- หน้าแรก
- ปฐมกาล จ้าวอสรพิษ
- บทที่ 441 ปีนยอดเขา แต่สหายวายชนม์
บทที่ 441 ปีนยอดเขา แต่สหายวายชนม์
บทที่ 441 ปีนยอดเขา แต่สหายวายชนม์
ชายชราหัวล้านผู้นี้ ดูภายนอกไม่ต่างจากคนธรรมดา ร่างกายไม่มีคลื่นพลังวิญญาณแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นสีหน้า ท่าทาง หรือการก้มตัวเช็ดถูที่ดูเหนื่อยหอบเหงื่อท่วม ทุกอย่างบ่งบอกว่านี่คือตาแก่ธรรมดาๆ คนหนึ่ง
แต่คนแก่ธรรมดา จะถูกส่งมาทำความสะอาดในสถานที่สำคัญอย่างหอสมบัติงั้นหรือ?
ใช้ก้นคิดยังรู้ว่าเป็นไปไม่ได้
"ยอดฝีมือ ต้องเป็นยอดฝีมือแน่ๆ!"
ไห่เถิงไม่รู้เส้นประสาทเส้นไหนกระตุก รีบโค้งคำนับทันที "คารวะท่านผู้อาวุโส ผู้น้อยมีตาหามีแววไม่ ขอตัวลาเดี๋ยวนี้!"
พูดจบก็ลากแขนสวี่เฮยจะหนี พลางส่งกระแสจิตยิกๆ "สวี่เฮย ท่าไม่ดีแล้ว คนนี้เก่งมาก เก่งสุดๆ! ต้องเป็นยอดฝีมือแน่!"
สวี่เฮยขมวดคิ้ว "เจ้าดูอะไรออกหรือ?"
"ในหนังสือเขียนไว้แบบนี้เป๊ะเลย" ไห่เถิงส่งกระแสจิตตอบ
"..." สวี่เฮยพูดไม่ออก
ชายชราหัวล้านดูเหมือนจะไม่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป แล้วเอ่ยว่า "หอสยบมังกร ห้ามคนนอกเข้า ผู้ฝ่าฝืน โทษสถานเบาทำลายวรยุทธ์ โทษสถานหนักฆ่าทิ้งทันที"
"ในเมื่อทั้งสองท่านไม่ใช่ศิษย์สำนักจับงู ก็คงต้องทำลายวรยุทธ์ทิ้งเสีย"
ชายชราหัวล้านกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
สวี่เฮยหายใจถี่รัว คิ้วขมวดแน่น
ในตอนนี้ เขาไม่รู้สึกถึงอันตรายใดๆ เลย ซึ่งนั่นน่าคิดมาก
ถ้าตาแก่นี่ไม่ได้ล้อเล่น ไม่ได้คิดจะลงมือจริงๆ ก็แปลว่า การลงมือของคนผู้นี้ สามารถหลบเลี่ยงสัญชาตญาณเตือนภัยของสวี่เฮยได้
ถ้าเป็นอย่างแรก ก็พอเข้าใจได้ ว่านี่คือตาแก่ที่รู้จักซ่อนกลิ่นอาย อาจจะมีฝีมืออยู่บ้าง เลยแกล้งทำตัวลึกลับ
แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง... สวี่เฮยไม่กล้าคิดเลยว่าอีกฝ่ายเป็นตัวตนระดับไหน
แม้เขาและไห่เถิงจะเป็นร่างแยก แต่ต่อหน้าผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง ร่างแยกก็ไม่มีความหมาย
สวี่เฮยไม่อยากเสี่ยง เขาหยิบป้ายคำสั่งอันหนึ่งออกมา ประสานมือกล่าว "ข้าไม่ใช่คนของสำนักจับงู แต่ข้าเป็นคนของสำนักสยบมังกร น่าจะมีสิทธิ์เข้าที่นี่กระมัง"
สิ้นคำพูด ชายชราหัวล้านก็หยุดมือ มองมาที่ป้ายคำสั่งในมือสวี่เฮย
