- หน้าแรก
- ปฐมกาล จ้าวอสรพิษ
- ตอนที่ 34 งูและหมาผนึกกำลัง จอมวายร้ายแห่งขุนเขา
ตอนที่ 34 งูและหมาผนึกกำลัง จอมวายร้ายแห่งขุนเขา
ตอนที่ 34 งูและหมาผนึกกำลัง จอมวายร้ายแห่งขุนเขา
สวี่เฮยถึงกับอับจนถ้อยคำ
เขารู้ดีว่าหมาดำเฒ่าตัวนี้ทั้งดื้อทั้งเอาแต่ใจ หากไม่ยอมตกลงเสียตอนนี้ อีกฝ่ายต้องตามตื๊อไม่เลิก แถมสรรหาวิธีมาก่อความวุ่นวายไม่รู้จบ และที่สำคัญ ตัวสวี่เฮยเองก็ทำอะไรมันไม่ได้ด้วย
“ตกลงก็ได้ แต่ห้ามเรียกข้าว่าศิษย์ ข้ามีชื่อของข้าเอง ข้าชื่อสวี่เฮย”
“สวี่เฮยหรือ” หมาดำเฒ่าดวงตาเป็นประกาย หัวเราะพลางว่า “ไม่เลวนี่ ศิษย์ข้า อย่างน้อยก็ยังตั้งชื่อเองเป็น สมกับเป็นศิษย์ข้าอยู่บ้าง แม้ชื่อจะฟังจืดไปหน่อยก็เถอะ”
สวี่เฮยไม่คิดฟังต่อ เลื้อยออกจากถ้ำมุ่งสู่โลกภายนอกทันที
นี่เป็นครั้งแรกในรอบสองเดือนที่เขาต้องออกจากรังไปเผชิญการต่อสู้อีกครั้ง สวี่เฮยต้องการให้ภารกิจนี้จบให้เร็วที่สุด เขาไม่ชอบการเดินทางไกลนัก เพราะติดนิสัยอยู่เงียบๆ ในถ้ำมากกว่า
“ตามข้ามา”
หมาดำเฒ่าพุ่งนำหน้าไปอย่างว่องไว สวี่เฮยเร่งตามไปด้านหลัง แต่ยังเว้นระยะห่างไว้พอสมควร หากข้างหน้ามีอันตราย อย่างน้อยก็ให้หมาดำเฒ่าเป็นฝ่ายรับเคราะห์ก่อน
ระหว่างทาง หมาดำเฒ่าก็เริ่มเอ่ยเล่าความรู้ต่างๆ ให้สวี่เฮยฟัง
“สวี่เฮย เจ้ารู้หรือไม่ว่าอาณาจักรนี้ชื่อว่าอะไร”
“รู้สิ แคว้นฉู่น่ะสิ”
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าในแคว้นฉู่ มีกี่สำนักบำเพ็ญเซียน”
สวี่เฮยตอบอย่างงุนงง “ข้ารู้แค่สำนักจับงู”
หมาดำเฒ่าหัวเราะ “ในแคว้นฉู่มีห้าขั้วอำนาจใหญ่ แบ่งเป็นทิศตะวันออก เหนือ ใต้ ตะวันตก และตรงกลาง ทิศเหนือคือภูเขาหิมะ ทิศตะวันตกคือคุนหลุน ทิศตะวันออกคือเผิงไหล ทางใต้ก็คือสำนักจับงู ส่วนใจกลางแผ่นดินคือกรมโหรหลวงของราชสำนัก ทั้งหมดนี้คือห้าขั้วอำนาจที่ควบคุมทุกสิ่งในแคว้นฉู่”
สวี่เฮยฟังแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ “แล้วสำนักจับงูเก่งมากหรือ”
“ทุกวันนี้ก็แค่สำนักสองดาว พอเอาตัวรอดได้ แต่ในอดีตโบราณ สำนักจับงูเคยยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน ตอนนั้นอาณาจักรยังเรียกว่าเซี่ยกั๋ว... จนกระทั่งเมื่อสองร้อยปีก่อน...”
