เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 402 ในยุคโกลาหล มีเพียงผู้ที่เหมาะสมเท่านั้นที่จะอยู่รอด

บทที่ 402 ในยุคโกลาหล มีเพียงผู้ที่เหมาะสมเท่านั้นที่จะอยู่รอด

บทที่ 402 ในยุคโกลาหล มีเพียงผู้ที่เหมาะสมเท่านั้นที่จะอยู่รอด


อวี้เจี้ยนชิวเข้าใจทุกอย่างดี

เมื่อกระบี่ที่ทุ่มสุดกำลังของเขายังไม่อาจแทงทะลุร่างทารกมารตัวนั้นได้ เขาย่อมรู้ดีว่าการพามันกลับไป หมายความว่าอะไร

และหากไม่พามันกลับไป… นั่นหมายความว่าอะไร เขาก็ยิ่งเข้าใจชัดเจนไม่แพ้กัน

เขาเลือกปิดบังเรื่องนี้ เช่นเดียวกับที่กิเลนน้ำปิดบังเรื่องนี้จากทั้งหกสายใหญ่ ทั้งสองฝ่ายมีความคิดต้องตรงกันอย่างน่าประหลาด

อวี้เจี้ยนชิวนอนหงายอยู่บนผิวน้ำ สองมือประสานหนุนท้ายทอย ใช้เท้าคีบไหเหล้าไว้ ลิ้มรสสุราหนึ่งอึก ก็รู้สึกขมขื่นผุดขึ้นมาในอกครู่หนึ่ง

“ยังไงก็เถอะ สุราหยวีเหรินจุ้ยอร่อยกว่าอยู่ดี…”

เขาหยิบยันต์สื่อสารออกมา เอ่ยเสียงเกียจคร้านว่า

“พรุ่งนี้เที่ยงตรง ที่เดิม สมาชิกทีมสามทุกคนไปรวมตัว”

…………

รุ่งขึ้น ยามเที่ยง

สมาชิกทีมสามมาครบทุกคน เว้นเพียงสวี่เฮยที่ยังคงปิดด่านบำเพ็ญเพียรอยู่

พวกเขาลอยตัวเหนือผืนน้ำที่คุ้นเคย รับสายลมทะเลเย็น ๆ เงยหน้ามองท้องฟ้าอันว่างเปล่า อยู่ดี ๆ ก็พลันเกิดความรู้สึกเสียใจขึ้นมาในใจ

“ให้ตายสิ รู้งี้ไม่น่ามาเลย…” ซือทุนแอบสบถในใจ

กัปตันหายตัวไปหนึ่งปี พออยู่ ๆ ส่งข่าวมานัดรวมตัว ทุกคนก็มาด้วยความตื่นเต้นปนกังวล ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ต่างจากคราวก่อน

หนึ่งวัน สองวัน สามวัน…

กัปตันก็ยังไม่ปรากฏตัวสักที แต่เพราะครั้งก่อนพวกเขาได้เห็นพลังของสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นกับตา จึงไม่มีใครกล้าหุนหันแยกย้ายไปง่าย ๆ

ช่วงนี้ใกล้ถึงการประชุมสิ้นปีแล้ว ในน่านน้ำเกาะเผิงไหลมีอสูรหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นทุกที ตลอดสามวันนี้มีอสูรแวะผ่านมาเป็นระยะ พอเห็นทีมสามยืนเรียงกันอยู่ ก็อดไม่ได้ที่จะมองราวกับกำลังดูพวกตัวตลกกลุ่มหนึ่ง

ยิ่งเป็นเช่นนี้ ความขุ่นเคืองในใจของทุกคนก็ยิ่งทวีคูณ

“สวี่เฮยนี่ฉลาดจริง ๆ ตอนนี้ก็ยังไม่โผล่มา คราวหน้าข้าต้องเลียนแบบเขาบ้างสิ” สวี่ไป๋คิดอยู่ในใจ