นี่คือป้ายคำสั่งที่หวงฝู่ต้วนหลงมอบให้ เป็นป้ายสีดำสนิท มีรูปมังกรยักษ์พันรอบ ดูเหมือนจริงมาก ดวงตามังกรราวกับมีชีวิต แผ่แรงกดดันออกมาจางๆ แปลกประหลาดมาก
แม้ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ป้ายคำสั่งนี้ก็ยังคงมีแรงกดดันที่ไม่ธรรมดา
"ที่แท้ก็ศิษย์สายตรง ทั้งสองท่านเชิญชมตามสบาย"
ชายชราหัวล้านละสายตา เปลี่ยนมุมไปทำความสะอาดต่อ
"ศิษย์สายตรง?" สวี่เฮยเลิกคิ้ว ไม่คิดจะดูต่อ เขาหันหน้าเข้าหาชายชรา แล้วก้าวถอยหลังทีละก้าว จนถึงประตูหอสยบมังกร จากนั้นก็ถอยออกไปนอกประตู
ตลอดเวลา สวี่เฮยเกร็งตัวเตรียมพร้อมสู้ทุกเมื่อ จนกระทั่งออกมานอกประตู ก็ยังไม่คลายความระมัดระวัง
"เอาไงต่อ ตาแก่นี่ดูท่าจะเก่งน่าดู!"
ไห่เถิงที่ถอยออกมาด้วย รีบส่งกระแสจิตถาม
สวี่เฮยครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วตะโกนเข้าไปในหอสยบมังกร "ท่านผู้อาวุโส ข้าตั้งใจจะทำลายสำนักนี้ ไม่ทราบท่านมีความเห็นอย่างไร?"
สวี่เฮยไม่ปิดบัง และไม่จำเป็นต้องปิดบัง หากอีกฝ่ายมีพลังระดับเทพจริงๆ เรื่องวุ่นวายข้างนอกเมื่อครู่ คงเห็นหมดแล้ว
"ข้าเป็นแค่คนเฝ้าหอ เรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับข้า" เสียงชายชราหัวล้านลอยมาแผ่วเบา
สวี่เฮยนิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่พูดอะไร แล้วหันหลังเดินจากไป
สุสานบรรพชน สวี่เฮยแค่เข้าไปดูผ่านๆ แล้วก็ออกมา ที่นี่ฝังร่างบรรพชนสำนักจับงู และยอดฝีมือยุคโบราณของสำนักสยบมังกร เห็นแก่หน้าหวงฝู่ต้วนหลง สวี่เฮยจึงไม่คิดจะขุดสุสาน
สวี่เฮยมุ่งหน้าไปยังหลังเขาที่คุมขังสัตว์อสูร
ที่นี่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่สำนักจับงูจับมา มีทุกชนิด
เมื่อเข้าไป สวี่เฮยส่งจิตสัมผัสสำรวจ พริบตาเดียวก็หายวับไปโผล่หน้ากรงขังโลหะขนาดมหึมา
ข้างในกรง มีช้างยักษ์ที่ถูกถอนงาออกไปแล้ว ผอมโซเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลสกปรก ลมหายใจขาดห้วงไปแล้ว
ช้างตัวนี้ คือหมันจิน!
"ตายแล้ว?" สวี่เฮยยืนอึ้ง
ที่นี่ยังมีผู้คุมสัตว์อสูรอีกคนหนึ่ง คิดจะฉวยโอกาสหนี แต่ถูกไห่เถิงคว้าคอเสื้อไว้ได้
สวี่เฮยครุ่นคิด แล้วหยิบยาเม็ดหนึ่งออกมา ยัดใส่ปากหมันจิน พร้อมกับใช้หญ้าบำรุงวิญญาณช่วยรักษา
ครู่ต่อมา หมันจินค่อยๆ ลืมตาขึ้น แต่ร่างกายยังไม่ฟื้นตัว
"หมันจิน เจ้าเป็นยังไงบ้าง?" สวี่เฮยรีบถาม
"เจ้าคือ... สหายสวี่เฮย..."
