- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 13 - เสด็จประพาสนอกวัง
บทที่ 13 - เสด็จประพาสนอกวัง
บทที่ 13 - เสด็จประพาสนอกวัง
บทที่ 13 - เสด็จประพาสนอกวัง
ฮ่องเต้หงจื้อตีหน้ายักษ์ สายตาเหลือบไปเห็นบทความฉบับนั้น แววตาก็เริ่มลึกล้ำขึ้นมาอีกครั้ง
ไก๋ถู่กุยหลิว...
นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ! เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่ง จะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลขนาดนี้เชียวหรือ? อีกอย่าง ในโลกนี้ยังมีคนชั่วช้าสารเลวแบบนั้นอยู่จริงหรือ?
พระองค์หรี่ตาลงเล็กน้อย ในรอยแยกของดวงตา ฉายแววเคลือบแคลงสงสัย
ผ่านไปครู่ใหญ่ ฮ่องเต้หงจื้อจู่ๆ ก็ตรัสว่า "เตรียมขบวน เราจะไปตลาดตะวันออก แต่ว่า... หากจะทำให้ชาวบ้านตื่นตกใจ เราคงไม่สบายใจ ออกไปแบบปลอมตัวเถอะ คัดเลือกคนสักหลายสิบคนคอยคุ้มกันอยู่ห่างๆ ก็พอ เราอยากจะเห็นนัก ว่าเจ้าฟางจี้ฟานนี้ เป็นผู้วิเศษมาจากไหน!"
หลิวเฉียนตกใจจนกรามแทบค้าง ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ไม่ใช่กษัตริย์ประเภทชอบออกจากวังไปตรวจตรา หนึ่งคือไม่อยากรบกวนชาวบ้าน สองคืองานราชการรัดตัว ไม่มีเวลาปลีกตัว
แต่นึกไม่ถึงว่า วันนี้เพื่อฟางจี้ฟานคนเดียว ฝ่าบาทถึงกับจะเสด็จออกจากวัง
แต่ทันใดนั้น ในใจหลิวเฉียนกลับแอบดีใจ สันดานของฟางจี้ฟาน เขาจะไม่รู้ได้ยังไง ฝ่าบาทแค่ได้ยินวีรกรรมก็กริ้วแล้ว หากได้เห็นกับตา คงแทบอยากจะประหารมันทิ้งคาที่แน่ๆ?
เขาจึงรีบทูล "บ่าวจะไปจัดการเดี๋ยวนี้พะยะค่ะ"
จูโฮ่วเจ้าที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ ก้มหน้าก้มตาอยู่ คิ้วพลันกระตุก "ขอเสด็จพ่ออนุญาตให้ลูกติดตามไปด้วยพะยะค่ะ"
......
ฟางจี้ฟานตั้งแผงลอยอยู่ที่ตลาดตะวันออก ข้างบนมีตัวอย่างไม้อูมู่วางอยู่หนึ่งท่อน ด้านหลังปักธงผืนหนึ่ง เขียนว่า 'ไม้อูมู่ชั้นดี ราคาหนึ่งร้อยตำลึง'
ร้อยตำลึงย่อมเป็นเงิน และไม้อูมู่มักจะขายกันเป็นท่อน นั่นหมายความว่า เจ้านี่ ไม้อูมู่ท่อนเดียว กล้าขายถึงหนึ่งร้อยตำลึงเงิน
ไม้อูมู่แม้จะแพง แต่ราคาตลาดตอนนี้ ก็แค่อสิบสามสิบสี่ตำลึงเท่านั้น คนผ่านไปผ่านมาทีแรกก็รู้สึกแปลกใหม่ ตอนแรกนึกว่าฟางจี้ฟานกับเติ้งเจี้ยนที่นั่งยองๆ อยู่มุมกำแพงมาเล่นปาหี่หรือขายศิลปะ พวกชอบมุงก็เข้ามามุงดู ชี้ไม้ชี้มือ แน่นอนว่าต้องหัวเราะเยาะ
ไม้อูมู่ขายแบบนี้ ที่ไหนจะขายออก บ้าไปแล้ว
ส่วนฟางจี้ฟาน นั่งขัดสมาธิ ตามองจมูก จมูกมองใจ มาในมาดคนขายไม้สายธรรมะ
แต่ไม่รู้ว่าในฝูงชน ใครพูดเสียงเบาๆ ว่า "นี่มันคุณชายจวนหนานเหอป๋อ ฟางจี้ฟาน... นายน้อยฟางไม่ใช่รึ..."
