เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17: จ่ายภาษีครั้งแรกในชีวิต! ไห้ถูกตีจนตายก็ไม่เชื่อ!

บทที่ 17: จ่ายภาษีครั้งแรกในชีวิต! ไห้ถูกตีจนตายก็ไม่เชื่อ!

บทที่ 17: จ่ายภาษีครั้งแรกในชีวิต! ไห้ถูกตีจนตายก็ไม่เชื่อ!


ตกกลางคืน

กินข้าวเย็นเสร็จฉินหลินก็มาเล่นกับเจ้าวั่งไฉอยู่พักหนึ่ง  เจ้าหมานี่หลังจากที่ถูกรับมาเลี้ยงแล้วมันก็เกาะหนึบแถมยังประจบประแจงเก่งมาก  มักจะมองคนในบ้านด้วยนัยน์ตาที่เปียกชุ่มชอบเอาหัวมาถูกขาคนทำให้อดไม่ได้ต้องยื่นมือไปลูบหัวให้มัน

เล่นหมาเสร็จก็กลับเข้าห้องเปิดหน้าจอเกม  ต้นสตรอว์เบอร์รี่กับต้นกระเจี๊ยบเขียวในเกมเฉาหน่อย ๆ ต้องรดน้ำให้

ฉินหลินบังคับตัวละครในเกมให้เอาถังน้ำกับบัวรดน้ำตักน้ำไปรดให้  จากนั้นก็คุยวีแชทกับจ้าวโม่ชิง

ชีวิตแบบนี้วนผ่านไปอีกสองวัน

วันนี้

ในตอนเช้าฉินหลินส่งสตรอว์เบอร์รี่และกระเจี๊ยบเขียวที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต  จากนั้นก็กลับไปเฝ้าร้านที่ตลาดโดยตอนนี้กำลังหัวหมุนอยู่หน้าจอคอม

เพราะถึงเวลาที่ร้านผักผลไม้ต้องยื่นภาษีแล้ว

การยื่นภาษีไม่ใช่การจ่ายภาษี  ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือผู้ประกอบการรายย่อยทั้งหลายแม้จะมีรายได้ไม่ถึงจึงไม่ต้องจ่ายภาษีก็ตาม  แต่ก็ต้องยื่นภาษีให้สรรพากรตรวจสอบอยู่ดี

การยื่นภาษีคือการรายงานผลการประกอบการอย่างรายรับ  รายจ่าย  และอื่น ๆ ที่สำนักงานตรวจสอบภาษี  ถ้าไม่มีรายได้ถึงหรือมีองค์ประกอบตรงตามที่กฎหมายกำหนดก็ไม่ต้องเสียภาษี

ส่วนฉินหลินนั้นสืบทอดร้านนี้มาได้ประมาณหนึ่งปี  ดังนั้นเรื่องการทำแบบยื่นภาษีจึงเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเลย

อีกทั้งสถานการณ์ของร้านขายผักผลไม้ยังมีนโยบายพิเศษของทางอำเภอรองรับ  คือหากยอดขายต่อเดือนไม่ถึง 100,000 หยวนก็ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และยังมีนโยบายสนับสนุนท้องถิ่นรองรับอีกชั้นหนึ่งด้วยคือหากยอดขายไม่เกิน 50,000 หยวนก็ไม่จำเป็นต้องเสียภาษี

ร้านขายผักผลไม้เล็ก ๆ ของครอบครัวเขามีรายได้น้อยกว่า 10,000 หยวนต่อเดือน  หลังจากจ่ายค่าเช่า  ค่าน้ำ  ค่าไฟ และอื่น ๆ เหลือกำไรสุทธิประมาณ 25% ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจ่ายภาษี

หรือก็คือตั้งแต่ทำงานในร้านนี้มาเขายังไม่เคยจ่ายภาษีเลยแม้แต่แดงเดียวเพราะรายได้ไม่ถึงนั่นแหล่ะ!  แต่เขาที่เป็นแบบนั้นก็ยังได้สิทธิ์ในการประกันสุขภาพและสวัสดิการแห่งรัฐอีกหลายอย่าง  เรียกเขาว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เป็นตัวถ่วงของประเทศก็ไม่ผิดนัก

ซึ่งเขาละอายใจมาก!

