เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - นายน้อยปรีชาสามารถ

บทที่ 11 - นายน้อยปรีชาสามารถ

บทที่ 11 - นายน้อยปรีชาสามารถ


บทที่ 11 - นายน้อยปรีชาสามารถ

เวลานี้ ที่หน้าประตูจวนหนานเหอป๋อ เติ้งเจี้ยนยังคงชะเง้อคอมอง

นายน้อยถูกขันทีผู้นั้นมัดตัวไป เติ้งเจี้ยนไม่กล้าขวาง แต่ในใจกลับร้อนรนจนกระทืบเท้าเร่าๆ เขารู้นิสัยนายน้อยดี บอกไม่สอบก็คือไม่สอบแน่ๆ และแล้ว ผ่านไปไม่นาน ก็เห็นเงาร่างของนายน้อยปรากฏขึ้น

"นายน้อย... นายน้อย..." เติ้งเจี้ยนรีบวิ่งเข้าไปต้อนรับด้วยความดีใจ

ในใจฟางจี้ฟานยังตุ้มๆ ต่อมๆ ไม่รู้ว่าตัวเองตอบข้อสอบไปดีหรือไม่ โจทย์นโยบายแบบนี้ พูดกันตามตรงก็ขึ้นอยู่กับว่าจะถูกรสนิยมคนตรวจหรือไม่เท่านั้น

พอเห็นเติ้งเจี้ยน เขาก็สวมบทบาทลูกล้างผลาญอีกครั้ง ผิวปากหวือ เดินถ่างขาทำท่ากร่าง "ร้องหาผีอะไร!"

เติ้งเจี้ยนรีบโค้งตัวลงอย่างนอบน้อม ยิ้มร่าถามว่า "นายน้อยไปสอบคัดเลือกมาแล้วหรือขอรับ?"

ฟางจี้ฟานพยักหน้า

เติ้งเจี้ยนอึ้งไป แม้จะบอกว่าถูกมัดไป แต่แบบนี้มันไม่ใช่นิสัยนายน้อยเลยนะ เขาเริ่มกังวลขึ้นมา หรือว่าเป็นเพราะนายน้อยถูกจับมัด เลยได้รับการกระทบกระเทือนจนโรคสมองกำเริบอีก? จึงถามด้วยความเป็นห่วงว่า "เมื่อก่อนนายน้อยเคยบอกไม่ใช่หรือขอรับ ว่าใครยอมไปสอบคัดเลือกดีๆ เป็นลูกเต่า?"

ฟางจี้ฟานแค่นเสียงหัวเราะ "ไปก็ส่วนไป แต่นายน้อยส่งกระดาษเปล่าเว้ย"

เติ้งเจี้ยนชะงัก ก่อนที่ดวงตาจะเปล่งประกาย พูดด้วยความยินดีว่า "นายน้อยก็คือนายน้อยจริงๆ"

แม้จะรู้สึกว่านายน้อยเหมือนจะทำเรื่องผิดพลาดอะไรไปอีกแล้ว แต่เติ้งเจี้ยนกลับรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด มันเป็นความรู้สึกที่มั่นคง สบายใจ

เติ้งเจี้ยนยิ้มหน้าบาน เดินตามฟางจี้ฟานเข้าลานบ้าน ฟางจี้ฟานมองไปแต่ไกล เห็นเซียงเอ๋อร์กำลังหิ้วตะกร้าผ้าใบใหญ่อย่างทุลักทุเลเดินไปทางลานซักล้าง จึงเอ่ยถามว่า "เสี่ยวเติ้งเติ้ง เสี่ยวเซียงเซียงป่วยไม่ใช่หรือ?"

"ใช่ขอรับ"

ฟางจี้ฟานเห็นท่าทางลำบากยากเข็ญของเซียงเอ๋อร์ เดินกะเผลกๆ ก็อดสงสารไม่ได้ รีบเดินเข้าไปหา "เสี่ยวเซียงเซียง เจ้ากำลังทำอะไร?"