อีกสองวันให้หลัง สวี่เฮยจึงมาถึงในที่สุด

หลังปิดด่านสิบวันเต็ม สวี่เฮยก็ทะลวงถึงขั้นปลายของระดับแก่นอสูร พลังวิญญาณทั้งร่างพลุ่งพล่านรุนแรง ราวเตาหลอมที่กำลังโหมไฟ น้ำทะเลรอบตัวถูกผลักออกเป็นวงกลมโล่ง ๆ ดูองอาจน่าเกรงขามยิ่งนัก

“สวี่เฮย เจ้านี่ทะลวงระดับแล้วจริง ๆ หรือ?” ซือทุนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

“เพิ่งทะลวงเมื่อครู่นี้เอง โชคช่วยล่ะ” สวี่เฮยยิ้มตอบอย่างถ่อมตัว

เพราะเพิ่งทะลวงได้ไม่นาน เขาจึงยังกลบซ่อนพลังของตนไม่มิด

“รบกวนทุกท่านช่วยปิดเรื่องนี้เป็นความลับด้วย ข้าอยากอำพรางระดับไว้ รอให้ได้ทำให้ทุกคนตะลึงในวันจริง” สวี่เฮยเอ่ยขึ้น

“ฮ่า ๆ เรื่องเล็กน่า พวกข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ” ซือทุนรีบตอบทันที

สวี่เฮยลอยตัวเหนือผิวน้ำ ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามเต็ม ๆ ค่อย ๆ ระงับพลังอันล้นเหลือให้สงบนิ่ง แล้วจึงใช้เคล็ดกลั้นปราณเต่าดำ ซ่อนระดับให้อยู่เพียงขั้นกลางของแก่นอสูรได้อย่างแนบเนียน

จะเรียกว่าบังเอิญหรือไม่ก็ไม่อาจรู้ได้ เพียงหนึ่งชั่วยามหลังจากสวี่เฮยมาถึง อวี้เจี้ยนชิวก็ปรากฏตัวในที่สุด

เขายังคงมาในสภาพเดิม น้ำทะเลเบื้องล่างถูกแช่แข็งกลายเป็นชั้นน้ำแข็งบาง ๆ เขานอนอยู่บนนั้น ดวงตาปิดสนิท กล่องกระบี่วางอยู่บนแผ่นหลัง และมีไหเหล้าคีบอยู่ในปาก

“ขออภัยทุกท่าน ข้าเดินหลงทางในเส้นทางชีวิตของตัวเองอยู่นิดหน่อย” อวี้เจี้ยนชิวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

ทุกคนแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาพร้อมกัน

เหลือเวลาอีกแค่สามวันก็จะถึงการประชุมสิ้นปีอยู่รอมร่อ เขากลับมาทำเล่นอะไรแบบนี้อีก เห็นพวกตนว่างจนไม่รู้จะทำอะไรอย่างนั้นหรือไง

“เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เรื่องยืดเยื้อ ในเมื่อข้าเป็นหัวหน้าทีมของพวกเจ้า อย่างน้อยก็ต้องปฏิบัติหน้าที่สักหน่อย สามวันสุดท้ายนี้ ข้าจะจัดการฝึกพิเศษให้พวกเจ้า” อวี้เจี้ยนชิวกล่าวเสียงเรียบ

“…”

สมาชิกทีมสามทั้งหมดเงียบงัน สายตาที่มองไปยังเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองอย่างยากจะปิดบัง

สามวันสุดท้ายงั้นหรือ ทำไมไม่คิดจะทำตั้งแต่ก่อนหน้านี้กันนะ

ทว่าสวี่เฮยกลับถามด้วยความสนใจเต็มเปี่ยม

“ฝึกพิเศษแบบไหนกันหรือ?”