แต่อย่างน้อย ๆ เขาก็ยื่นภาษีทุกเดือนตามหน้าที่ที่ต้องทำอยู่เสมอ

ภาษีท้องถิ่นได้กำหนดวันยื่นภาษีคือภายในสองวันนี้สำหรับผู้ประกอบกิจการค้าขายอิสระประเภทผักผลไม้

เมื่อก่อนเขามีเงินนิดเดียวจะยื่นภาษีไม่ครบหรือทำลวก ๆ ไปก็ไม่มีปัญหา  เพราะยังไงมันก็ไม่ถึงเกณฑ์อยู่แล้ว  และใคร ๆ เขาก็ทำกัน

แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว  เพราะยื่นภาษีครั้งนี้เขาต้องเสียภาษีอย่างแน่นอน

เพราะว่าจู่ ๆ เงินฝากในบัญชีเขามันเพิ่มขึ้นเกิน 4,000 หยวนในเวลาอันสั้น  และมันจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตด้วย  หากครั้งนี้ไม่ทำให้ครบต่อไปเกิดถูกทางธนาคารตรวจสอบที่มาของเงินแล้วลากสรรพากรมาพ่วงด้วยล่ะก็รับรองว่าโคตรลำบาก

และการจะจ่ายภาษีนั้นเขาต้องคำนวณและจัดระเบียบใบแจ้งหนี้ทั้งหมดในช่วงนี้ให้เรียบร้อย

การทำบัญชีของเขาค่อนข้างลำบากเล็กน้อย  ผู้ประกอบการรายย่อยไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล  ทว่าเมื่อรายได้เกินขอบเขตการยกเว้นภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเขาจะต้องเสียภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายละเอียดก็ประมาณว่า:

กำไรสุทธิไม่เกิน 30,000 หยวน  เสียภาษี 5%

30,000 หยวนถึง 90,000 หยวน  เสียภาษี 10% + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 3%

90,000 หยวนถึง 300,000 หยวน  เสียภาษี 20% + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 3%

ฉินหลินเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ร้านผักผลไม้ของตนต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่

แม้ว่าเขาจะมีรายได้มากกว่า 400,000 หยวนจากการค้าขายไร้ต้นทุน  แต่จะให้ไปแจ้งโง่ ๆ ว่าไม่มีต้นทุนครับได้ยังไงเล่า!

แม้ว่าเขาจะยื่นภาษีโดยแจ้งว่าไม่มีต้นทุน  ทางพนักงานตรวจสอบก็อาจทำเหมือนเขาเป็นคนธรรมดาที่ไม่รู้เรื่องภาษีและช่วยสอนวิธีคำนวณต้นทุนกำไรให้เขาอย่างแน่นอน  และแม้ว่าฉินหลินจะยินดีจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นโดยรายงานว่าไม่มีต้นทุนก็ตาม  ทว่าเหล่าเจ้าพนักงานก็ไม่กล้าเก็บภาษีที่ดูผิดปกติแบบนั้นอย่างแน่นอน

ถ้าเอาจริง ๆ ก็คือคงไม่มีใครโง่ถึงขนาดยื่นภาษีแบบไร้ต้นทุนด้วยแหล่ะ

ดังนั้นเขาจึงต้องจัดระเบียบบัญชีให้ดีให้เนียนมากพอที่จะเอาไปยื่นแล้วไม่มีพิรุธได้

หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันทั้งไหล่ทั้งคอก็ปวดไปหมด  ฉินหลินใช้โปรแกรมในคอมช่วยคำนวณบิลในบัญชี

ในช่วงนี้บวกกับรายได้ของวันนี้เขาขายแตงโมได้ 186,977 หยวน  กำไรสุทธิที่เมคต้นทุนขึ้นมาอยู่ที่ 35,265 หยวน  ขายสตรอว์เบอร์รี่ได้ 147,753 หยวน กำไรสุทธิที่เมคต้นทุนขึ้นมาอยู่ที่ 36,938 หยวน  ขายกระเจี๊ยบเขียวได้ 135,165 หยวน กำไรสุทธิที่เมคต้นทุนขึ้นมาอยู่ที่ 33,791 หยวน

หรือก็คือจากกำไรกว่า 400,000 หยวนเต็ม ๆ แบบไร้ต้นทุน  หลังจากเมคต้นทุนตามราคาตลาดใส่ลงไปแล้วจะได้กำไรที่จะเอาไปยื่นภาษีอยู่ที่ 105,994 หยวน

หรือก็คือเขาต้องจ่ายภาษีตามเกณ์ที่กำหนดไว้ว่ารายได้ 90,000 – 300,000 หยวน  เสียภาษี 20% + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 3% รวมเป็นเงิน 24,378 หยวน

เป็นธรรมดาของภาษี  ยิ่งได้มากก็ยิ่งจ่ายมาก  ไม่น่าแปลกใจที่คนมากมายอยากเลี่ยงภาษีนักหนา

