- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 12 - ตัวแสบก่อเรื่องอีกแล้ว
บทที่ 12 - ตัวแสบก่อเรื่องอีกแล้ว
บทที่ 12 - ตัวแสบก่อเรื่องอีกแล้ว
บทที่ 12 - ตัวแสบก่อเรื่องอีกแล้ว
ฮ่องเต้หงจื้อสั่งให้คนแจกจ่ายข้อสอบหลายสิบฉบับที่กององครักษ์ส่งขึ้นมา บนโต๊ะทรงงานของพระองค์ก็มีอยู่หลายฉบับ จูโฮ่วเจ้าพอได้ยินว่าเป็นข้อสอบนโยบาย แถมยังเกี่ยวกับเรื่องชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ ก็ดูจะสนใจขึ้นมา จึงมองเสด็จพ่อตาละห้อย
น่าเสียดายที่ฮ่องเต้หงจื้อไม่สนใจเขา ตั้งอกตั้งใจหยิบข้อสอบบนโต๊ะมาฉบับหนึ่ง อ่านผ่านๆ ครู่ใหญ่ถึงเอ่ยเรียบๆ ว่า "ใช้ได้ พวกท่านลองอ่านดู"
พูดจบก็ส่งให้ขันทีน้อยข้างกาย ขันทีน้อยจึงส่งต่อให้เหล่าขุนนางเวียนกันอ่าน
หลิวเจี้ยนก้มหน้าอ่านครู่เดียว ก็รู้แจ้งแก่ใจ คำว่าใช้ได้ของฝ่าบาท ก็คือ 'ใช้ได้' เท่านั้นจริงๆ ในบทความที่ว่าใช้ได้นี้ ลายมือพอกล้อมแกล้ม ส่วนคำตอบ ก็บรรยายว่าจะใช้กำลังทหารกับตะวันตกเฉียงใต้อย่างไร ก็พอจะจับใจความได้บ้าง
แน่นอน... สำหรับลูกหลานขุนนาง ตอบได้ขนาดนี้ ก็ไม่มีอะไรให้ติแล้ว
จากนั้นฮ่องเต้หงจื้อก็อ่านต่ออีกหลายฉบับ บ้างก็พยักหน้า แต่บางครั้งก็วิจารณ์สั้นๆ อย่างขอไปทีว่า "ฉบับนี้ก็พอใช้"
พระองค์ยิ้มเยาะตัวเอง แม้ปากจะบอกว่าพอใช้ แต่คิ้วกลับเริ่มขมวดมุ่น ลึกๆ ในแววตาฉายแววผิดหวัง
ทันใดนั้น พระองค์ก็ยิ้มขื่นโดยไม่รู้ตัว เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองช่างเลอะเลือน ช่วงนี้ครุ่นคิดเรื่องตะวันตกเฉียงใต้ทั้งวันทั้งคืน พระองค์เป็นฮ่องเต้ที่มีความรับผิดชอบสูง เพราะการกบฏเรื้อรังทางตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้พระทัยร้อนรุ่ม นึกไม่ถึงว่าเพราะความหมกมุ่นนี้ ด้วยความร้อนใจ ถึงกับเอาความหวังไปฝากไว้กับเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่ง
คิดได้ดังนี้ ฮ่องเต้หงจื้อก็หัวเราะหึๆ รู้ตัวว่าคาดหวังเกินไป จึงไม่หวังอะไรอีก
ฮ่องเต้หงจื้อจึงตรัสว่า "อ่านบทความมาตั้งเยอะ พวกท่านคงเหนื่อยแล้ว กระมัง ทูลลากันได้แล้ว"
หลิวเจี้ยนและคนอื่นๆ จึงลุกขึ้นคารวะ พวกเขาหมดความสนใจในบทความของลูกหลานขุนนางพวกนี้ไปนานแล้ว ในสายตาพวกเขา หลายคนยังเทียบไม่ได้กับถงเซิง (ผู้สอบผ่านระดับต้น) ด้วยซ้ำ การต้องมาอ่านบทความจืดชืดไร้รสชาติแบบนี้ เป็นความทรมานอย่างหนึ่ง จึงพากันถอยออกจากตำหนักอุ่นไปอย่างเงียบเชียบ
ฮ่องเต้หงจื้อก็เริ่มเพลีย โบกมือจะปัดบทความฉบับสุดท้ายที่เหลืออยู่ไปไว้ข้างๆ ให้ขันทีเก็บกวาด แต่จังหวะที่สายตากวาดผ่าน ทันใดนั้น ตัวอักษรบรรทัดหนึ่งก็กระแทกตาเข้าอย่างจัง — ไก๋ถู่กุยหลิว!