สิ้นคำนี้ แผงลอยที่เมื่อครู่ยังคึกคัก จู่ๆ ก็เหมือนโดนลมพายุพัดใบไม้ร่วง ฝูงชนแตกฮือหายวับไปในพริบตา
นายน้อยตระกูลฟางชื่อเหม็นโฉ่ ถึงขั้นมีอานุภาพทำให้ตลาดร้าง หยุดเสียงร้องเด็กทารกได้
เติ้งเจี้ยนเป็นหวัด สูดน้ำมูก ถุยน้ำลายลงมุมกำแพง เห็นถนนสายนี้ไร้ผู้คนในชั่วพริบตา กำลังจะอ้าปากพูดอะไรกับฟางจี้ฟาน
ฟางจี้ฟานกลับถลึงตาใส่ มองรอยคราบที่มุมกำแพงด้วยความรังเกียจ พูดอย่างปวดใจว่า "ต้องมีอารยธรรมสิวะ มารดามันเถอะ ไอ้ชาติหมา ดูหน้าตาเอ็งสิอัปลักษณ์ขนาดนี้ ยังจะทำตัวไม่มีอารยธรรม ไร้จรรยาบรรณ ตอนนี้เป็นไง คนหนีหมดแล้ว!"
"โอ้" เติ้งเจี้ยนก็ดีตรงนี้ ไม่เคยเถียงฟางจี้ฟาน ตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ ยิ้มประจบว่า "บ่าวสมควรตาย แต่นายน้อยขอรับ ทุกคนต่างคิดว่าบ่าวไม่ได้อัปลักษณ์ แค่เตี้ยไปหน่อย ผิวหยาบไปนิดเท่านั้นเอง"
ฟางจี้ฟานทอดถอนใจในใจ ตนเองชักจะเหมือนไอ้ตัวล้างผลาญนั่นเข้าไปทุกที จึงหยิบพัดเซียงเฟยออกมาโดยสัญชาตญาณ โบกพัดเบาๆ มองดูถนนที่เงียบเหงา จู่ๆ ก็รู้สึกท้อแท้และเสียดายเวลา แบกรับชื่อเสียตัวล้างผลาญ ดูเหมือนชาตินี้ คงยากจะมีวันที่ได้เงยหน้าอ้าปาก วันหน้าจะกระทบต่อการหาเมียไหมนะ?
นี่... ดูท่าจะเป็นเรื่องน่าปวดหัวจริงๆ
เวลานี้ เขาก็นึกถึงผลการสอบคัดเลือก ไม่รู้ว่าจะประกาศเมื่อไหร่ บทความที่ตัวเองเขียน จะล้ำสมัยเกินไปไหม ต้องรู้ก่อนว่าไก๋ถู่กุยหลิว เป็นเรื่องสมัยแมนจู และได้ผลดีเยี่ยม หลังจากไก๋ถู่กุยหลิว บรรดาถู่ซือก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ ตะวันตกเฉียงใต้ก็สงบสุขอย่างแท้จริง
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนตรวจข้อสอบจะตาถึงนี่นา
ส่วนไม้อูมู่นี้ ดูท่าจะลูกผีลูกคนแล้ว เขาจำได้แม่นว่าใน 'บันทึกทงโจว' มีบันทึกเรื่องเรือล่มครั้งใหญ่ หรือว่าจะไม่ล่มแล้ว หากเป็นเช่นนั้น... ฟางจี้ฟานสันหลังวาบ นี่มันพาพ่อซวยของจริงเลยนะเนี่ย
พ่อที่น่าสงสาร...