หมันจินจำแววตาของสวี่เฮยได้ ขยับปากพูดอย่างอ่อนแรง
"ใช่! ข้าเอง ข้าคือสวี่เฮย ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว! สำนักจับงูถูกข้าทำลายแล้ว!" สวี่เฮยรีบบอก
ขณะพูด ไห่เถิงก็ลากคอผู้คุมคนนั้นมา กดหัวกระแทกกรงขัง
ผู้คุมคนนี้เปลือยท่อนบน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ หน้าตาดูดุร้าย เต็มไปด้วยรังสีอำมหิต เขาคือเพชฌฆาตประจำสำนักจับงู
คนผู้นี้ฆ่าสัตว์อสูรเป็นอาชีพ สัตว์อสูรที่ตายด้วยมือเขานับไม่ถ้วน ช่วงพีคๆ วันละเป็นร้อยตัว ฝีมือช่ำชอง ว่ากันว่าแล่เนื้อวัวตัวหนึ่งใช้เวลาแค่ไม่กี่ลมหายใจ
สัตว์อสูรตัวไหนมาถึงมือเขา แป๊บเดียวก็ถูกถลกหนังออกมาสมบูรณ์ โดยไม่ทำลายส่วนสำคัญ
สายตาที่เขามองสวี่เฮย ก็จ้องไปที่เจ็ดนิ้ว (จุดตายงู) หาง หัว และเขาเดียว ในหัวคิดคำนวณวิธีแล่เนื้อเถือหนังตามความเคยชิน
"รังสีอำมหิตแรงมาก!"
ไห่เถิงยังขมวดคิ้ว เพิ่งเคยเห็นคนที่มีรังสีอำมหิตเข้มข้นขนาดนี้ ต้องฆ่าสิ่งมีชีวิตมามากมายมหาศาลถึงจะมีได้
หมันจินมองสวี่เฮย แววตามีความหวัง "ลูกของข้าล่ะ?"
"บอกมา! ลูกของเขาอยู่ไหน?" สวี่เฮยตะคอกถาม
เพชฌฆาตผู้นี้ชื่อติงวั่ง เขารู้ว่าสถานการณ์เป็นรอง รีบตอบ "ข้าไม่เห็นลูกของเขา ข้าทำงานที่นี่มาหลายร้อยปี สัตว์อสูรทุกตัวต้องผ่านมือข้า ข้ารับประกันว่าไม่เคยเห็น ข้าสาบานได้!"
ได้ยินดังนั้น หมันจินก็ถอนหายใจโล่งอก
ลูกของเขาไม่ถูกจับมา นี่คือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว การเสียสละของเผ่าช้างไม่สูญเปล่า!
