- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 34 - เสด็จพระราชดำเนิน
บทที่ 34 - เสด็จพระราชดำเนิน
บทที่ 34 - เสด็จพระราชดำเนิน
บทที่ 34 - เสด็จพระราชดำเนิน
ไม่นานนัก ฮ่องเต้หงจื้อก็เปลี่ยนมาสวมชุดหมอหลวง จากนั้นประทับเกี้ยวเล็กเสด็จออกจากวังทางประตูข้าง มีขันทีไม่กี่คนและองครักษ์หลายสิบคนติดตาม ซึ่งล้วนแต่งกายด้วยชุดสามัญชน
จูโฮ่วเจ้าก็นั่งเกี้ยวเล็กตามหลังมา พอออกจากวัง เขาก็เหมือนนกน้อยหลุดจากกรง ตื่นเต้นดีใจไปเสียทุกอย่าง เลิกม่านเกี้ยวขึ้น ดวงตาใสแจ๋วมองดูทิวทัศน์ริมถนนอย่างอยากรู้อยากเห็น แม้แต่คนเดินถนนธรรมดา จูโฮ่วเจ้าก็ยังจ้องมองอยู่นานด้วยความตื่นเต้น
เมื่อถึงจวนตระกูลฟาง ฮ่องเต้หงจื้อไม่ได้ลงจากเกี้ยวทันที ฮ่องเต้หงจื้อคำนวณเวลาไว้แล้ว ตอนนี้ฟางจิ่งหลงยังเข้าเวรอยู่ คนที่จำพระองค์ได้ น่าจะมีแค่ฟางจี้ฟานคนเดียว นอกนั้นก็คงเป็นผู้ติดตามไร้ชื่อเสียงคนหนึ่ง
หลิวเฉียนรู้พระทัยนายเหนือหัวดี เดินไปหาคนเฝ้าประตูตระกูลฟางแล้วพูดว่า "ฝ่าบาทได้ยินว่าบุตรชายหนานเหอป๋อป่วยเป็นโรคสมอง จึงส่งหมอหลวงมาตรวจอาการเป็นกรณีพิเศษ รีบไปแจ้ง ให้ฟางจี้ฟานมารับ..." เดิมทีเขาจะพูดว่ารับเสด็จ แต่รีบเปลี่ยนคำ "มารับรอง"
คนเฝ้าประตูได้ยินก็พึมพำกับตัวเอง "หมอหลวงมาอีกแล้ว?"
แต่เห็นขันทีผู้นี้หน้าตาบึ้งตึง คนเฝ้าประตูไม่กล้าชักช้า รีบวิ่งเข้าไปรายงาน
ทันใดนั้น ฮ่องเต้หงจื้อก็ได้ยินเสียงที่ไม่ค่อยน่าฟังนัก "แย่แล้ว แย่แล้ว หมอหลวงมา หมอหลวงมาอีกแล้ว..."
"หือ?" ฮ่องเต้หงจื้อชะงัก
แต่คนในจวนตระกูลฟาง กลับแตกตื่นกันยกใหญ่
พ่อบ้านหยางที่กำลังตรวจตราอยู่ลานหน้า สะดุ้งโหยง พริบตาเดียวก็กลายร่างเป็นแม่ทัพผู้ผ่านศึกโชกโชน สั่งการอย่างสุขุม "นายน้อยอยู่ที่ไหน?"
"สวนหลังบ้านขอรับ"
"หวังหู่ ต้านิว รีบไป คุมตัวคนไว้ อย่าให้นายน้อยบาดเจ็บ"
"ขอรับ"
บ่าวรับใช้ร่างกำยำสองคน เนื้อไขมันที่หน้าอกกระเพื่อมไหว วิ่งตะบึงไปทางสวนหลังบ้านอย่างดุร้ายราวกับเสือหิว
พ่อบ้านหยางยังคงไพล่มือ แววตาฉายประกาย "ไปหาคนทำบัญชีหลิว ล็อกห้องบัญชีให้แน่น บอกเขาว่า บัญชีอยู่คนอยู่ เติ้งเจี้ยนล่ะ ไอ้เจ้าเติ้งเจี้ยน... ให้มันตามนายน้อย มันอยู่กับนายน้อยหรือเปล่า?"
