- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 8 - ข้าจะผงาดเสียดฟ้า
บทที่ 8 - ข้าจะผงาดเสียดฟ้า
บทที่ 8 - ข้าจะผงาดเสียดฟ้า
บทที่ 8 - ข้าจะผงาดเสียดฟ้า
แม้ฟางจิ่งหลงจะรู้ว่าลูกชายตัวเองเป็นแค่หนอนแมลง แต่บางครั้ง ก็อดวาดหวังให้ลูกเป็นมังกรไม่ได้ ตอนนี้อดไม่ได้ที่จะพร่ำบ่นด้วยความสะเทือนใจ แล้วก็ส่ายหน้า รู้สึกว่าตนเองหวังสูงเกินไปจริงๆ
ฟางจี้ฟานไม่กล้าพูดว่าข้าจะไปสอบคัดเลือก ตัวล้างผลาญคนก่อนไม่มีทางไปร่วมการสอบแน่ๆ ดังนั้นเขาจึงหลบสายตาเย้ยหยันตัวเองของฟางจิ่งหลง ในใจกลับคิดว่า การสอบคัดเลือกนี้ ข้าสมควรไปลองดูจริงๆ แต่สถานการณ์ของเขาพิเศษนี่นา จะทำอย่างไรถึงจะไปสอบได้อย่างสมเหตุสมผลและไม่ทำให้คนสงสัย?
ฟางจิ่งหลงเห็นฟางจี้ฟานเงียบกริบ ยังนึกว่าคำพูดของตนทำให้ลูกชายไม่พอใจ จึงรีบพูดว่า "เอาล่ะๆ พ่อไม่พูดแล้ว ไม่พูดแล้ว พ่อรู้ว่าเจ้าไม่ชอบรับราชการ ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ วันหน้าจะไม่พูดถึงอีก"
เขาโบกมือ สีหน้าอมทุกข์ นึกถึงลูกหลานตระกูลกงโหวป๋อคนอื่นๆ ที่ต่างถือเอาการสอบคัดเลือกเป็นเกียรติยศ แล้วหันมาดูลูกชายของตน
เฮ้อ... บรรพบุรุษ...
แต่พอนึกถึงบรรพบุรุษ ฟางจิ่งหลงก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกอีกแล้ว
ฟางจี้ฟานในใจกลับร้อนรน พ่อจ๋า ข้าอยากรับราชการ ข้าอยากไปสอบคัดเลือก ข้าไม่อยากเป็นขยะไปตลอดชีวิตนะ ทำไมพ่อถึงไม่พูดต่อล่ะ? พ่อบังคับข้าสิ พ่อจะแข็งกร้าวหน่อยไม่ได้หรือ ตบโต๊ะสักที จับข้านั่งเก้าอี้เสือ หยดน้ำตาเทียนลน หรือจะมัดข้าไปก็ได้ ต้องให้โอกาสข้าได้รับราชการสิ
แน่นอนว่า คำพูดเหล่านี้ไม่กล้าเอ่ยออกไป ทั่วโลกต่างปักใจเชื่อแล้วว่าคุณชายผู้เอาแต่กินแล้วรอกลับบ้านเก่าผู้นี้ ชาตินี้มีดีแค่ผลาญสมบัติพ่อ หากจู่ๆ เกิดมีความมุ่งมั่นตั้งใจขึ้นมา มันก็น่าสงสัยเกินไป โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ป่วยเป็น 'โรคสมอง' ด้วยแล้ว...
ฟางจี้ฟานถอนหายใจในใจ รู้สึกระทมทุกข์ยิ่งกว่าฟางจิ่งหลงเสียอีก
แต่พอถึงวันรุ่งขึ้น เสียงของเติ้งเจี้ยนก็ดังลั่นราวกับฆ้องทองแดง "นายน้อย นายน้อย คนจากในวังมาขอรับ มีรับสั่งให้คุณชายไปสอบคัดเลือก"
ฟางจี้ฟานยังงัวเงียอยู่ พอได้ยินดังนั้น ก็พลิกตัวลุกพรวดขึ้นมา... คนจากในวัง... นี่หมายความว่ายังไง?
เห็นแต่เติ้งเจี้ยนวิ่งหอบแฮกๆ เข้ามาหาเขา "มีขันทีมาจากในวัง บอกว่าวันนี้มีการสอบคัดเลือก ฝ่าบาททรงทราบเรื่องแล้ว ทรงพระเกษมสำราญ ตรัสว่าจะคัดเลือกยอดฝีมือเข้าสู่กององครักษ์รักษาพระองค์ ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ถึงนึกถึงนายน้อยขึ้นมาได้ ถึงกับตรัสกับคนรอบข้างว่า ลูกชายของหนานเหอป๋อคนนั้นไม่ใช่ว่าทำตัวเหลวไหลไร้ระเบียบหรอกหรือ? นี่เป็นเพราะปกติขาดการอบรมสั่งสอน ให้ไปร่วมการสอบคัดเลือกด้วย หากไม่ไป จะลงโทษนายน้อยข้อหาหมิ่นเบื้องสูง"
ในใจฟางจี้ฟานทั้งยินดีทั้งตกใจ ฮ่องเต้องค์นี้ น่าสนใจจริงๆ
เดี๋ยวนะ อะไรคือขาดการอบรมสั่งสอน เหลวไหลไร้ระเบียบ... หรือว่าชื่อเสียของพี่ชาย จะดังไปเข้าหูฮ่องเต้แล้ว?