“ง่ายนิดเดียว”

อวี้เจี้ยนชิวยิ้มบาง ก่อนหยิบผ้าสีดำสิบสองผืนออกมา สะบัดส่งไปในอากาศ

ชวับ ชวับ ชวับ

ผ้าสีดำเหล่านั้นขยายตัวและยืดยาวอย่างรวดเร็ว พันปิดดวงตาของอสูรทั้งสิบสองตนที่อยู่ ณ ที่นั้นจนมิดชิด

ในชั่วพริบตา โลกทั้งใบก็จมลงสู่ความมืดมิด

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ ไม่เพียงการมองเห็นเท่านั้นที่สูญสลายไป การดมกลิ่น การสัมผัส การลิ้มรส และการได้ยิน ทั้งห้าประสาทสัมผัสกลับหายไปจนหมดสิ้น

“การฝึกพิเศษของข้าก็คือ ตัดขาดประสาทสัมผัสทั้งห้า และตัดขาดญาณตรวจสอบของพวกเจ้า พวกเจ้าต้องเดินทางไปให้ถึงสถานที่จัดประชุมสิ้นปีให้ได้ภายในสามวัน”

“หากล้มเหลว ก็ถือว่าสละสิทธิ์ไปเสีย”

เสียงของอวี้เจี้ยนชิวดังแว่วแทรกเข้ามาในจิตสำนึกของพวกเขาพร้อมกับประโยคสุดท้าย

จากนั้น เหล่าอสูรทั้งหลายก็ไม่อาจรับรู้อะไรได้อีกต่อไป ราวกับร่างถูกโยนลงสู่แดนสนธยาอันมืดมิด ไม่อาจสัมผัส ไม่อาจหยั่งรู้ สรรพสิ่งโดยรอบกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า

เมื่อประสาทสัมผัสทั้งห้าถูกตัดขาด แถมยังไม่อาจใช้ญาณตรวจสอบ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะรับรู้สิ่งภายนอกด้วยอะไรอีกเล่า

ไม่มีอะไรเหลือเลยจริง ๆ

“สถานที่จัดงานประชุมสิ้นปีอยู่ตรงรอยต่อระหว่างน่านน้ำเกาะเผิงไหลกับตัวเกาะ เรียกว่าเกาะเหยียนอู่ ภายในสามวันจะไปถึงได้อย่างไรกัน”

“ทำยังไงดี ข้ามองไม่เห็นอะไรเลย!”

“ให้ตายสิ รีบเอาไอ้ของพรรค์นี้ออกไปจากหน้าเดี๋ยวนี้นะ!”

สมาชิกทีมสามต่างพากันคลุ้มคลั่ง พยายามดึงผ้าสีดำบนใบหน้าออกอย่างสุดแรง แต่กลับดึงไม่ออก ราวกับมันถูกตอกตรึงไว้กับผิวหนังอย่างแน่นหนา

เมื่อไม่อาจรับรู้อะไรจากภายนอก แถมยังปราศจากญาณตรวจสอบ พวกเขาจึงสูญเสียทิศทางอย่างสิ้นเชิง

สมาชิกบางคนล้มเลิกการดึงทึ้ง แล้วเริ่มคลำทางมุ่งหน้าไป แต่เส้นทางที่เดินกับจุดหมายปลายทางกลับคลาดเคลื่อนไปไกลลิบ หากยังเดินมั่วเช่นนี้ อย่าว่าแต่สามวันเลย ต่อให้หนึ่งปีก็ไม่มีทางไปถึง

หากแต่สวี่เฮยกลับไม่รีบร้อนขยับตัว เขาเองก็ไม่อาจรับรู้อะไรจากภายนอกได้เช่นกัน ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่

นั่นคือสัญชาตญาณในการสัมผัสถึงอันตรายของเขา

ว่ากันว่ามนุษย์เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทสัมผัสด้านอื่น ๆ จะยิ่งพัฒนาไวขึ้น

ในแง่ของการเอาตัวรอด สิ่งมีชีวิตจะพยายามวิวัฒน์ตนเองอยู่เสมอ ราวกับมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในเขตขั้วโลกที่ต้องวิวัฒน์ให้มีชั้นไขมันหนาเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันความหนาวเหน็บจากน้ำแข็งและหิมะ

ตอนนี้สวี่เฮยก็กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นอยู่ เพียงแต่เป็นไปอย่างเชื่องช้า

ขณะเดียวกันก็มีอสูรไม่น้อยผ่านเข้ามาบริเวณใกล้เคียง ต่างมายืนมุงดูอยู่ห่าง ๆ

“เฮอะ เหลืออีกแค่สามวัน ยังมีหน้ามาจัดการฝึกอะไรอีก กัปตันคนนี้ช่างพิลึกแท้”