พอเซียงเอ๋อร์เห็นฟางจี้ฟาน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะป่วยหรือเขินอาย รีบก้มหน้าวางตะกร้าผ้าลง ย่อกายคารวะ "นายน้อย บ่าวจะไปซักผ้าเจ้าค่ะ"

ฟางจี้ฟานขมวดคิ้ว "ป่วยอยู่ก็ยังต้องซัก?"

เซียงเอ๋อร์อึกอัก

เป็นเติ้งเจี้ยนที่หัวเราะแหะๆ ตอบว่า "นายน้อย พ่อบ้านหยางสั่งมาขอรับ"

ฟางจี้ฟานรู้สึกคันไม้คันมือยิบๆ นี่มันนายทุนหน้าเลือดชัดๆ มีที่ไหนกดขี่คนกันขนาดนี้? เรื่องอื่นฟางจี้ฟานอาจไม่สน แกล้งเป็นนายน้อยจอมล้างผลาญของเขาไป แต่เรื่องพรรค์นี้ เขาดูแล้วทนไม่ไหว

จึงตวาดเสียงดัง "ไปเรียกพ่อบ้านหยางมา"

เติ้งเจี้ยนรู้สึกแปลกใจ แต่เห็นสีหน้าเกรี้ยวกราดของนายน้อย จึงไม่กล้าถามมาก รีบไปตามพ่อบ้านหยางมา

ไม่นาน พ่อบ้านหยางก็พุงพลุ้ยวิ่งเหยาะๆ มาถึง ยิ้มประจบถามว่า "นายน้อยมีอะไรให้รับใช้ขอรับ?"

ฟางจี้ฟานตั้งสติ ในใจมีแผนการแล้ว ชี้ไปที่เซียงเอ๋อร์ก่อน "เซียงเอ๋อร์ นี่เจ้าหมายความว่ายังไง เจ้าป่วยไข้ ยังกล้ามาเดินเพ่นพ่านต่อหน้านายน้อย หากเอาโรคมาติดนายน้อย โทษตายละเว้นไม่ได้นะรู้ไหม!"

เซียงเอ๋อร์ได้ฟัง หน้าถอดสีทันที น้ำตาไหลพราก รีบรับผิดด้วยความหวาดกลัว

พ่อบ้านหยางนึกว่าฟางจี้ฟานแค่จะอบรมสั่งสอนเซียงเอ๋อร์ จึงช่วยผสมโรง ตวาดด้วยความโมโหว่า "ได้ยินไหม กล้าทำให้นายน้อยระคายเคืองสายตา ระวังหนังหัวไว้ให้ดี" จากนั้นเขาก็หันมามองฟางจี้ฟานด้วยสายตาประจบสอพลอ "นายน้อย ท่านว่าจริงไหมขอรับ?"

ฟางจี้ฟานกลับหุบพัด แล้วตบฉาดเข้าที่หน้าพ่อบ้านหยางเต็มแรง

เพียะ...

ฝ่ามือนี้เด็ดขาดรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อกระทบลงบนใบหน้าอูมๆ ของพ่อบ้านหยาง เสียงยังดังกังวานไม่หาย

พ่อบ้านหยางโดนตบโดยไม่ทันตั้งตัว รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาทันที กุมแก้มมองฟางจี้ฟานอย่างไม่อยากเชื่อ "นายน้อย ท่านทำแบบนี้..."

ฟางจี้ฟานกัดฟัน พูดลอดไรฟันออกมาประโยคหนึ่ง "จำใส่กะลาหัวไว้ ในเมืองหลวงแห่งนี้ ห้ามใครหน้าไหนทำตัวเลวกว่านายน้อยเด็ดขาด!"