คำคำนี้ ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็นมาก่อน พระองค์เกิดความสนใจขึ้นมาทันที จึงค่อยๆ หยิบบทความนั้นขึ้นมา หรี่ตาลง ดวงตาที่มีเส้นเลือดฝอยขึ้นแดงก่ำกวาดมอง พบว่าในบทความนี้ แบ่งเป็นสามกลยุทธ์ 'หนามยอกเอาหนามบ่ง' 'การขยายพระเมตตา' และ 'ไก๋ถู่กุยหลิว'
นโยบายขยายพระเมตตานั้นเข้าใจง่ายที่สุด ปัญหาของตะวันตกเฉียงใต้อยู่ที่คนพื้นเมืองไม่ยอมสวามิภักดิ์ ราชสำนักจึงตั้งเขตปกครองพิเศษ แต่งตั้งถู่ซือ (หัวหน้าเผ่า) สืบทอดตำแหน่งมากมายในตะวันตกเฉียงใต้ ถู่ซือเหล่านี้อยู่ไกลปืนเที่ยง ย่อมกลายเป็นฮ่องเต้ท้องถิ่น การกบฏมากมาย ไม่เกิดจากการกดขี่ของถู่ซือ ก็เกิดจากถู่ซือเป็นแกนนำ
หากใช้วิธีขยายพระเมตตา ก็สามารถลดทอนอำนาจของถู่ซือสืบทอดตำแหน่งเหล่านี้ได้จริง ทำให้พวกเขาไม่กล้ากำเริบเสิบสาน
ส่วนหนามยอกเอาหนามบ่งนี้ ความจริงไม่ใช่เรื่องใหม่ ตั้งแต่สมัยฮ่องเต้อิงจง ก็มีแนวคิดหนามยอกเอาหนามบ่งแล้ว ราชสำนักระดมชาวจ้วงและชาวถู่เจียจากเซียงซีและพื้นที่อื่นๆ ส่งเข้าไปในกวางสี สั่งให้พวกเขาปราบปรามกบฏคนเถื่อนในท้องถิ่น ส่วนรางวัล ก็คือที่ดินและเสบียงของชนเผ่าที่ก่อกบฏ ดังนั้น คนเหล่านี้จึงถูกเรียกว่า 'ทหารหมาป่า' ทหารหมาป่าเพื่อจะได้ที่ดินและเสบียง ย่อมรบพุ่งอย่างกล้าหาญ บวกกับพวกเขาไม่ใช่คนพื้นเมือง ต่อให้ได้ที่ดิน ได้ทำนา แต่ก็ต้องระวังคนเถื่อนกลุ่มอื่น ดังนั้นพวกเขาจึงจงรักภักดีต่อราชสำนักอย่างมาก รู้ดีว่าต้องร่วมมือกับทหารทางการเท่านั้น ถึงจะรักษาที่ทำกินของตนไว้ได้
แต่ไอ้เจ้า ไก๋ถู่กุยหลิว (ปฏิรูปดินแดนคืนสู่ศูนย์กลาง) นี่สิ...
บทความมากมาย ล้วนบรรยายว่าจะปราบกบฏอย่างไร จะเดินทัพอย่างไร จะปลอบขวัญอย่างไร แต่ไม่มีใครจี้ถูกจุดสำคัญเลยสักคน
แต่บทความนี้ อาศัยแค่สี่คำ 'ไก๋ถู่กุยหลิว' ก็เหมือนปลุกให้ฮ่องเต้หงจื้อตื่นจากภวังค์ ฮ่องเต้หงจื้อตื่นเต้นจนตบโต๊ะดังฉาด "ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม ฮ่าๆ..."
