- หน้าแรก
- ปฐมกาล จ้าวอสรพิษ
- ตอนที่ 36 จุดไฟเผาป่า โทษหนักถึงติดคุก
ตอนที่ 36 จุดไฟเผาป่า โทษหนักถึงติดคุก
ตอนที่ 36 จุดไฟเผาป่า โทษหนักถึงติดคุก
เปลวไฟโหมกระหน่ำทั่วแนวเขา กลุ่มควันดำทะมึนพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ไฟป่าลามกินผืนป่าอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีสิ่งใดต้านทานได้
ยังไม่ทันถึงจุดเกิดเหตุ สวี่เฮยก็เห็นฝูงนกบินหนีแตกฮือ เสียงสัตว์ป่าร้องโหยหวนระงม
ไฟป่าสำหรับสิ่งมีชีวิตในผืนป่า คือหายนะครั้งใหญ่ ไฟผ่านไปย่อมเหลือแต่เถ้าถ่าน ทุกสรรพชีวิตดับสิ้นในพริบตา
หัวใจสวี่เฮยหนักอึ้งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เพราะที่นี่คือ “บ้าน” ของเขา
“ไม่!”
เสียงคำรามของเขาสะท้อนก้องไปทั่ว สวี่เฮยเร่งฝีเท้ามุ่งสู่ดินแดนที่ตนปกครอง
เฮยหวง หมาดำเฒ่าที่เพิ่งเปลี่ยนชื่อ เห็นสีหน้าของสวี่เฮยที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็เงียบลง ไม่เอ่ยคำใด ตามไปอย่างสงบ
เมื่อสวี่เฮยมาถึงแนวเขตภูเขาของตน ก็พบว่าภูเขาสองลูกเบื้องหน้ากลายเป็นทะเลเพลิง พืชพรรณถูกเผาราบไปกว่าครึ่ง ฉากตรงหน้าราวนรกมีชีวิต เปลวเพลิงแดงระอุลุกฮือ เผาผลาญทุกสิ่ง
ไฟกำลังแผ่ขยายออกไปไม่หยุด สรรพชีวิตล้มตายอย่างน่าเวทนา
สวี่เฮยมองเห็นฝูงหมูป่ากำลังหนีไฟ แม่หมูตัวหนึ่งพาลูกน้อยวิ่งฝ่าเปลวเพลิงออกมา ร้องกรีดด้วยความเจ็บปวด ท่ามกลางนั้นมีไม้ท่อนใหญ่ที่ถูกไฟเผาจนเปราะหล่นลงมา ฟาดใส่แม่หมูจนล้มกลิ้ง
ลูกหมูตัวเล็กๆ วิ่งกรูเข้ามาล้อมแม่อย่างแตกตื่นแต่ไม่ยอมหนี ท้ายที่สุดก็ถูกไฟคลอกไปพร้อมกันทั้งหมด
ลูกหมูเหล่านั้น สวี่เฮยเคยช่วยเลี้ยงไว้ให้เป็นเสบียงของปีหน้า บัดนี้กลับถูกเผาตายต่อหน้าต่อตา ไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว
ยังมีรังนกตามยอดไม้ เหล่านกตัวเล็กที่เพิ่งหัดบินไร้กำลังจะหนี ถูกไฟป่าครอกดับทั้งรัง ป่าไม้อันเคยเขียวชอุ่มกลายเป็นผงเถ้าในพริบตา
สรรพชีวิตนับไม่ถ้วนวูบดับไปต่อหน้าสายตาของสวี่เฮย
พื้นที่ที่ไฟคลุมกว้างเกินควบคุม มนุษย์หรืออสูรธรรมดาไม่อาจดับเพลิงรุนแรงเช่นนี้ได้ คงต้องรอให้เผาจนหมดเชื้อ หรือไม่ก็รอฝนห่าใหญ่เท่านั้นจึงจะยุติ
มนุษย์มีสุภาษิตว่า “ผู้ใดเผาป่าให้วอด ผู้นั้นต้องรับโทษจนวันตาย” ก็เพราะไฟป่าร้ายแรงถึงเพียงนี้
สวี่เฮยกัดฟันแน่น วิ่งฝ่ากองเพลิงเข้าไปสุดแรง ตรวจค้นทุกมุมด้วยญาณของตน
แม้เปลวไฟจะลามเลียร่าง แต่เขาแทบไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย เขารีบตรงไปยัง “บ่อน้ำ” ที่คุ้นเคย ก่อนจะกระโจนลงสู่ถ้ำลึกเบื้องล่าง
ในถ้ำเต็มไปด้วยควันหนาทึบสะสมอัดแน่นอยู่ด้านใน