พ่อบ้านหยางตกใจแทบวิญญาณหลุดออกจากร่าง นึกไม่ถึงว่าตนเองจะไปแย่งซีนความเลวของนายน้อย จนทำให้นายน้อยผูกใจเจ็บ จึงรีบพูดว่า "มิกล้า มิกล้า นายน้อยเลว... เอ้ย นายน้อยยอดเยี่ยมที่สุดขอรับ"

ฟางจี้ฟานแสร้งทำท่ารังเกียจ ปรายตามองเซียงเอ๋อร์ "เจ้าทำผิดมหันต์ขนาดนี้ ยังจะมาร้องไห้อีก? ตอนนี้สั่งลงโทษเจ้า ให้กลับไปที่พัก สำนึกผิดสามวัน ภายในสามวันห้ามก้าวออกจากประตูห้อง ไม่อย่างนั้นนายน้อยจะเชือดไก่ให้ลิงดู เชือดพ่อบ้านหยางทิ้งซะ..."

พ่อบ้านหยาง "..."

เติ้งเจี้ยนมองพ่อบ้านหยางด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะอึกอักอยู่นาน กว่าจะเค้นรอยยิ้มออกมาได้ "นายน้อยปรีชาสามารถ!"

เซียงเอ๋อร์เหมือนจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก นางคิดแค่ว่านายน้อยรังเกียจนาง จึงลงโทษนาง เลยตาแดงก่ำ รับคำสั่งแล้วเดินจากไป

มองแผ่นหลังบอบบางที่เดินจากไปไกล ฟางจี้ฟานหยิบพัดเซียงเฟยออกมาโบกโดยสัญชาตญาณ ในใจถอนหายใจยาว

ปกติมักคิดว่าตนเองต้องมาแทนที่คนอื่น ต้องปรับตัวให้เข้ากับจังหวะชีวิตของคนอื่น มันช่างน่าอนาถเหลือเกิน แต่เวลานี้เขาถึงได้ตระหนักว่า บนโลกนี้ ยังมีคนอีกมากมายที่น่าสังเวชยิ่งกว่าเขา ตัวล้างผลาญคนก่อน ไม่รู้ทำเรื่องชั่วช้าไว้เท่าไหร่ เช่นนั้นตอนนี้ ก็ให้เขามาชดใช้หนี้กรรมบ้างเถอะ

......

พระราชวังต้องห้าม ตำหนักอุ่น

เวลานี้ องค์รัชทายาทแห่งต้าหมิง จูโฮ่วเจ้า กำลังชะโงกหน้ามองเข้าไปในตำหนักอุ่นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ดวงตาเจ้าเล่ห์กวาดมองแวบหนึ่ง ก็มีเสียงทรงอำนาจดังออกมาจากข้างใน "เข้ามา"

จูโฮ่วเจ้าแลบลิ้น รีบวางมาดองค์รัชทายาท เดินอาดๆ เข้าไป พอเข้าไปถึง ก็รู้ว่ามาผิดเวลาเสียแล้ว เห็นเสด็จพ่อนั่งอยู่บนบัลลังก์ ซ้ายขวามีอาจารย์หลายท่านนั่งคุกเข่าอยู่

อาจารย์เหล่านี้ ล้วนเป็นขุนนางชื่อดังในรัชศกหงจื้อ ขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา แต่ในเมื่อซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ก็มักจะไม่ค่อยให้สีหน้าดีๆ กับจูโฮ่วเจ้าเท่าไหร่นัก

จูโฮ่วเจ้ากำลังจะทำความเคารพ ฮ่องเต้หงจื้อโบกมือ ไม่เจอหน้าลูกชายคนเดียวมาหลายวัน พอได้เจอกัน ฮ่องเต้หงจื้อก็เผยรอยยิ้ม ตรัสด้วยความเมตตาว่า "ลูกรัก เมื่อครู่ขุนนางหลิวเพิ่งจะพูดถึงเจ้ากับพ่อ บอกว่าเจ้าท่อง 'เปี้ยนเจียนลุ่น' ได้จนขึ้นใจแล้วรึ?"