ก่อนหน้านี้การจ่ายภาษีทีละก้อนโตสำหรับเขาแล้วเป็นไปไม่ได้เลย

ในอำเภอโหยวเฉิงนี้มีคนไม่มากนักหรอกที่มีรายได้ถึงเดือนละ 20,000 หยวน  ยอดรวมทั้งปีเสียภาษียังไงก็ไม่ถึงสองหมื่น

ส่วนฉินหลินนั้นยังเหลืออีก 300,000 กว่าซึ่งเป็นกำไรล้วน ๆ ไม่มีต้นทุน  เพราะงั้นเงินภาษีแค่สองหมื่นกว่านี้จิ๊บ ๆ

เมื่อคำนวณทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้วเขาก็ล็อคอินเข้าเว็บสำนักงานจัดเก็บภาษีเพื่อยื่นภาษีออนไลน์

เมื่อยื่นแบบเสร็จแล้วก็แค่รอการตรวจสอบ

วันถัดไป

ฉินหลินตื่นแต่เช้าเปิดจอเกมเก็บเกี่ยวสตรอว์เบอร์รี่กับกระเจี๊ยบเขียวแล้วตีแปลงปลูกชุดใหม่

“ฮัฟ!!”

พอเปิดประตูห้องออกมาเจ้าวั่งไฉมันก็เห่าต้อนรับ

ฉินหลินลูบหัวมันเล่นด้วยรอยยิ้ม

เจ้าหมามันตื่นเช้ากว่ามานั่นรอให้เขาตื่นอยู่ที่หน้าประตูเป็นปกติ

กินข้าเช้าเสร็จก็จะออกไปลุยงานต่อ  เจ้าหมามันก็คาบสายจูงมายัดใส่มือให้ด้วยตัวเอง

หลังจากเอาหมาไปเก็บที่ร้านแล้วเขาก็ไปที่โกดังเช่าโหลดของขึ้นรถสามล้อบรรทุกแล้วเอาไปส่งที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตเหมือนเดิม  เสร็จแล้วก็กลับไปเฝ้าร้านในตลาดเหมือนเดิมอีก  และเมื่อเปิดคอมดูก็ต้องถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่การยื่นภาษีเมื่อวานนี้ผ่าน

ฉินหลินขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไปยังสำนักงานจัดเก็บภาษีของกรมสรรภากร

หลังจากยื่นภาษีผ่านแล้วเขาสามารถไปจ่ายภาษีที่สำนักงานจัดเก็บภาษีได้ทุกเวลาราชการ  แน่นอนว่าจ่ายออนไลน์ก็ได้เหมือนกันแค่ยื่นหลักฐานการจ่ายทางออนไลน์

แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจ่ายภาษี  ดังนั้นมันต้องไปที่สำนักงานภาษีเป็นธรรมดาอยู่แล้วสิ

แต่ที่ฉินหลินคาดไม่ถึงเลยก็คือทันทีที่จอดรถเขาก็เห็นรถออดี้เจ้าเก่าเข้าซองจอดพร้อม ๆ กัน

เฉินฮ่าวลงจากรถพร้อมกับเพื่อนร่วมงานอีกสองคนและตะลึงที่เห็นฉินหลินเหมือนกัน

ไม่นึกเลยว่าหลังจากกลับจากทำธุระกับเพื่อนร่วมงานแล้วจะมาป๊ะเข้ากับสามีของจ้าวโม่ชิงซะได้

หลังจากที่ต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าเขาถึงสองครั้งทำให้เฉินฮ่าวไม่ค่อยชอบฉินหลิน

และเมื่อหันมองเพื่อนร่วมงานทั้งสองคนแล้วเฉินฮ่าวก็ยิ้มทักทายฉินหลิน “เจอกันอีกแล้วนะครับ”

“รู้จักกันเหรอ” เพื่อนร่วมงานทั้งสองมองฉินหลินและหนึ่งในนั้นได้ถามขึ้นมา

เฉินฮ่าวยิ้มตอบ “จะว่ารู้จักก็ไม่เชิง  เป็นสามีของจ้าวโม่ชิงน่ะ”

เฉินฮ่าวมันตอบพลางยิ้มแปลก ๆ เหมือนจะมีแผนอะไร

พวกเพื่อนร่วมงานทั้งหลายเหล่านี้หลังจากที่รู้ว่าเฉินฮ่าวสนใจจ้าวโม่ชิงก็พากันเอาแต่ถามอยู่นั่นแหล่ะว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้วจนเจ้าตัวเองก็ไม่รู้จะตอบยังไง

ดังนั้นตอนนี้จังหวะเหมาะเหม็งมาถึงไม่คว้าก็โง่  เฉินฮ่าวมันฉวยโอกาสนี้ประกาศให้ทุก ๆ คนรู้ว่าจ้าวโม่ชิงนั้นมีผัวแล้ว  แถมมีผัวขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าด้วย!

