- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 14 - ตอบคำถามอย่างไหลลื่น
บทที่ 14 - ตอบคำถามอย่างไหลลื่น
บทที่ 14 - ตอบคำถามอย่างไหลลื่น
บทที่ 14 - ตอบคำถามอย่างไหลลื่น
เห็นได้ชัดว่าคำถามของฮ่องเต้หงจื้อไร้แบบแผนสิ้นดี เมื่อครู่ยังคิดเล็กคิดน้อยเรื่องขายสมบัติบรรพบุรุษอยู่เลย มาตอนนี้กลับเปลี่ยนเรื่องไปถามถึงนโยบายไก๋ถู่กุยหลิวเสียอย่างนั้น
ฟางจี้ฟานตระหนักได้ทันทีว่า การที่ฮ่องเต้เสด็จมาที่นี่ น่าจะเกี่ยวข้องกับนโยบายไก๋ถู่กุยหลิวนี้เป็นแน่
ในใจเขารู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ฮ่องเต้ได้อ่านบทความของเขาแล้ว? ดูท่าทาง... บทความนี้จะถูกพระทัยพระองค์ไม่น้อย
ฟางจี้ฟานจึงทูลตอบว่า "ถูกต้องพะยะค่ะ เป็นคำตอบของกระหม่อมเอง"
ฮ่องเต้หงจื้อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสว่า "แต่หากราชสำนักใช้นโยบายไก๋ถู่กุยหลิว ย่อมต้องกระตุ้นให้พวกถู่ซือทางตะวันตกเฉียงใต้ลุกฮือต่อต้าน ความวุ่นวายครั้งใหญ่คงอยู่ไม่ไกล ดังนั้น แม้นโยบายไก๋ถู่กุยหลิวจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่ก็ยังดูตื้นเขินเกินไป"
นั่นสิ หากราชสำนักเริ่มปฏิรูปดินแดนคืนสู่ศูนย์กลาง ก็เหมือนกับการลดทอนอำนาจเจ้าเมือง พวกถู่ซือจะยอมจำนนง่ายๆ ได้อย่างไร พวกเขาต้องรวมตัวกันก่อกบฏครั้งใหญ่กว่าเดิมแน่
ฟางจี้ฟานทูลว่า "ดังนั้นกระหม่อมจึงเสนออุบาย ให้เริ่มจาก 'หนามยอกเอาหนามบ่ง' ก่อนพะยะค่ะ ราชสำนักสามารถเคลื่อนย้ายครัวเรือนทหารหรือชาวพื้นเมืองแถบหูขวางเข้าสู่ตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อคานอำนาจและแบ่งแยกพวกชนเผ่า นอกจากนี้ ให้ใช้วิธี 'ขยายพระเมตตา' ควบคู่กันไป อย่างไรเสียพวกถู่ซือเหล่านี้ก็จ้องจะก่อกบฏอยู่เนืองๆ อยู่แล้ว ขอเพียงกองทัพปราบกบฏและทหารหมาป่าสามารถยันไว้ได้ชั่วคราว เราก็ใช้นโยบายที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ สำหรับผู้ที่ไม่ยอมสยบ ราชสำนักก็สั่งให้ทหารหมาป่าและกองทัพในพื้นที่เข้าปราบปราม ปลดถู่ซือผู้นั้นออก ส่วนผู้ที่ยอมจำนนโดยดี ก็มอบเบี้ยหวัดรางวัลอย่างงามให้ แม้จะถูกยึดอำนาจ แต่ก็ยังรักษาความมั่งคั่งร่ำรวยไว้ได้"
ฮ่องเต้หงจื้อสีหน้าเรียบเฉย เพียงแต่ไพล่มือยืนฟังอย่างเงียบงัน
ฟางจี้ฟานไม่รู้ว่าตัวเองพูดได้ดีหรือไม่ ปากคอเริ่มแห้งผาก แต่ก็ยังทูลต่อว่า "ความจริงแล้วที่การกบฏเกิดขึ้นบ่อยครั้งในตะวันตกเฉียงใต้ จุดสำคัญที่สุดคือราชสำนักมี 'จุดบอด' ขนาดใหญ่อยู่เรื่องหนึ่งมาโดยตลอดพะยะค่ะ"
คำว่า 'จุดบอด' ทำให้คิ้วของฮ่องเต้หงจื้อกระตุกเล็กน้อย เผยสีหน้าไม่พอพระทัย
หลิวเฉียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ในใจเบิกบานราวกับดอกไม้บาน เจ้าหมอนี่ บังอาจนัก คำว่าจุดบอด แม้จะไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ความหมายโดยรวมก็พอเดาได้ นี่ไม่ได้กำลังตำหนิขุนนางในราชสำนักว่าตาบอดหรอกรึ? หากสืบสาวราวเรื่องลึกซึ้งขึ้นไปอีก ก็เท่ากับว่าฮ่องเต้หูตามืดบอด ไม่สามารถมองเห็นความจริงได้ชัดเจน?