"อยู่กับนายน้อยขอรับ"
พ่อบ้านหยางถอนหายใจโล่งอก แบบนี้ค่อยเบาใจหน่อย "ไปเชิญจู่เหรินทั้งสามท่าน พวกเขาเป็นลูกศิษย์นายน้อย ขอให้พวกเขามาช่วย"
พูดจบ เขาก็สั่งเสียงเฉียบขาด "คนอื่นๆ กระจายกำลังเฝ้าจุดต่างๆ เฝ้าให้ดี แมลงวันตัวเดียว ก็ห้ามให้บินขึ้นหลังคา!"
......
ฟางจี้ฟานกำลังนอนเอนหลังอย่างสบายอารมณ์อยู่ใต้ซุ้มองุ่นในสวนหลังบ้าน
เติ้งเจี้ยนยืนค้อมตัวรอคำสั่งอยู่ข้างๆ ส่วนเสี่ยวเซียงเซียง ย่อตัวลงเล็กน้อย แม้จะสวมชุดกระโปรง แต่ร่างกายก็เผยสัดส่วนเว้าโค้งอย่างเป็นธรรมชาติ นางกำหมัดน้อยๆ ทุบขาให้ฟางจี้ฟานเบาๆ
ข้างๆ มีโต๊ะน้ำชา บนโต๊ะมีชาหนึ่งถ้วยส่งควันกรุ่น และผลไม้
ถั่วปากอ้าเม็ดหนึ่งยังไม่ทันแกะเปลือก ก็ถูกฟางจี้ฟานยัดเข้าปาก แล้วเขาก็นอนหงายอย่างมีความสุข จินตนาการว่าสวนหลังบ้านนี้คือชายหาด ส่วนเสี่ยวเซียงเซียง ก็จินตนาการว่าเป็นสาวงามใส่บิกินี่ พอมโนภาพนี้ปรากฏขึ้นในหัว จู่ๆ ก็รู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างสมบูรณ์แบบ
นี่มันความรู้สึกแบบลูกเศรษฐีปัญญาอ่อนชัดๆ แต่ฟางจี้ฟานกลับมีความสุข
ชีวิตอันเน่าเฟะ จะกัดกร่อนปณิธานของข้า อืม... ครั้งหน้าจะไม่ทำอีกแล้ว!
แต่ทันใดนั้น สายตาของฟางจี้ฟานก็พร่ามัว เห็นหวังหู่และต้านิว คนรับใช้ในบ้าน พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว สองคนหายใจฟืดฟาด พ่นลมขาวออกจากจมูกเหมือนวัวกระทิงหนุ่มสองตัว เข้าประกบซ้ายขวา ล้อมกรอบฟางจี้ฟานไว้
ไกลออกไป พ่อบ้านหยางวิ่งเหยาะๆ นำบ่าวไพร่เจ็ดแปดคน วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ตะโกนลั่น "นายน้อย ในวังส่งหมอหลวงมาอีกแล้ว หมอหลวงมาอีกแล้วขอรับ"
มาอีกแล้ว...
ฟางจี้ฟานงงเป็นไก่ตาแตก
แล้วเสี่ยวเซียงเซียงก็หยุดทุบขา เหมือนได้รับคำสั่งมาล่วงหน้า มองฟางจี้ฟานอย่างระแวดระวัง
เติ้งเจี้ยนทำตัวเด็ดขาดมาก บิ๊วอารมณ์อย่างรวดเร็ว ขอบตาแดงก่ำ ร้องโฮออกมาคำหนึ่ง "นายน้อย..." ก้มกราบแทบเท้าฟางจี้ฟาน น้ำมูกน้ำตาไหลพราก...