บทความนี้มีการปิดชื่อไว้ ฮ่องเต้หงจื้อรีบฉีกกระดาษปิดชื่อออกอย่างตื่นเต้น ชื่อหนึ่งปรากฏแก่สายตา — ฟางจี้ฟาน...
ชื่อนี้ คุ้นๆ อยู่นะ... คนคนนี้ดูเหมือนจะเป็น... ดูเหมือนจะเป็น...
พลันสีหน้าของฮ่องเต้หงจื้อก็ดูไม่เป็นธรรมชาติ พระองค์วางบทความไว้ข้างๆ ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย "รินชา"
ด้านนอกมีขันทีน้อยจากสำนักตูจือเจียนรออยู่นานแล้ว พอได้ยินเสียงเรียก ก็รีบย่องเข้ามา โค้งตัวถวายน้ำชาร้อนๆ
คนผู้นี้ก็คือขันทีน้อยที่มัดตัวฟางจี้ฟานเมื่อคราวก่อนนั่นเอง อย่าเห็นว่าอยู่นอกวังเขาทำตัวกร่างวางก้าม แต่ต่อหน้าฮ่องเต้หงจื้อ กลับเหมือนนกคุ่มโดนตอน
ขันทีน้อยโค้งตัว พูดอย่างนอบน้อมที่สุด "ฝ่าบาท เชิญเสวยน้ำชาพะยะค่ะ"
ฮ่องเต้หงจื้อพยักหน้า หยิบถ้วยชาขึ้นจิบ หางตาเหลือบเห็นจูโฮ่วเจ้ายังนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ แต่ตอนนี้ใจของพระองค์จดจ่ออยู่กับสี่คำ 'ไก๋ถู่กุยหลิว' จึงถามด้วยความสงสัย "ฟางจี้ฟาน... คนคนนี้เจ้าเคยได้ยินไหม?"
ขันทีน้อยผู้นั้นติดตามปรนนิบัติฮ่องเต้หงจื้อมาตลอด หลายวันมานี้ ได้ยินชื่อฟางจี้ฟานจากพระโอษฐ์ถึงสามครั้งแล้ว ครั้งแรก คือไอ้หมอนี่ดันขายที่นาบรรพบุรุษ ทำเอาฮ่องเต้หงจื้อโกรธแทบตาย ครั้งที่สอง เกี่ยวข้องกับการสอบคัดเลือก ฮ่องเต้หงจื้อดูเหมือนจะสงสารหนานเหอป๋อ คิดไปคิดมา ในเมื่อหนานเหอป๋อสอนลูกไม่ได้ งั้นก็มัดไอ้ลูกไม่รักดีตระกูลฟางไปสอบคัดเลือกซะ สอบเสร็จแล้วค่อยโยนไอ้หมอนี่ไปไว้ในกององครักษ์สักกอง หาคนโหดๆ มาดัดสันดาน สองครั้งแรกล้วนไม่มีความประทับใจดีๆ ครั้งนี้ไม่รู้ทำไมถึงเอ่ยถึงอีก
แต่คิดดูแล้ว ฝ่าบาทต้องเกลียดชังคนคนนี้เข้ากระดูกดำแน่ๆ...
ขันทีน้อยผู้นี้ชื่อหลิวเฉียน เกลียดฟางจี้ฟานเข้าไส้มานานแล้ว แต่เขาเป็นคนระมัดระวังตัวมาก ไม่กล้าพูดร้ายสองพ่อลูกหนานเหอป๋อสุ่มสี่สุ่มห้า ต้องรอจังหวะที่เหมาะสม ถึงจะกล้าซ้ำเติมอย่างแนบเนียน
และตอนนี้... โอกาสมาถึงแล้ว
ขันทีน้อยรีบทูลว่า "ฝ่าบาทลืมไปแล้วหรือพะยะค่ะ นี่ก็คือคุณชายเจ้าสำราญที่ขายสมบัติบรรพบุรุษคนนั้น บ่าวอยู่นอกวัง ก็ได้ยินเสียงนินทาหนาหู บอกว่าเขาไม่ร่ำเรียนวิชา วันๆ ทำตัวเหลวไหล ถึงขั้น... ยังได้ยินว่าเขานินทาว่าร้ายเบื้องสูงด้วยพะยะค่ะ คนคนนี้อวดดีนัก ไม่เห็นใครในสายตา มักพูดว่าต่อให้... เง็กเซียนฮ่องเต้มาอยู่ตรงหน้า เขา..." หลิวเฉียนพูดถึงตรงนี้ ก็หยุดเงียบไปอย่างรู้ร
คำพูดนี้ช่างร้ายกาจนัก เง็กเซียนฮ่องเต้คือใคร ก็คือฮ่องเต้มิใช่หรือ เขาฟางจี้ฟานเอะอะก็อ้างเง็กเซียนฮ่องเต้ นี่มันกบฏชัดๆ!