ฟางจี้ฟานค่อยๆ สงบจิตสงบใจลง เมื่อครู่ตอนพูดน้ำเสียงยังตะกุกตะกักอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เริ่ม 'กำเริบเสิบสาน' ขึ้นมาแล้ว "แต่ไหนแต่ไรมาราชสำนักปกครองตะวันตกเฉียงใต้ มักมองถู่ซือ ขุนนางท้องถิ่น และชาวบ้านพื้นเมืองเป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้นเวลาจะปลอบขวัญชาวบ้าน ส่วนใหญ่ก็มักจะปูนบำเหน็จให้ขุนนางท้องถิ่น แต่ในความเป็นจริง แม้ขุนนางท้องถิ่นจะได้รับรางวัลมากมาย แล้วชาวบ้านพื้นเมืองได้ประโยชน์อะไรด้วยเล่า? ชาวบ้านไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากราชสำนัก ผลประโยชน์ทั้งหมดตกไปอยู่ในมือของถู่ซือและขุนนางท้องถิ่น พวกเขาจึงไม่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาท ส่วนพวกถู่ซือและขุนนางท้องถิ่นเหล่านั้น จิตใจใสกระจ่างดั่งคันฉ่อง รู้ดีว่าเหตุที่ราชสำนักปูนบำเหน็จให้ ก็เพราะต้องการเอาใจไม่ให้พวกเขาก่อกบฏ ดังนั้นพวกเขาจึงยิ่งหยิ่งผยอง เพราะพวกเขารู้ดีว่า ยิ่งยั่วยุราชสำนักมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ราชสำนักกังวล และพวกเขาก็จะยิ่งกอบโกยผลประโยชน์ได้มากขึ้นเท่านั้น"
"ราชสำนักปฏิบัติต่อดินแดนตะวันตกเฉียงใต้ ไม่นับว่าไม่ใจกว้าง แต่ชาวบ้านพื้นเมืองไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง แล้วจะซาบซึ้งต่อราชสำนักได้อย่างไร? นโยบายไก๋ถู่กุยหลิวในตอนนี้ โดยเนื้อแท้แล้ว ก็เพื่อจัดการกับพวกถู่ซือและขุนนางท้องถิ่นที่สืบทอดอำนาจเหล่านั้น ในขณะที่ราชสำนักต้องการลดทอนอำนาจของพวกเขา ห้ามมองชาวบ้านพื้นเมืองกับถู่ซือเป็นพวกเดียวกันเด็ดขาด ต้องแยกแยะออกจากกัน ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าถู่ซือและขุนนางท้องถิ่น แต่ต้องหาวิธีนำผลประโยชน์ที่ควรจะเป็นของถู่ซือและขุนนางท้องถิ่น ไปมอบให้แก่ชาวบ้านพื้นเมือง หากในขณะที่ดำเนินการปฏิรูป ราชสำนักเจือจานเสบียงและเงินทองแก่ชาวบ้านที่ยากจน พร้อมกันนั้น สั่งให้กองกำลังในพื้นที่จัดหาเกลือและเหล็กให้ชาวบ้านอย่างเพียงพอ มอบที่ดินให้พวกเขาบุกเบิก คัดเลือกผู้ที่ฉลาดเฉลียวจากชาวบ้านขึ้นมา ตั้งโรงเรียน ให้พวกเขาได้เรียนหนังสือ วันหน้าก็ให้พวกเขาสอบเข้ารับราชการได้ เช่นนี้แล้ว ต่อให้ผลประโยชน์ของถู่ซือและขุนนางท้องถิ่นถูกกระทบ จนอยากจะลุกขึ้นสู้กับราชสำนัก แต่หากชาวบ้านไม่ยอมเข้าร่วมด้วย ลำพังขุนนางท้องถิ่นสามถึงห้าสิบคน จะต้านทานกองทัพสวรรค์ได้หรือพะยะค่ะ?"