ฟางจี้ฟานยิ่งงงหนัก... เล่นใหญ่กันซะเวอร์วังขนาดนี้ คนไม่รู้คงนึกว่าฮ่องเต้เสด็จประพาส
พ่อบ้านหยางพาบ่าวไพร่เกือบยี่สิบคนเข้ามาถึง คารวะบ้าง คุกเข่าบ้าง ภายนอกดูน่าสงสาร แต่ตำแหน่งการยืน กลับแฝงกลยุทธ์ทางทหาร ปิดกั้นฟางจี้ฟานไว้ทุกทิศทาง สี่ด้านล้อมกรอบ ไม่มีช่องว่างให้เล็ดลอดแม้แต่นิดเดียว
เอ่อ... ดูเหมือน... จะน่าอายหน่อยๆ นะ
ครั้งก่อนแค่เล่นละครตบตา พวกแกนึกว่าข้าชอบขึ้นหลังคาจริงๆ เรอะ? ข้ากลัวความสูงนะโว้ย
พ่อบ้านหยางที่ทำหน้าเหมือนพ่อตาย คารวะลึก ขอบตาแดงก่ำ "นายน้อย... โปรดรักษาสุขภาพด้วย..."
......
เกี้ยวสองหลัง องครักษ์ทั้งในที่ลับและที่แจ้งหลายสิบคน และขันทีติดตามอีกไม่กี่คน หลังจากให้คนไปแจ้งแล้ว ก็เหมือน... ถูกทิ้งให้รอเก้อ แล้ว... ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ข่าวที่ส่งเข้าไป เหมือนโยนหินลงทะเล
ตอนแรก ฮ่องเต้หงจื้อยังใจลอย ระหว่างรอฟางจี้ฟานมารับ ก็คิดไปพลางว่า ฟางจี้ฟานคนนี้ มีอะไรไม่ธรรมดากันแน่ เขาเป็นคนคมในฝักหรือเปล่า? คนผู้นี้เริ่มจากเสนอนโยบายไก๋ถู่กุยหลิว ต่อมาก็สอนลูกศิษย์จนได้ดีถึงสามคน...
ฮ่องเต้หงจื้อตั้งใจมาขอความรู้ ความสามารถในการสอนลูกศิษย์ของฟางจี้ฟาน ทำให้พระองค์ทึ่งจริงๆ
แต่รอแล้วรอเล่า ผ่านไปสองก้านธูป จวนตระกูลฟางก็ยังเงียบกริบ?
ฮ่องเต้หงจื้อเริ่มหงุดหงิด พระองค์ออกจากวังนานไม่ได้ เดี๋ยวต้องไปพบขุนนาง หารือเรื่องชายแดนตะวันตกเฉียงใต้อีก
พระองค์จึงกระแอมไอ
หลิวเฉียนรีบมาที่หน้าเกี้ยว กระซิบว่า "ฝ่าบาท..."
"ทำไมยังไม่มีความเคลื่อนไหว?" ฮ่องเต้หงจื้อถาม
หลิวเฉียนพูดไม่ออก ครู่หนึ่งจึงตอบว่า "นั่นสิพะยะค่ะ บ่าวก็แปลกใจ เมื่อครู่บ่าวบอกชัดเจนแล้วว่า ฝ่าบาทส่งหมอหลวงมาตรวจอาการฟางจี้ฟาน ถ้าฟางจี้ฟานรู้ความสักนิด ก็ควรรู้ว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น รีบมารับเสด็จแทบไม่ทัน แต่ตระกูลฟางกลับดีแท้ ไม่สนใจไยดี นี่..."
ทนไม่ไหวแล้ว
ฮ่องเต้หงจื้อโกรธจนหนวดกระดิก หลิวเฉียนพูดถูก พระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น พวกเจ้าตระกูลฟางหมายความว่ายังไง ถึงกล้าทิ้งหมอหลวงพระราชทานไว้ข้างนอก ช่างบังอาจนัก
พระองค์หน้าบึ้ง ลงจากเกี้ยว องครักษ์รีบเข้ามาล้อม หลิวเฉียนจะยื่นมือไปประคอง ฮ่องเต้หงจื้อกลับปัดมือเขาออก เดินออกจากเกี้ยว เงยหน้ามองป้ายทองคำจารึกว่า 'จวนหนานเหอป๋อ' หน้าประตูบ้านตระกูลฟาง หน้าขรึม สะบัดแขนเสื้อ "ไป เข้าไป!"