ตรงมุมถ้ำ เขาเห็นฝูงลูกหมาป่าน้อย จ่าฝูงหมาป่าจันทราคราม และงูขาวที่สวี่เฮยเลี้ยงเอาไว้
ตอนนี้งูขาวเติบโตขึ้นมาก ลำตัวยาวพอๆ กับสวี่เฮย แถมยังบรรลุขั้นเปิดญาณชั้นที่สามแล้ว
โชคดีที่มีถ้ำให้หลบ จ่าฝูงหมาป่าและงูขาวจึงหนีไฟป่ามาได้ แต่หากต้องทนควันพิษต่อไปอีกไม่นาน ทั้งหมดก็อาจตายอยู่ในนี้ได้เช่นกัน
สวี่เฮยเหลือบไปเห็นมุมหนึ่งของถ้ำ ต้นผลงูที่เขาเคยลงแรงปลูกไว้กำลังออกผลอ่อนหนึ่งลูก คาดว่าต้องรออีกสามปีถึงจะออกลูกผลงูสมบูรณ์ชุดแรก
พอเห็นสวี่เฮยปรากฏตัว จ่าฝูงหมาป่าก็รีบกระโจนเข้ามา ร้องหงิงๆ ด้วยสีหน้าลำบากทุกข์ใจ
ด้านนอกเปลวไฟยังลุกไหม้รุนแรง ควันหนาปกคลุมเต็มปากถ้ำ ที่นี่ไม่อาจอยู่ต่อได้อีกนาน
สวี่เฮยไม่เสียเวลาพูด เขารีบยกต้นผลงูขึ้น เก็บลงถุงเก็บของ จากนั้นหันไปบอกงูขาวและฝูงหมาป่า
“ตามข้าออกไปให้ได้!”
………
ห่างออกไปราวสามสิบลี้ ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านงู
ชายชราในชุดนักพรตใบหน้าซูบเซียว ยืนอยู่ที่เชิงเขา จ้องมองผืนป่าซึ่งกลายเป็นเถ้าถ่านด้วยสายตาเยาะเย้ย
ชายผู้นั้นคือเฉินเต้าหลิง บัดนี้เขาดูแก่ชราลงไปอีกยี่สิบปี
เพราะครั้งที่ใช้โอสถเพิ่มพลังฝืนยกระดับขึ้นสู่ขั้นสร้างรากฐาน ทำให้อายุขัยของเขาถูกกลืนหายไปมาก ตอนนี้อาจหลงเหลือเวลาอีกเพียงราวสามปี
ความปรารถนาสุดท้ายของเขาคือ “ต้องจับงูปีศาจตัวนั้นมาให้ได้ ถลกหนัง ควักไส้ สกัดเป็นโอสถงู”
โอสถนี้เขาไม่ได้คิดจะใช้รักษาตัวเอง แต่ตั้งใจจะทิ้งเป็นมรดกให้ศิษย์สองคนสุดท้ายของตน คือจ้าวเหวินจัวและเฉินตัวตัว
ขณะนี้ ทั้งสองคนนั้นยืนเคารพอยู่ด้านหลังซ้ายขวา
จ้าวเหวินจัวปิดด่านบำเพ็ญมาหลายเดือน จนบรรลุขั้นฝึกตนตอนกลาง ระดับสี่ นับว่าเป็นอัจฉริยะสำหรับศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักจับงูได้เพียงปีเดียว
เฉินตัวตัวเองก็เป็นสตรีนักสู้ยอดฝีมือแห่งตระกูลเฉิน จ่อจะทะลวงสู่ขั้นฝึกตนตอนปลาย ระดับหกในไม่ช้า
“ไฟลุกไหม้นี่กินเวลาถึงสามวันเต็ม เกรงว่าคงไหม้วอดไปถึงรังของงูปีศาจแล้วกระมัง” เฉินเต้าหลิงหัวเราะเย็น
จ้าวเหวินจัวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า
“อาจารย์ ไฟป่าเช่นนี้คงทำให้อสูรจำนวนมากโกรธแค้น งูปีศาจอาจลงมาล้างแค้นเราก็เป็นได้”
“หึ จะกลัวไปไย” เฉินเต้าหลิงยิ้มเย้ย ท่าทีมั่นใจไม่เกรงกลัว
“จะเฉลยให้พวกเจ้ารู้ เรื่องราชางูเฒ่ากับหุบหมื่นงูนั้น ทำให้ผู้อาวุโสในสำนักจับงูใหญ่สนใจยิ่ง อีกไม่นานจะมีผู้ฝึกตนระดับสูงลงมาเปิดสาขาที่นี่ พวกเจ้าสองคนจะได้เข้าฝึกในสาขานั้นโดยตรง”
จ้าวเหวินจัวกับเฉินตัวตัวใจสั่นระรัว
สำนักจับงูเป็นหนึ่งในห้าขั้วอำนาจใหญ่ของแคว้นฉู่ เป็นราชันย์แห่งแดนใต้ หากตั้งสาขาที่ใด ย่อมมีผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานชั้นสูงมาคุมพื้นที่