ฟางจี้ฟานเจ็บปวดใจยิ่งนัก แต่ไม่กล้าแสดงออก
เติ้งเจี้ยนกลับเป็นฝ่ายร้อนรน "ราชทูตจากในวังมาถึงห้องโถงแล้ว รอนายน้อยไปพบอยู่ ท่านป๋อออกไปทำงานที่ศูนย์บัญชาการทหารห้าเหล่าทัพแต่เช้าตรู่ นายน้อยต้องรีบไปนะขอรับ ไม่อย่างนั้นจะถือเป็นการเสียมารยาทต่อราชทูต..."
"เออๆ รู้แล้ว บ่นอยู่ได้" ฟางจี้ฟานทำท่ารำคาญ "เสี่ยวเซียงเซียงล่ะ มาแต่งตัวให้หน่อย"
เติ้งเจี้ยนทำหน้าเศร้า "เซียงเอ๋อร์วันนี้ไม่สบาย ผู้น้อยจะไปเรียกหลานเอ๋อร์มาให้นะขอรับ"
ฟางจี้ฟานกลับโล่งอกในใจ ต้องแกล้งทำตัวลามกเป็นปีเป็นชาติ สำหรับคนซื่อสัตย์บริสุทธิ์อย่างเขา มันลำบากใจจริงๆ ดังนั้นเขาจึงแกล้งทำหน้าหงุดหงิด "งั้นนายน้อยจัดการเอง หลานเอ๋อร์อกแบน นายน้อยยอมลูบของตัวเองยังดีซะกว่า"
เติ้งเจี้ยนมองนายน้อยด้วยความปลื้มปริ่ม นายน้อยสันดานเดิมไม่เปลี่ยนจริงๆ ดูท่าโรคจะหายดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
ฟางจี้ฟานรีบสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ในใจจดจ่ออยู่กับเรื่องสอบคัดเลือก เต็มไปด้วยความคาดหวัง พี่ชายจะสร้างชื่อให้ก้องโลก จะผงาดเสียดฟ้า จะทำให้ทุกคนรู้ว่า นายน้อยผู้นี้ไม่ได้มีดีแค่ฉลาดเฉลียว หน้าตาหล่อเหลา แต่ยังมีความรู้ท่วมหัวตัวเอาตัวรอดได้
รีบร้อนมาถึงห้องโถง ก็เห็นขันทีผิวขาวคนหนึ่งกำลังไพล่มือไว้ข้างหลัง มองดูห้องโถงตระกูลฟางด้วยสายตาดูแคลน
ได้ยินมานานแล้วว่าตัวล้างผลาญผู้นี้ขายที่นาและข้าวของในบ้านจนเกลี้ยง มองดูม้านั่งยาวไม่กี่ตัวในห้องโถง ขันทีน้อยถึงกับรู้สึกว่า ตนเองมีความเข้าใจใหม่ต่อคำว่า 'บ้านว่างจนมีแต่ฝา'
เห็นตัวต้นเรื่องมาแล้ว ฟางจี้ฟานเห็นเติ้งเจี้ยนยังตามมาไม่ทัน ก็รีบฉีกยิ้มการค้าทันที!
ขันทีเชียวนะ ขันทีตัวเป็นๆ จากความเข้าใจของฟางจี้ฟานที่มีต่อขันที คนตอนที่อยู่ข้างกายฮ่องเต้ตลอดเวลาพวกนี้ ไม่มีใครรับมือได้ง่ายๆ สักคน แม้ฐานะจะต่ำต้อย แต่ก็มีอำนาจแฝงที่คาดไม่ถึง
ขันทีน้อยมองเขาด้วยรอยยิ้มที่ไม่เหมือนยิ้ม ฟางจี้ฟานรีบประสานมือคารวะ พูดจาอ่อนน้อมถ่อมตนว่า "คารวะท่านกงกง กงกงเดินทางมาไกล ไม่ได้ออกไปต้อนรับ ขอจงอภัยโทษ..."