“ตัดขาดประสาทสัมผัสทุกอย่างแบบนี้ แล้วจะไปเกาะเหยียนอู่ได้ยังไงกัน พวกทีมสามคงต้องสละสิทธิ์กันหมดแน่”

“สละสิทธิ์ก็ดีแล้ว แบบนั้นพวกเราจะได้มีคู่แข่งน้อยลง”

อสูรที่มุงดูกันอยู่ล้วนมีแววตาเย้ยหยัน แฝงความยินดีบนความทุกข์ของคนอื่นเต็มเปี่ยม

สมาชิกทีมสามบางคนถึงกับทำตัวเหมือนแมลงวันที่บินชนกำแพงไปมา แต่สวี่เฮยยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เฝ้าสังเกตว่าประสาทสัมผัสในการรับรู้ถึงอันตรายของเขาจะค่อย ๆ พัฒนาเร็วขึ้นหรือไม่

“ที่แท้ อวี้เจี้ยนชิวก็สวมผ้าปิดตาแบบนี้ตลอดเวลาอย่างนั้นหรือ”

“เขาไม่ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ไม่ใช้แม้แต่ญาณตรวจสอบ แล้วเขาอาศัยอะไรในการหาทิศทาง อาศัยอะไรในการต่อสู้กันแน่”

“เขาพัฒนามาถึงขั้นไหนแล้วกันแน่นะ”

สวี่เฮยไม่เคยเข้าใจสิ่งเหล่านี้มาก่อน ทว่ายามนี้ กลับค่อย ๆ สัมผัสได้ถึงความกระจ่างที่ผุดขึ้นมาในใจ

สัญชาตญาณในการสัมผัสอันตรายของเขากำลังเปลี่ยนแปลง เขาเริ่มรับรู้ได้ไม่เพียงแค่เจตนาฆ่า หากแต่ยังสัมผัสได้ถึงความยินดี การหยอกเย้า หรือแม้แต่ความเย้ยหยันจากผู้อื่นด้วย

อสูรจำนวนมากที่มุงดูอยู่โดยรอบ บัดนี้กลับเหมือนโคมไฟนับไม่ถ้วนที่ส่องแสงอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ชี้นำเส้นทางให้สวี่เฮยอย่างเงียบงัน

เขาจึงเริ่มคาดคะเนตำแหน่งของเกาะเหยียนอู่ผ่านอารมณ์ที่สะท้อนออกมาจากผู้คนเหล่านั้นทีละน้อย

“ก้าวแรก ต้องมุ่งไปทางนี้ก่อน”

สวี่เฮยปรับทิศทาง แล้วก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว มุ่งหน้าสู่เกาะเหยียนอู่ไปราวหนึ่งจั้ง

“โอ้”

อวี้เจี้ยนชิวที่ก่อนหน้านี้นอนนิ่งอย่างเซื่องซึมพลันยันกายลุกขึ้นเล็กน้อย หันมามองสวี่เฮยด้วยสายตาเปี่ยมความสนใจ

“ฮึ เจ้าหนูนี่ไม่เลว ใช้เวลาไม่นานก็เริ่มปรับตัวได้แล้วสินะ”

“เด็กแบบนี้ หากโยนไปอยู่ในสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายสักแห่ง อย่างน้อยก็น่าจะพอมีโอกาสเอาชีวิตรอดได้อยู่บ้าง”

อวี้เจี้ยนชิวมองสวี่เฮยอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายจะถอนใจรำพึงกับตัวเองเบา ๆ

“ในเมื่อไม่อาจเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้ ก็มีเพียงต้องปรับตัวให้เข้ากับมันเท่านั้น สามวันจากนี้ ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะพัฒนาตัวเองไปได้ไกลถึงเพียงใดกัน”

จบบทที่ บทที่ 402 ในยุคโกลาหล มีเพียงผู้ที่เหมาะสมเท่านั้นที่จะอยู่รอด

คัดลอกลิงก์แล้ว