"นายน้อย ดูสิ มีคนมาแล้ว" เติ้งเจี้ยนตื่นเต้นจนตัวสั่น ชี้ไปที่มุมถนน
ฟางจี้ฟานมองไกลออกไป เห็นคนกลุ่มหนึ่งห้อมล้อมชายคนหนึ่งเดินมาอย่างช้าๆ ราวกับดาวล้อมเดือน ข้างกายคนผู้นั้น ยังมีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เด็กหนุ่มท่าทางสงบเสงี่ยมเจียมตัว ดูปราดเดียวก็รู้ว่าโดนพ่อตีมาไม่น้อย ส่วนชายวัยกลางคนผู้นั้น กลับดึงดูดสายตาเป็นพิเศษ แม้จะสวมเพียงชุดคอกลมผ้าไหม ร่างกายดูผอมบาง แต่ท่วงท่าการมอง กลับมีความรู้สึกพิเศษบางอย่าง ทั้งดูเป็นกันเอง แต่ก็ดูน่าเกรงขาม
ผู้มาเยือนคือฮ่องเต้หงจื้อและจูโฮ่วเจ้า จูโฮ่วเจ้ากำลังบ่นพึมพำ "ไหนบอกว่าตลาดตะวันออกคึกคักไง? ทำไมดูแล้ว เงียบเหงายิ่งกว่าสำนักจั้นซื่ออีก"
หลิวเฉียนคอยปรนนิบัติอย่างระวัง รีบกระซิบว่า "องค์ชาย ในตลาดหากมีเสือโผล่มาสักตัว ก็คงจะ... ก็คงจะ... ฮึๆ..."
ฮ่องเต้หงจื้อได้ยินชัดเจน ขณะเดินทอดน่อง ความโกรธเกรี้ยวระหว่างคิ้วกลับยิ่งเพิ่มพูน อดแค่นเสียงเย็นชาไม่ได้
ข่มเหงชาวบ้าน รบกวนชาวบ้าน เป็นสิ่งที่ฮ่องเต้หงจื้อไม่อาจยอมรับได้
พอเดินเข้ามาใกล้ ฟางจี้ฟานมองเห็นคนกลุ่มนี้ชัดเจน ด้านหลังคนผู้นั้นมีองครักษ์ติดตามมาหลายคน แต่ละคนดูดุดันแข็งแกร่ง แต่สุดท้าย สายตาของฟางจี้ฟานชะงัก จ้องไปที่หลิวเฉียน
ไอ้ขันทีบ้านีนี่อีกแล้ว
แต่เขาพบว่าหลิวเฉียนผู้นี้เดินตามหลังชายวัยกลางคนต้อยๆ สีหน้าท่าทางแสดงความเคารพยำเกรง หัวใจของฟางจี้ฟานกระตุกวูบ คนคนนี้...
ฟางจี้ฟานไม่ใช่คนตาบอด เขาตกใจที่คนคนนี้มีหนวด ขันทีคนหนึ่ง ทำท่าทางนอบน้อมต่อคนมีหนวดคนหนึ่ง เช่นนั้นคนคนนี้... คือใคร?
ฟางจี้ฟานไม่ลังเล รีบลุกขึ้น คารวะอย่างไม่รีรอ "กระหม่อมฟางจี้ฟาน ถวายบังคมฝ่าบาท"
ฝ่าบาท...
เติ้งเจี้ยนอึ้งไปวูบหนึ่ง ก่อนจะตกใจจนเข่าอ่อน ขายไม้อูมู่ที่ตลาดตะวันออก ก็เจอฝ่าบาทได้ด้วย?