"หมันจิน เกิดอะไรขึ้นกันแน่?" สวี่เฮยถาม
หมันจินรวบรวมแรง เล่าเหตุการณ์ในอดีตให้ฟังคร่าวๆ
"เป็นอย่างนี้นี่เอง!" สวี่เฮยหน้านิ่งสนิท
ในอดีต เพื่อจับตัวเขา สำนักจับงูจับกุมสัตว์อสูรที่เกี่ยวข้องกับเขาทุกตัว แม้จะรู้ว่าสวี่เฮยหนีลงแม่น้ำไปทะเลตงไห่แล้ว แต่ขอแค่มีโอกาสล่อเขาออกมาได้นิดเดียว สำนักจับงูก็ทำ
สวี่ชิ่งจือไล่ล่าเขา สำนักจับงูจับเพื่อนพ้องของเขา สวี่เฮยต้องหนีหัวซุกหัวซุน เพิ่งจะได้กลับมาก็วันนี้
พอนึกถึงตรงนี้ แม้สวี่เฮยจะผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แต่ใบหน้าก็ยังบิดเบี้ยว ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
"สำนักจับงูเราจะมีปัญญาทำขนาดนั้นได้ยังไง? อย่ามาใส่ร้ายกันนะ! ฝีมือสำนักหุ่นเชิดสวรรค์ (เทียนขุยจง) ต่างหาก!" ติงวั่งรีบแย้ง
"สำนักหุ่นเชิดสวรรค์?" สวี่เฮยแววตาเย็นชา
"ตอนนั้นสำนักจับงูเสียหายหนัก จะเอาแรงที่ไหนไปไล่จับสัตว์อสูร? สำนักหุ่นเชิดสวรรค์เป็นคนจับทั้งนั้น แม้แต่ใบประกาศจับ ฉินเสวียนจีก็เป็นคนออก เราแค่ช่วยเฉยๆ!" ติงวั่งรีบอธิบาย
สวี่เฮยดูออกว่าเจ้านี่พยายามโยนความผิดให้พ้นตัว เบี่ยงเบนความเกลียดชังไปที่สำนักหุ่นเชิดสวรรค์ อยากให้สวี่เฮยไปเปิดศึกกับทางนั้น
แต่ต่อให้สำนักหุ่นเชิดสวรรค์เป็นคนจับ อย่างน้อยสัตว์อสูรก็ถูกส่งมาที่นี่ และตายด้วยมือมัน
แต่สวี่เฮยไม่คิดจะเปิดโปง เพียงถามเรียบๆ ว่า "เจ้ารู้อะไรอีก?"
"งูในหุบเขาหมื่นอสรพิษ (ว่านเสอ) ฉินเสวียนจีก็เป็นคนจับ จับไปตั้งหลายล้านตัว เพื่อหาว่าตัวไหนมีสายเลือดเกี่ยวข้องกับท่าน จะได้ให้เจ้าสำนักใช้วิชาค้นหาต้นกำเนิดโลหิต..."
ติงวั่งร่ายยาวเป็นชุด พยายามโยนความขัดแย้งไปทางสำนักหุ่นเชิดสวรรค์ และเปิดเผยวิชาลับของสำนักจับงู 'วิชาค้นหาต้นกำเนิดโลหิต'
ใช้วิธีหาจากเลือดพี่น้องหรือญาติใกล้ชิด เพื่อระบุตำแหน่งเป้าหมาย นี่คือวิชาค้นหาต้นกำเนิดโลหิต
เจ้านี่พูดความจริง
ในหุบเขาหมื่นอสรพิษมีสายเลือดของสวี่เฮยอยู่จริงๆ ทั้งบรรพบุรุษ ลูกหลาน งูเยอะขนาดนั้น ต้องมีญาติใกล้ชิดบ้างแหละ
ฉินเสวียนจีจับงูไปหมด เพื่อหาสายเลือดใกล้ชิด แล้วให้สวี่ชิ่งจือใช้วิชาค้นหาต้นกำเนิดโลหิต หาตำแหน่งของสวี่เฮย
ช่างเป็นวิธีการที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!
"ฆ่ามันเลยไหม?" ไห่เถิงถาม
"ฆ่าแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้" สวี่เฮยตอบ
ไห่เถิงพยักหน้า ประทับตราจิตวิญญาณลงกลางหน้าผากติงวั่งอย่างชำนาญ อีกฝ่ายไม่ขัดขืน เพราะรู้ว่าขัดขืนไปก็ไร้ประโยชน์
สวี่เฮยมองออกว่า ติงวั่งผู้นี้มีรังสีอำมหิตเข้มข้นมาก เขาเจอคนมานับไม่ถ้วน ไม่เคยเจอใครรังสีอำมหิตแรงขนาดนี้ เป็นวัตถุดิบชั้นดีในการทำหุ่นเชิด
ดีกว่าศพระดับหยวนอิงบางศพเสียอีก ติงวั่งอาจมีศักยภาพมากกว่าด้วยซ้ำ
"หมันจิน กินยานี้ แล้วไปกับข้า" สวี่เฮยบอก
"ไม่จำเป็นหรอก!"