ดังนั้นคนกลุ่มหนึ่งจึงเดินจ้ำอ้าวเข้าประตูจวนตระกูลฟาง
จะว่าไปก็แปลก เดินเข้ามาตลอดทาง กลับไม่เจอคนสักคน ไม่เพียงคนเฝ้าประตูเมื่อครู่หายตัวไป แม้แต่สาวใช้หรือบ่าวไพร่สักคนก็ไม่เห็น ลานหน้าจวน เงียบสงัดราวกับป่าช้า
จูโฮ่วเจ้าเดินตามหลังฮ่องเต้หงจื้อต้อยๆ มองซ้ายมองขวา อดเดาะลิ้นไม่ได้ พึมพำเบาๆ ว่า "ผีหลอกหรือเปล่าเนี่ย"
ฮ่องเต้หงจื้อหันมาถลึงตาใส่ แต่ข้างหู กลับได้ยินเสียงร้องไห้แว่วมา ฮ่องเต้หงจื้อรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง แต่ก็ยังเดินตามเสียงไปอย่างองอาจ
เดินเร็วๆ ไปไม่กี่ก้าว ผ่านซุ้มประตูวงเดือน เสียงนั้นก็ชัดเจนขึ้น
"นายน้อย ท่านอย่าคิดสั้นนะขอรับ พวกเราไม่หาหมอหลวงแล้ว ไม่หาแล้ว คนทั้งจวน ใครบ้างไม่รู้ว่าโรคสมองของนายน้อยหายดีแล้ว นายน้อยตอนนี้ปกติยิ่งกว่าปกติ นายน้อยอย่าคิดสั้นนะขอรับ"
"นายน้อย หมอหลวงถูกพวกเราไล่ตะเพิดไปแล้ว ไม่ฝังเข็มแน่นอน นายน้อยพักผ่อนอยู่ที่นี่เถอะ..."
ฮ่องเต้หงจื้อฟังจนอ้าปากค้าง ยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น องครักษ์รีบเข้ามาล้อมฮ่องเต้หงจื้อเพื่อถวายความปลอดภัย
ฮ่องเต้หงจื้อแหวกวงล้อมออกมา มองตรงไป ก็ต้องหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
เห็นเพียงฟางจี้ฟานนั่งหน้าเหวออยู่บนเก้าอี้เอน รอบกายรายล้อมไปด้วยผู้คนนับสิบ ส่งเสียงเซ็งแซ่ ร้องไห้บ้าง ตะโกนบ้าง คุกเข่าบ้าง หมอบบ้าง
โอวหยางจื้อทั้งสามก็รู้ข่าวมากันแล้ว ร้องไห้มิออกหัวเราะมิได้ ทำหน้าเศร้าสร้อยมาถึงตรงหน้า ไม่พูดพร่ำทำเพลง คารวะอาจารย์ "ท่านเอินฟู่ โปรดรักษาสุขภาพด้วย!"
"ข้า... ข้าไม่ได้บอกว่าจะขึ้นหลังคานะ..." ฟางจี้ฟานตกใจกับสถานการณ์ตรงหน้า
โอวหยางจื้อน้ำตาไหลพราก นี่มันเรื่องอะไรกัน อุตส่าห์ได้เป็นเจี้ยหยวน มีอาจารย์แบบนี้ก็ช่างเถอะ หมอหลวงมาท่านก็จะขึ้นหลังคา ข้าทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ตอนนี้ไม่ใช่แค่จะขึ้นหลังคา ยังเห็นทุกคนเป็นคนโง่หลอกต้มตุ๋นอีก ข้า... ข้า... ข้าตายซะยังดีกว่า
ในใจเขาทั้งเศร้า และกลัวอาจารย์จะคิดสั้น เดี๋ยวเผลอๆ จะเกิดเรื่องไม่ดี จึงพูดอย่างน่าเวทนาว่า "ท่านเอินฟู่ วิญญูชนไม่ยืนใต้กำแพงร้าว บุตรเศรษฐีไม่นั่งใต้ชายคา... ท่านเอินฟู่ อย่าทำเป็นเล่นไปนะขอรับ..."
(จบแล้ว)