ฮ่องเต้หงจื้อถึงกับตะลึง นึกไม่ถึงว่าฐานะของตน จะถูกคนมองออกในพริบตา
กลับเป็นหลิวเฉียนที่หลบอยู่หลังฮ่องเต้หงจื้อ จ้องมองฟางจี้ฟานด้วยสายตาอำมหิตตลอดเวลา
ฮ่องเต้หงจื้อตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว มองสำรวจฟางจี้ฟาน ความประทับใจที่คนคนนี้มีให้ ความจริงไม่ได้เลวร้ายนัก ถึงขั้นทำให้เขารู้สึกว่าดูเป็นบัณฑิตผู้สุภาพเรียบร้อยด้วยซ้ำ
พระองค์ไพล่มือไว้ข้างหลัง ทำท่าทางน่าค้นหา เดินวนไปมาที่แผงของฟางจี้ฟานไม่กี่ก้าว ถึงค่อยหยุดฝีเท้าหันกลับมามอง "เจ้าคือฟางจี้ฟาน?"
น้ำเสียงดูเกียจคร้าน แต่ในใจฟางจี้ฟานกลับตึงเครียดถึงขีดสุด!
นี่คือฮ่องเต้นะ แม่งเอ้ย คือฮ่องเต้ แถมยังตัวเป็นๆ
ฮ่องเต้ผู้เปล่งประกายสีทองอร่ามอยู่ตรงหน้า สิ่งที่เรียกว่าอยู่ใกล้กษัตริย์เหมือนอยู่ใกล้เสือ ความคิดเพียงวูบเดียวของฮ่องเต้ อาจตัดสินความเป็นความตายเกียรติยศและความอัปยศของเขาได้
เวลานี้... ยังจะแกล้งบ้าอีกเหรอ?
ฟางจี้ฟานรักษามารยาท เขาเงยหน้า กลับพบว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจ้องมองเขาเขม็ง ดวงตาคู่นั้นว่องไว ราวกับกำลังดู... เอิ่ม... ลิง
นี่มันน่าอึดอัดชะมัด
"กระหม่อมคือฟางจี้ฟานพะยะค่ะ"
ฮ่องเต้หงจื้อเพียงพยักหน้าเบาๆ สำรวจฟางจี้ฟานอีกครั้ง "เราได้ยินว่า เจ้าขายสมบัติบรรพบุรุษ จริงหรือไม่?"
ฟางจี้ฟานรู้สึกกดดันมาก ฮ่องเต้ที่ดูผอมแห้งผู้นี้ กลับสร้างแรงกดดันมหาศาล คำถามที่ดูเหมือนถามส่งๆ นี้ ดูเหมือนจะซ่อนเร้นอำนาจสวรรค์ที่ยากจะคาดเดา "จริงพะยะค่ะ"
"ทำไม?" สายตาของฮ่องเต้หงจื้อตกอยู่ที่ธง 'ราคาหนึ่งร้อยตำลึง' แววตาฉายแววเย็นชา
ฟางจี้ฟานคิดสักพัก "งงๆ เบลอๆ ก็เลยขายไปพะยะค่ะ"
ตอบได้แค่นี้แหละ จะให้บอกว่าขายสมบัติบรรพบุรุษเพื่อซื้อไม้อูมู่ ซื้อไม้อูมู่เพราะรู้ว่ากองเรือไม้อูมู่จะล่มงั้นรึ
จูโฮ่วเจ้าที่อยู่ข้างๆ หลุดขำออกมาเกือบจะกลั้นไม่อยู่
หลิวเฉียนยิ่งแอบดีใจ อยากให้ฟางจี้ฟานพูดจาเลอะเลือนต่อไปจะดีที่สุด
ฮ่องเต้หงจื้อทำท่าครุ่นคิด แต่จู่ๆ ก็ตรัสถามว่า "ไก๋ถู่กุยหลิว นี่เป็นคำตอบของเจ้า ใช่ไหม?"
(จบแล้ว)