"กระหม่อมเห็นว่า ไม่ว่าจะที่ใด ราษฎรในพื้นที่หนึ่ง ย่อมมีร้อยพ่อพันแม่ ความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ห้ามเหมารวมว่าเป็นพวกเดียวกันเด็ดขาด การปกครองดินแดน ต้องใช้วิธีแบ่งแยกแล้วปกครอง จัดการถู่ซือใช้วิธีหนึ่ง จัดการชาวบ้านที่ฉลาดเฉลียวใช้อีกวิธีหนึ่ง จัดการชาวบ้านทั่วไปใช้อีกกลยุทธ์หนึ่ง และสำหรับสตรี คนชรา และเด็กเล็กที่อ่อนแอ ก็ควรมีวิธีการที่มีประสิทธิภาพอีกชุดหนึ่ง มีแต่ทำเช่นนี้ ราชสำนักจึงจะแยกแยะมิตรศัตรูได้ชัดเจน ว่าใครคือคนที่ดึงมาเป็นพวกได้ ใครคือคนที่ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด ขอเพียงราชสำนักทำตามวิธีนี้ ส่งขุนนางที่มีความสามารถไปตะวันตกเฉียงใต้ เป็นแกนนำในการปฏิรูปไก๋ถู่กุยหลิว แล้วให้กองทัพและทหารหมาป่าในพื้นที่ตรึงกำลังตามจุดยุทธศาสตร์ ใช้เวลาสามถึงห้าปี ใช้ขุนนางที่แต่งตั้งจากส่วนกลางไปแทนที่ถู่ซือสืบตระกูล ปัญหานี้ ก็จะได้รับการแก้ไขอย่างถาวรพะยะค่ะ"
ฮ่องเต้หงจื้อทีแรกฟังอย่างไม่ใส่พระทัยนัก
พระองค์สนใจคำว่าไก๋ถู่กุยหลิวนี้มาก เพียงแต่ตอนแรกทรงคิดว่ามันดูเพ้อฝันไปหน่อย แต่ตอนนี้... กลับพบว่าฟางจี้ฟานไม่เพียงพูดได้เป็นฉากๆ แต่ทว่า... กลับมีเหตุผลอย่างยิ่ง
ทำไมพวกถู่ซือถึงปราบไม่หมดสิ้นเสียที? ก็เพราะราชสำนักมองถู่ซือกับคนในเผ่าเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นเวลาปูนบำเหน็จ ก็ให้ถู่ซือ ชาวบ้านอยากมีชีวิตที่ดี ก็ต้องพึ่งพาถู่ซือ ถู่ซือก็เอาเงินทองเสบียงที่ได้จากราชสำนักมาแจกจ่ายชาวบ้าน เพื่อซื้อใจคน และหากถู่ซือคนหนึ่งก่อกบฏ ราชสำนักก็มองว่าทั้งเผ่าเป็นกบฏ ผลก็คือไม่แบ่งแยกดีชั่ว ยกทัพเข้าปราบปราม ผลสุดท้าย ชาวบ้านที่ได้รับผลประโยชน์จากถู่ซือก็ร่วมแรงร่วมใจกับถู่ซือ พอถู่ซือก่อกบฏ ชาวบ้านก็พร้อมจะเป็นตายร้ายดีไปกับถู่ซือด้วย
แบ่งแยกแล้วปกครอง... ฮ่องเต้หงจื้อยิ่งฟัง ก็ยิ่งรู้สึกเข้าท่า แม้ราชสำนักจะเชี่ยวชาญกลยุทธ์แบ่งแยกแล้วปกครอง เช่นการรับมือกับพวกหวาลาหรือตาทาร์ ก็มักจะยุยงให้แต่ละเผ่าสู้รบกันเอง แล้วราชสำนักคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ แต่การแบ่งแยกแล้วปกครองที่ฟางจี้ฟานพูดถึง กลับเป็นการปอกเปลือกชนชั้นต่างๆ ในดินแดนนั้นออกมา แล้วกำหนดวิธีรับมือตามกลุ่มคนที่แตกต่างกัน