ฟางจี้ฟานพูดพลางทำท่าล้วงเงินจากอกเสื้อ ต้องให้ค่าน้ำร้อนน้ำชาเขาหน่อย แม้จะต้องแกล้งเป็นตัวล้างผลาญทุกวัน แต่กฎเกณฑ์ใต้โต๊ะพวกนี้ ฟางจี้ฟานยังรู้ความ
ใจของขันทีน้อยใสกระจ่างดั่งคันฉ่อง แต่จู่ๆ ก็ชักสีหน้า พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า "คุณชายฟาง ไม่ต้องหรอก"
"ต้องรับสิ ต้องรับสิ น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ" ฟางจี้ฟานล้วงเศษเงินออกมาแล้ว
ขันทีน้อยยังคงปั้นหน้าเย็นชา ยิ้มแต่ปากว่า "เงินของคนอื่น ข้าก็กล้ารับอยู่หรอก แต่เงินของคุณชายฟางน่ะนะ หึๆ... ข้าไม่กล้ารับจริงๆ คุณชายฟาง หรือท่านจะลืมไปแล้ว เมื่อปีก่อน ก็เป็นข้ามาถ่ายทอดราชโองการ ท่านด่าข้าต่อหน้าว่าเป็นไอ้ตัวไม่มีพวงสวรรค์? วันนี้ของสำคัญของข้าก็ยังไม่ได้งอกออกมาใหม่ ดังนั้น... คงรับน้ำใจของคุณชายไว้ไม่ได้..."
"..." ฟางจี้ฟานนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าขันทีผู้นี้กับตัวล้างผลาญคนก่อนจะมีความแค้นต่อกัน เป็นขันที ที่เกลียดที่สุดก็คงเป็นเรื่องที่คนด่าปมด้อยของตนนี่แหละ โอ๊ย ไอ้ตัวล้างผลาญสมควรตาย...
เวลานี้ เห็นเพียงขันทีน้อยทำหน้าทะมึน ยิ้มเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม ปากก็พูดต่อว่า "ตอนนั้นข้าทำอะไรคุณชายไม่ได้ แต่ตอนนี้ ข้าได้เข้าสำนักตูจือเจียนแล้ว ต้องไปคอยปรนนิบัติรับใช้ฝ่าบาทอยู่เนืองๆ วันหน้า คุณชายฟางก็ระวังตัวไว้หน่อยแล้วกัน"
ฟางจี้ฟานรู้ประวัติศาสตร์หมิงอย่างทะลุปรุโปร่ง พอได้ยินชื่อสำนักตูจือเจียน ก็รู้ทันทีว่าทำไมขันทีน้อยผู้นี้ถึงได้ลำพองนัก หากพูดถึงอำนาจ ในบรรดาหน่วยงานขันทีทั้งสิบสองหน่วยในวัง แน่นอนว่าขันทีใหญ่แห่งสำนักซือหลี่เจียนและสำนักอวี้หม่าเจียนย่อมมีอิทธิพลเรียกลมเรียกฝนได้มากที่สุด แต่สำนักตูจือเจียนสำหรับขันทีชั้นผู้น้อยแล้ว ก็นับเป็นที่ไปที่ไม่เลว เพราะหน้าที่ของสำนักตูจือเจียนคือการติดตามฮ่องเต้ คอยนำทางและเคลียร์เส้นทาง คนที่ได้อยู่ข้างกายฮ่องเต้ทุกวี่ทุกวัน ย่อมเป็นเนื้อหอมที่คนทั้งในและนอกวังต่างแย่งกันประจบสอพลอ
ในขณะนั้นเอง เติ้งเจี้ยนก็ไล่ตามมาทัน แต่ไม่กล้าเข้ามาในห้องโถง ได้แต่ชะโงกหน้ามองอยู่ข้างนอก
ฟางจี้ฟานพอเห็นเติ้งเจี้ยนมา ในใจก็รู้สึกเสียดาย เวลานี้ ในฐานะตัวล้างผลาญ การจะสานสัมพันธ์คงเป็นไปไม่ได้แล้ว แถมดูจากสถานการณ์ ความสัมพันธ์นี้อยากจะซ่อมแซม เกรงว่าคงยาก
แม้ตนจะเป็นซื่อจื่อของหนานเหอป๋อ ขันทีผู้นี้ก็ทำอะไรตนไม่ได้ แต่น่ากลัวก็ตรงที่หากทางบ้านเกิดเหตุพลิกผัน กันไว้ดีกว่าแก้ เดี๋ยวคนจะซ้ำเติมตอนตกอับ
เขาจึงหัวเราะแห้งๆ "กงกงมาที่นี่ ไม่ทราบว่ามีธุระอันใด?"
ขันทีน้อยพูดเสียงเย็น "รับพระบัญชาจากฝ่าบาท วันนี้กององครักษ์รักษาพระองค์มีการสอบคัดเลือก เชิญคุณชายไปที่กององครักษ์รักษาพระองค์"
(จบแล้ว)