นั่นหมายความว่าระดับการบำเพ็ญของถิ่นนี้จะพุ่งสูงขึ้น พวกหมู่บ้านงู เมืองเฉิน ก็จะเฟื่องฟู ผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาสร้างเมืองใหญ่ เศรษฐกิจก็จะบูมตามไปด้วย
“แล้วสาขานั้นจะตั้งที่ใดหรือ” จ้าวเหวินจัวถามตาเป็นประกาย
“นั่นเป็นข้อมูลระดับสูง อาจารย์ยังไม่อาจรู้ แต่ได้ยินว่าผู้อาวุโสส่งร่างแยกมาลาดตระเวนแล้ว อีกไม่นานคงได้คำตอบแน่” เฉินเต้าหลิงตอบ พลางเหลือบมองออกไปไกล
การปรากฏของ “หุบหมื่นงู” กับ “ราชางูเฒ่า” ทำให้สำนักจับงูชั้นสูงหมายตาพื้นที่แห่งนี้ พวกเขาต้องการครอบครองดินแดนที่งูชุกชุมแห่งนี้เพื่อใช้ตั้งสาขา
………
ในป่าลึก ท่ามกลางเปลวไฟที่ยังลุกโหม ไฟลามปกคลุมท้องฟ้า ควันดำหนาทึบฟุ้งไปทั้งบริเวณ พื้นดินที่เหยียบเต็มไปด้วยเถ้าถ่าน กลิ่นไหม้ฉุนแสบจมูก แสบตาจนแทบลืมไม่ขึ้น
“บอลน้ำ!”
สวี่เฮยพ่นกลุ่มน้ำลูกหนึ่งออกไปด้านหน้า ช่วยดับไฟที่ขวางทางให้กลายเป็นช่องว่างสำหรับหลบหนี
หมาป่าจันทราครามแบกลูกหมาป่าทั้งฝูง ส่วนงูขาวก็เลื้อยตามมาติดๆ ทั้งหมดรีบหนีลึกเข้าไปยังส่วนของป่าที่ยังไม่ถูกไฟไหม้
เฮยหวงกระโดดโผล่มาข้างกาย เอ่ยขึ้นว่า
“สวี่เฮย ไฟป่าแบบนี้เกิดทุกปีก็มี อย่าเพิ่งตกใจไปนัก อากาศร้อนจัดจนไฟลุกป่าเป็นเรื่องธรรมดา”
สวี่เฮยยังคงก้มหน้าไม่พูดอะไร สีหน้าเคร่งขรึม
เฮยหวงปีนขึ้นไปบนเนิน หันมองสภาพรอบทิศแล้วถึงกับกระสับกระส่าย
“แต่ครั้งนี้วงกว้างเกินไป เดาว่าไหม้วอดไปร่วมยี่สิบลี้ หรืออาจจะมากกว่านั้น ถ้าไม่มีฝนกระหน่ำหรือคนมาช่วยดับ เกรงว่าจะลุกอยู่อีกนาน”
เขาถอนหายใจ อยากเอ่ยปลอบ แต่กลับไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เพราะในฐานะที่เคยเป็นมนุษย์ เขาเองยังนึกไม่ออกว่าหากบ้านของตนถูกเผาวอดทั้งหมด จะรู้สึกเช่นไร
ทันใดนั้น สวี่เฮยที่เงียบอยู่นานก็เอ่ยขึ้น
“ข้าว่าไฟครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ”
“หา” เฮยหวงขมวดคิ้ว รอฟังต่อ
สวี่เฮยเงยหน้าขึ้น สีหน้าเคร่งเครียด น้ำเสียงเย็นเยียบ
“เจ้าเคยบอกว่าแต่ละสาขาของพวกจับงูจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ปราณสมบูรณ์ และมีงูชุกชุมใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว” เฮยหวงพยักหน้า
สวี่เฮยสูดลมหายใจลึก ดวงตาฉายแววอำมหิตน่าสะพรึง
“ข้ารู้แล้วว่าใครเป็นคนก่อเรื่องนี้”
ดวงตาของสวี่เฮยทอประกายโทสะเย็นเยียบ เฮยหวงไม่เคยเห็นจิตสังหารรุนแรงเช่นนี้ในดวงตางูตัวใดมาก่อน แม้แต่ตัวเขาเองยังเผลออึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่คาดคิดว่างูในขั้นเปิดญาณกลางจะปลดปล่อยเจตนาฆ่าได้เข้มข้นถึงเพียงนี้