนนั้นอย่างไร"

ฟางจี้ฟานโล่งอก ฟังจากน้ำเสียง ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องโกงข้อสอบ เขานึกยินดีในใจ โชคดีที่หัวหน้าผู้คุมสอบครั้งนี้คือหวังเอ๋า ท่านผู้นี้ชื่อเสียงโด่งดังเกินไป ไม่เพียงฮ่องเต้ไว้วางใจ บัณฑิตทั่วหล้าก็นับถือ ไม่มีใครกล้าสงสัยความยุติธรรมของการสอบเซียงซื่อครั้งนี้

แต่พอฝ่าบาทถาม ฟางจี้ฟานก็เริ่มประหม่า จะตอบยังไงดีล่ะ? เขาอึกอักอยู่นาน กว่าจะตอบตะกุกตะกักว่า "ความจริงแล้ว ก็สอนไปเรื่อยเปื่อย สอนโน่นนิด นี่หน่อยพะยะค่ะ"

ฮ่องเต้หงจื้อสีหน้าไม่เปลี่ยน ยังคงนั่งนิ่ง แต่คิ้วขมวดมุ่น พระองค์รู้สึกว่าฟางจี้ฟานกำลังหลอกพระองค์ นี่คือการหลอกลวงเบื้องสูง

อ้อ ซิ่วไฉหัวทึบไม่กี่คน เจ้าสอนเรื่อยเปื่อย ก็เหมาสามอันดับแรกได้ เจ้าเห็นเราเป็นคนโง่หรือ?

หรือเห็นปราชญ์ทั่วหล้า ขุนนางเต็มราชสำนัก เป็นคนโง่กันหมด?

สายตาพระองค์เย็นชาลง ฉายแววอำมหิต สำหรับคนประเภทฟางจี้ฟาน ฮ่องเต้หงจื้อมีวิธีจัดการ จึงตวาดเสียงเข้ม "ฟางจี้ฟาน พูดความจริงมา ไม่อย่างนั้น เราไม่ยกโทษให้แน่!"

ฟางจี้ฟานรู้สึกกดดันอย่างหนัก ดูท่าครั้งนี้ถ้าไม่ให้คำอธิบายที่ฟังขึ้น คงผ่านไปไม่ได้ง่ายๆ แน่

คิดไปคิดมา จึงลองดีเงยหน้ามองฮ่องเต้หงจื้อแวบหนึ่ง ข้างกายฮ่องเต้หงจื้อมีเด็กหนุ่มยืนอยู่ นี่คงเป็นรัชทายาทจูโฮ่วเจ้าสินะ ได้ยินชื่อเสียงมานาน

แต่ตอนนี้จูโฮ่วเจ้าดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นมิตรกับเขานัก เห็นเขาตกที่นั่งลำบาก ดูจะมีความสุข ยืนดูเรื่องสนุกอย่างสบายใจ

"ตีพะยะค่ะ!" ฟางจี้ฟานโพล่งออกมา

"อะไรนะ?" ฮ่องเต้หงจื้อถูกเจ้าคนประหลาดนี่ทำให้โมโหจนแทบบ้า พระองค์ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของฟางจี้ฟาน

ฟางจี้ฟานใจกล้าขึ้นมาแล้ว เปิ่นกงจื่อ (ตัวข้าคุณชาย) เป็นตัวล้างผลาญ เป็นอันธพาลเมืองหลวงที่เลวระยำ ข้อนี้ฮ่องเต้ย่อมรู้อยู่แล้ว ในเมื่อรู้ จะมากลัวหัวหดทำไม

คิดได้ดังนี้ ความกล้าก็มาเต็มเปี่ยม เขาหรี่ตา สีหน้าท่าทางออกรสออกชาติ พูดตรงไปตรงมาว่า "คำเดียวเลย คือตี ไม่ตีไม่ดี ไม่ตีไม่เก่ง สามวันไม่ตี ปีนเกลียวรื้อหลังคา ไม่เรียนหนังสือต้องตี ไม่เชื่อฟังคำสั่ง ก็ต้องตี ขัดหูขัดตาก็ตีให้ตาย ต่อให้ดูเจริญหูเจริญตาก็ต้องตีสักหน่อย เรียกว่าตัดไฟแต่ต้นลม! เขาทำตัวเรียบร้อย ท่านก็ไปตีเขาสักที เขาก็จะเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่มีความคิดชั่วร้ายอีก ตีให้มันขี้แตกขี้แตน จากนั้นก็จะรู้จักรักดี รู้จักขยันหมั่นเพียร ปีหนึ่งตีสักหลายสิบหน ก็กลายเป็นลูกที่ดี ปีหนึ่งตีสักหลายร้อยหน จะเป็นจู่เหริน เจี้ยหยวน จิ้นซื่อ ก็คว้ามาได้ง่ายดาย"

"..."

จูโฮ่วเจ้าหุบยิ้มทันที หน้าเขียวคล้ำ เขาครุ่นคิด เหมือนตระหนักถึงปัญหาร้ายแรงบางอย่าง

ฟางจี้ฟานกวัดแกว่งกำปั้นอย่างเมามัน เส้นเลือดปูดโปน สัญชาตญาณความรุนแรงในตัวเผยออกมาจนหมดเปลือก "กระหม่อมสอนคนเรียนหนังสือ ไม่มีวิธีอื่น ตีให้ตายลูกเดียว กลางวันเอาแส้แขวนต้นไม้ตี กลางคืนจับห้อยขื่อบ้าน ก็ยังตี! ว่างๆ ก็ตีเล่นสักชั่วยามสองชั่วยาม นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ยังช่วยบำบัดบาดแผลทางใจได้ด้วย คนโดนตี ก็จะรู้ว่าต้องขยันเรียน จะผูกผมกับขื่อหรือเอาเข็มแทงขาเพื่อให้ตื่นตัว ก็ไม่ใช่เรื่องยาก จะไม่เก่งก็ให้มันรู้ไป แน่นอน... นี่เป็นความเห็นอันตื้นเขินของกระหม่อม ให้ฝ่าบาทต้องขายหน้าแล้ว!"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 35 - ความรู้แจ้งเห็นจริง

คัดลอกลิงก์แล้ว