หมันจินส่ายหน้า ไม่ยอมกินยา
สวี่เฮยเห็นดังนั้น ก็บดยาแล้วส่งฤทธิ์ยาเข้าสู่ร่างหมันจิน แต่ที่น่าแปลกใจคือ หลังจากหมันจินรับฤทธิ์ยาไป ร่างกายกลับไม่ฟื้นตัว ยังคงสภาพเดิม
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น?" สวี่เฮยไม่เข้าใจ
นี่คือยาเซียนโลหิตคืนชีพ ที่สามารถสร้างเนื้อสร้างกระดูกได้ แต่ทำไมรักษาหมันจินไม่ได้?
"สวี่เฮย เขาตายแล้ว"
ตอนนั้นเอง สวี่ไป๋ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังสวี่เฮย พูดเรียบๆ ว่า "และตายมาอย่างน้อยครึ่งปีแล้ว ข้าก็รักษาเขาไม่ได้"
สวี่เฮยหันกลับไปมองหมันจิน ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า อีกฝ่ายไร้ซึ่งพลังชีวิต ในร่างสะสมไอความตายไว้มหาศาล
ไอความตาย จะปรากฏขึ้นกับศพที่ตายมานานแล้วเท่านั้น
แล้วทำไมหมันจินถึงยังมีลมหายใจ? ทำไมยังพูดได้?
"เขาน่าจะมีห่วงที่ยังตัดไม่ขาด จิตสำนึกเลยยังคงอยู่ในศพ ไม่ยอมสลายไป เลยดูเหมือนคนตายที่ยังมีชีวิต" สวี่ไป๋อธิบาย
สวี่เฮยมองหมันจินอย่างเหม่อลอย
ในขณะนี้ สติของหมันจินกำลังเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากได้ยินข่าวว่าลูกปลอดภัยดี เขาก็หมดห่วง ไม่มีอะไรค้างคาใจอีก
ความเสียใจเพียงอย่างเดียว คงเป็นการไม่ได้เห็นหน้าลูกด้วยตัวเอง
ภายใต้สายตาของพวกสวี่เฮย หมันจินหลับตาลงตลอดกาล มีเสียงแผ่วเบาดังมาจากในร่าง "ขอบคุณ"
เขาขอบคุณสวี่เฮย ที่นำข่าวนั้นมาบอก
สวี่เฮยยืนนิ่งหน้าศพหมันจิน ไม่พูดอะไร ได้แต่จ้องมองอยู่อย่างนั้น หมันจินจากไปอย่างสงบแล้ว
ความสัมพันธ์ของสวี่เฮยกับหมันจิน เริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่สำนักสราญรมย์ล้อมปราบฝูงช้าง สวี่เฮยผ่านมาฆ่าคน บังเอิญช่วยเผ่าพันธุ์ของหมันจินไว้
ต่อมา หมันจินตอบแทนบุญคุณ ออกหน้าช่วยสวี่เฮยในศึกปะทะเสวียนหยางจื่อและฮันเท่อ
และต่อมา ที่นอกเมืองไร้กังวล หมันจินและเหล่าสัตว์อสูรยกทัพมาช่วย ทำให้สวี่เฮยรู้ว่า เขาไม่ได้สู้เพียงลำพัง
ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ภักดี อยู่คู่กับหมันจินไปตลอดชีวิต จนกระทั่งวาระสุดท้าย
สวี่เฮยหยิบธงเรียกวิญญาณออกมา โบกไปในความว่างเปล่า ดูดดวงวิญญาณที่เกือบจะสลายไปเข้าไปเก็บไว้
สวี่เฮยสัมผัสได้ว่า ในธงปรากฏดวงวิญญาณรูปหัวช้าง นั่นคือหมันจิน
"หมันจิน ข้าจะให้เจ้าได้เห็นหน้าลูกเจ้าอีกครั้ง ข้าสัญญา!" สวี่เฮยกล่าวอย่างหนักแน่น