ขอเพียงไปกระตุกหนวดมังกรของฝ่าบาท เพียงชั่ววูบเดียว ก็อาจตายไร้ที่กลบฝัง
เวลานี้ ขันทีน้อยก็พูดต่อ "แน่นอนว่า บ่าวก็แค่ฟังเขาเล่ามา... ฮึๆ..."
นี่เป็นการเผื่อทางรอดให้ตัวเอง ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นพ่อลูกหนานเหอป๋อ จะพูดให้ตายตัวไม่ได้
แต่สุดท้ายเหมือนเพื่อจะหาหลักฐานมายืนยัน เขาจึงพูดอีกว่า "บ่าวยังได้ยินมาว่า สองวันนี้ บรรพชนน้อยผู้นี้ก็ไม่อยู่สุขอีกแล้ว ถึงกับวิ่งไปตั้งแผงที่ตลาดตะวันออกด้วยตัวเอง บอกว่าจะขายไม้อูมู่ แถมยังขายในราคาแพงกว่าท้องตลาดถึงสิบเท่า ฝ่าบาท นี่ไม่ใช่การขูดรีดข่มเหงราษฎรตาดำๆ หรอกหรือพะยะค่ะ?"
ฮ่องเต้หงจื้อแม้จะไม่กล้าพูดว่ารักราษฎรดั่งลูก แต่ก็นับได้ว่าเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรม พอได้ยินว่าข่มเหงราษฎร สีหน้าก็ฉายแววรังเกียจทันที
จูโฮ่วเจ้านั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ พอเห็นเสด็จพ่อเป็นเช่นนั้น ในใจก็แอบขำ ที่แท้ก็เจ้าฟางจี้ฟานอีกแล้ว ช่างบังอาจนัก กล้าซนยิ่งกว่าองค์รัชทายาทอย่างข้าเสียอีก คราวก่อนทำข้าต้องคัด 'เปี้ยนเจียนลุ่น' ตั้งหลายสิบจบ บัญชีนี้ยังไม่ได้คิดกับมันเลย เอาล่ะ ตอนนี้ยั่วให้เสด็จพ่อกริ้ว ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ก็ช่วยไม่ได้แล้ว
"มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ?" ฮ่องเต้หงจื้อตรัสด้วยความกริ้ว "ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี! เรายังไม่กล้าแย่งชิงทรัพย์สินราษฎร เขาเอาความกล้ามาจากไหน? เขาเป็นลูกไม่รักดี เราเคยได้ยินมาบ้าง แต่เห็นแก่ความดีความชอบของปู่และพ่อเขา ก็เลยละเว้นให้ แต่ตอนนี้เขากลับกำเริบเสิบสาน เราจะปล่อยไว้ได้หรือ? เรื่องนี้ ต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุด!"
สิ้นเสียง ฮ่องเต้หงจื้อพลันนึกอะไรขึ้นได้ หันไปมองหลิวเฉียน "เขาไปบังคับขายไม้อูมู่ที่ไหน?"
"ตะ... ตลาดตะวันออก..." หลิวเฉียนในใจลิงโลด เจ้าฟางจี้ฟาน จบเห่แน่!
ฮึๆ สอนให้รู้ว่าอย่ามาซ่ายกับข้า!
......
(จบแล้ว)