ดวงตาของฮ่องเต้หงจื้อเป็นประกาย พระองค์รู้สึกรางๆ ว่า แผนการนี้... เป็นไปได้
จะว่าไปก็น่าแปลก ปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ตก เหล่าขุนนางในราชสำนักจนปัญญา กลับถูกคนพรรค์นี้พูดจนทะลุปรุโปร่ง ฮ่องเต้หงจื้อรู้สึกสะท้านใจอย่างบอกไม่ถูก
พระองค์อดไม่ได้ที่จะมองฟางจี้ฟานอย่างลึกซึ้งด้วยความสงสัย ไอ้หนูคนนี้... ไปเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน? แต่พระองค์ทรงสุขุมหนักแน่นมาแต่ไหนแต่ไร แม้ในใจจะตื่นตะลึง แต่ภายนอกกลับไม่แสดงออก เพียงยิ้มน้อยๆ ตรัสว่า "เราได้ยินมาว่า เจ้าเป็นพวกคุณชายเจ้าสำราญ ไม่มีความรู้ แต่วันนี้ได้พบ กลับรู้สึกว่าข่าวลือเชื่อถือไม่ได้เสียส่วนใหญ่!"
ตอนที่พระองค์ตรัสประโยคนี้ออกมาอย่างเรียบง่าย ฟางจี้ฟานค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอย่างระมัดระวัง แต่กลับพบว่าฮ่องเต้หงจื้อมีสีหน้าเย็นชา
เมื่อครู่ฟางจี้ฟานยังรู้สึกได้ใจ นึกว่าเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของตนมาถึงแล้ว แต่ตอนนี้ ใจเขากลับกระตุกวูบ
ความคิดที่น่ากลัวความคิดหนึ่ง ผุดขึ้นมาในใจ
พฤติกรรมในอดีตของตน คือภาพลักษณ์ของคนเลวระยำตำบอน แต่ละวันนี้ฮ่องเต้ได้มาเห็น กลับพบว่าตนเองรักษามารยาทครบถ้วน ตอบคำถามได้อย่างไหลลื่น นี่มัน...
ไม่ถูกต้อง
คนคนหนึ่งที่เน่าเฟะไปถึงกระดูก จู่ๆ จะเปลี่ยนนิสัยจากหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างไร?
เช่นนั้น... ฮ่องเต้จะคิดอย่างไร? ผลที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ในใจฮ่องเต้ ปักใจเชื่อว่าเขาแกล้งโง่ คนที่ปกติแกล้งโง่แกล้งบ้า แต่ในเวลาสำคัญกลับฉลาดเป็นกรด นี่ไม่เท่ากับบอกฮ่องเต้ว่า เขาฟางจี้ฟานเป็นคนมีแผนลึกล้ำหรอกหรือ?
ฮ่องเต้คนไหน ก็ย่อมไม่ต้องการให้คนเบื้องล่างมีแผนลึกล้ำเกินไป จิตใจซับซ้อนเกินไป จนแม้แต่ฮ่องเต้ยังคาดเดาไม่ได้ แล้วจะวางใจได้ลงคอหรือ? ดังนั้น...
ฟางจี้ฟานเข้าใจแล้ว การที่ตนเองแสดงออกดีเกินไปเมื่อครู่ เท่ากับกำลังหาที่ตาย
คิดได้ดังนี้ ฟางจี้ฟานก็เหงื่อแตกพลั่ก แทบอยากจะทุบอกชกตัวตาย
นี่หมายความว่า ถ้าข้าไม่เป็นตัวล้างผลาญ ก็จะถูกมองว่าเป็นนักวางแผนและผู้มักใหญ่ใฝ่สูงสินะ?
ว่ากันตามนี้ ข้าฟางจี้ฟานจำเป็นต้องเป็นตัวล้างผลาญสวะสังคมเท่านั้นสิ!
(จบแล้ว)