ขุนนางหลิว ก็คือมหาอำมาตย์ราชเลขาธิการ หลิวเจี้ยน เขานั่งอยู่ทางซ้ายมือของฮ่องเต้หงจื้อ เป็นชายชราหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่เล็กน้อย เวลานี้เขาพยักหน้าให้จูโฮ่วเจ้า

หลิวเจี้ยนเป็นทั้งหัวหน้าคณะเสนาบดี และยังควบตำแหน่งไท่ฟู่ของรัชทายาท ดังนั้นบางครั้งจึงไปควบคุมการเรียนของจูโฮ่วเจ้าที่สำนักจั้นซื่อด้วยตัวเอง หลายวันมานี้ ดูเหมือนองค์รัชทายาทจะก้าวหน้าขึ้นมาก ทำให้เขาเบาใจ

จูโฮ่วเจ้าได้ยินดังนั้น คิ้วกระตุกเล็กน้อย แต่รีบปั้นหน้าขรึม "ลูกละอายใจพะยะค่ะ"

ฮ่องเต้หงจื้อยิ้มตาหยี "แสดงว่าตั้งใจเรียน นับว่าดีแล้ว"

พระองค์ตรัสพลางยิ้ม "เจ้านั่งรอก่อน พ่อมีเรื่องต้องหารือกับเหล่าขุนนาง"

จูโฮ่วเจ้าร้องโอดโอยในใจ แต่ก็ยังนั่งคุกเข่าลงอย่างว่าง่าย

ฮ่องเต้หงจื้อตรัสต่อว่า "การสอบคัดเลือกเมื่อหลายวันก่อน กององครักษ์ส่งบทความดีๆ มาสิบกว่าฉบับ หลายวันนี้ พ่อเฝ้าครุ่นคิดเรื่องการปราบปรามทางตะวันตกเฉียงใต้ เฮ้อ... ภัยตะวันตกเฉียงใต้ เป็นโรคเรื้อรังของต้าหมิงจริงๆ ร้อยปีมานี้ ราชสำนักปราบกบฏครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ปีนี้ประกาศชัยชนะ ก็มีข่าวการก่อกบฏระลอกใหม่ตามมาติดๆ น่ารำคาญใจเหลือเกิน พวกท่านล้วนเป็นแขนขาของพ่อ คิดว่าคงปวดหัวกับเรื่องนี้ไม่ต่างกัน วันนี้โอกาสดี เหล่าลูกหลานขุนนางเข้าร่วมสอบข้อเขียน พ่อเลยถือโอกาสใช้หัวข้อนี้ถามนโยบาย ไม่แน่ว่า อาจมีใครมีความคิดแปลกใหม่ เสนอวิธีแก้ปัญหาที่ดีออกมาก็ได้"

หลิวเจี้ยนและคนอื่นๆ ต่างยิ้มน้อยๆ แต่รอยยิ้มนั้นแฝงความนัย เหมือนจะเออออไปกับฮ่องเต้ ในสายตาพวกเขา ฝ่าบาทนับว่าปรีชาสามารถ คณะเสนาบดีและขุนนางกรมต่างๆ ก็นับว่ามีฝีมือ ยังหาทางแก้ที่ต้นเหตุไม่ได้ จะไปหวังพึ่งเด็กเมื่อวานซืนกลุ่มหนึ่งได้หรือ?

การสอบแบบนี้ โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกหลานขุนนาง บทความนโยบายของพวกเขา เกรงว่าคงเทียบไม่ได้กับซิ่วไฉธรรมดาๆ ด้วยซ้ำ ขอแค่รู้หนังสือ เขียนตัวบรรจง ไม่ต้องหวังเหตุผลอะไรลึกซึ้ง แค่เขียนให้เนื้อหาเชื่อมโยงกันได้ ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 11 - นายน้อยปรีชาสามารถ

คัดลอกลิงก์แล้ว