ในสังคมยุคปัจจุบันนี้ผู้ที่มีฐานะทางครอบครัวดีหน่อยจะผ่อนรถหลังจากเรียนจบในทันทีเลย  สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าบ้าบออะไร…  ไม่ขี่!

นอกจากนี้คนเป็นเมียอย่างจ้าวโม่ชิงที่ต้องซ้อนสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบนี้เมื่อมีคนรู้มันต้องมีอายบ้างแหล่ะหน่า  ใช่ปะ?

แล้วจากนี้ไปทุก ๆ คนจะได้ไม่ต้องมาสนใจว่าตัวมันจีบจ้าวโม่ชิงติดมั้ย  แต่จะโฟกัสไปที่จ้าวโม่ชิงว่าเป็นดอกไม้งามที่ปักอยู่บนกองขี้ควายแทน

ซึ่งการที่เจ้าเพื่อนทั้งสองนี่รู้มันต้องกระจายข่าวซุบซิบนินทาเรื่องนี้ออกไปอย่างไวอยู่แล้ว  เฉินฮ่าวรู้เรื่องนี้ดี

เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินฮ่าวเพื่อนร่วมงานทั้งสองต่างหันมองฉินหลินอย่างประหลาดใจอีกรอบ  เพราะว่าจ้าวโม่ชิงเป็นดอกไม้งามในสำนักงาน  ไม่มีใครคิดหรอกว่าเธอจะแต่งงานมีผัวไปแล้ว  แถมดูท่าผัวเธอจะไม่ใช่คนที่คู่ควรซะด้วย

ฉินหลินเองก็จำเฉินฮ่าวได้อยู่แล้ว  และไม่นึกด้วยว่าจู่ ๆ อีกฝ่ายจะทักทายมาแบบนี้  เขาจึงพยักหน้าทักทายตอบอย่างสุภาพกลับไป “หวัดดีครับ”

“มารับโม่ชิงเหรอครับ?  แต่ว่านี่ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานเลย!” เฉินฮ่าวดูเหมือนจะเตือนฉินหลิน  แต่เจตนาจริง ๆ คือบอกเพื่อนร่วมงานทั้งสองว่าจ้าวโม่ชิงมีผัวขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามารับบ่อย ๆ

“ผมพึ่งยื่นภาษีน่ะครับ  วันนี้เลยมาจ่าย” ฉินหลินเองก็ไม่ได้โง่  เขาจับน้ำเสียงที่ไม่หวังดีจากอีกฝ่ายได้อยู่แล้ว  แต่ไม่คิดจะตีฝีปากอะไรเลยตอบอย่างสุภาพแล้วเดินเข้าอาคารไป

เฉินฮ่าวแอนด์เดอะแก๊งค์ได้แต่ยืนตะลึง

คนหนึ่งพูดว่า “วันนี้เป็นวันที่พ่อค้าแม่ค้าผักผลไม้ต้องยื่นภาษีหนิ  ใช่ปะ?  หรือผัวจ้าวโม่ชิงจะเป็นพ่อค้าขายผักด้วย?  แต่ถึงขนาดเข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีได้นี่แสดงว่ารายได้ไม่เลวเลยน่ะสิ”

อีกคนก็เสริมว่า “อย่างน้อย ๆ ต้องเดือนละหมื่นขึ้นอะ  แค่นั้นในอำเภอเราก็ถือว่าสูงแล้วนะ  ถ้าธุรกิจดีมากก็อาจถึงเดือนละสองหมื่นบวก  รวยกว่าข้าราชการเขตเล็ก ๆ อย่างพวกเราอีก…”

‘เป็นไปได้ไงกัน?  ถ้าหาเงินได้เยอะขนาดนั้นทำไมต้องมาขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าต๊อกต๋อยด้วยล่ะ?’ เฉินฮ่าวขมวดคิ้วพึมพำในใจแล้วมองเจ้าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าต๊อกต๋อยคันเก่า ๆ

ให้ถูกตีจนตายก็ไม่เชื่อ!

จบบทที่ บทที่ 17: จ่ายภาษีครั้งแรกในชีวิต! ไห้ถูกตีจนตายก็ไม่เชื่อ!

คัดลอกลิงก์แล้ว