หมาดำเฒ่าพูดถึงตรงนี้ก็เงียบไปเฉยๆ ไม่ยอมเล่าต่อ
สวี่เฮยเองก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรเพิ่ม ในความคิดของเขา ตราบใดยังไม่แข็งแกร่งมากพอ ไม่รู้ก็ดีกว่ารู้ ไปยุ่งเรื่องใหญ่เกินตัวย่อมไม่ใช่เรื่องดี
งูหนึ่งตัวกับหมาหนึ่งตัว เดินทางอยู่เต็มวันจึงถึงจุดหมาย
สถานที่เบื้องหน้าคือสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่ง ไม่ค่อยมีชื่อเสียงนัก นามว่า “สำนักเซียวเยา” อยู่ใต้อาณัติของสำนักจับงู ภายในสำนักมีผู้อาวุโสระดับสร้างรากฐานขั้นต้นห้าคน และประมุขก็อยู่ขั้นเดียวกัน
ภาพที่เห็นคือภูเขาสูงห้าลูกเรียงรายล้อมพื้นที่ราบตรงกลาง นั่นคือเขตประตูสำนักเซียวเยา
ไม่นาน หมาดำเฒ่าก็หยุดที่เชิงเขาลูกหนึ่ง
สวี่เฮยเลื้อยไปหลบในพงหญ้าใกล้ๆ ค่อยๆ ขยับตามไปอย่างระมัดระวัง
“เฮ้ ดูลาดเขานั่นสิ เห็นหรือไม่ ไก่หางวิญญาณเต็มไปหมด” หมาดำเฒ่าชี้ไปบนไหล่เขา
สวี่เฮยเพ่งตามไป เห็นไก่ขนหลากสีสันเดินคุ้ยเขี่ยอยู่บนลาดเขาเต็มไปหมด แต่ละตัวตัวใหญ่เกือบเท่าแพะ ยืดอกย่างกรายอย่างทะนง
“ยอดเขานี้มีเฒ่าคนหนึ่งอยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นต้น ไก่พวกนี้คือฝูงไก่ที่เขาเลี้ยงไว้ มีเป็นร้อยตัวทีเดียว” หมาดำเฒ่าหัวเราะอย่างสำราญ
สวี่เฮยลองใช้ญาณตรวจดู กลับพบว่าบริเวณตีนเขามีม่านพลังบางๆ กั้นเอาไว้ ราวกับกำแพงล่องหนขวางไว้ มองจากด้านในคงเป็นค่ายกลป้องกันชนิดหนึ่ง
เขาขยับเข้าไปใกล้ ลองเอาตัวชนก็พบว่ากระเด็นกลับมา
“นี่คือค่ายกลแสงป้องกัน แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับข้า”
หมาดำเฒ่าหัวเราะเจ้าเล่ห์ หยิบผงสีดำกำหนึ่งออกมาโรยลงบนม่านพลัง
ครู่เดียว ม่านแสงก็ละลายกลายเป็นช่องว่างกว้างราวสิบวา
จากนั้นหมาดำเฒ่าหยิบ “แมลงวิญญาณ” ตัวเล็กๆ ออกมากลุ่มหนึ่ง วางไว้ตรงช่องโหว่นั้น
“แมลงพวกนี้ยั่วยวนไก่หางวิญญาณได้ดี เดี๋ยวรอดูเถอะ จะจับมากินได้ยกฝูง พอครบแล้วก็เผ่นทันที” หมาดำเฒ่าพูดอธิบาย
“อืม” สวี่เฮยลมหายใจถี่เร็วขึ้นเล็กน้อย
ทั้งคู่ใช้วิชาดินทะลุจมตัวลงไปซ่อนใต้ดิน รอจังหวะลงมือ
ไม่นาน ไก่หางวิญญาณตัวหนึ่งก็ได้กลิ่นแมลง มันวิ่งตรงเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยตัวที่สองที่สามจนกลายเป็นฝูงเกินสิบตัว
ไก่หางวิญญาณเหล่านี้มีเชาวน์ต่ำ แถมไม่เคยเจอภัยคุกคามมาก่อน จึงไม่ระแวดระวังเลยแม้แต่น้อย
“ได้เวลาล่าละ เตรียมตัว” หมาดำเฒ่ากระซิบ
สวี่เฮยกลั้นลมหายใจ แต่อีกด้านก็แผ่ญาณออกไปเฝ้าดูรอบๆ เผื่อว่ามนุษย์จะโผล่มาเมื่อใด
“ลงมือ”
เสียงคำรามของหมาดำเฒ่าดังขึ้นพร้อมกันนั้น
ร่างหมาดำเฒ่าพุ่งทะลุพื้นดินขึ้นมา อ้าปากงับไก่หางวิญญาณไปหนึ่งตัว ใช้สองอุ้งเท้าตะปบจับไว้อีกสองตัว ไก่ทั้งสามดิ้นพล่าน แต่หมาดำเฒ่าพ่นไอสีดำจากจมูกใส่ ร่างของไก่ก็แข็งทื่อ ขยับไม่ได้อีก
สวี่เฮยก็พุ่งขึ้นมาจากใต้ดินในจังหวะเดียวกัน เขาสั่งในใจให้ห่วงสะกดสัตว์เคลื่อนตัวทะลุดินขึ้นไป กลางทางใช้วิชาแรงดึงดูดควบคู่กัน ดึงไก่สามตัวเข้ามารวมกัน
“ครอบมัน”
เสียงสั่งของเขาเบาหวิว แต่ห่วงสะกดสัตว์กลับขยายตัวพันรัดไก่สามตัวไว้แน่น ทั้งสามตัวล้วนเป็นขั้นเปิดญาณปลายสองตัว และขั้นกลางอีกหนึ่งตัว
ไก่พวกนี้แม้พลังบ่มเพาะไม่น้อย แต่ไร้สัญชาตญาณต่อสู้ ถูกเลี้ยงไว้เพื่อให้มนุษย์กินไม่ต่างจากสัตว์ในคอก เปรียบเสมือนเสือที่ถูกเลี้ยงในกรงตั้งแต่เกิด เมื่อเจอศัตรูจริงก็ไม่รู้จะหนีหรือสู้
อย่างไรก็ตาม กำลังดิบของพวกมันยังถือว่าไม่เลว หากเป็นคนอื่นคงลำบากไม่น้อย มีเพียงสวี่เฮยกับหมาดำเฒ่าที่จัดการได้ง่ายดายเช่นนี้
“เสร็จแล้ว เผ่นได้!” หมาดำเฒ่าคาบไก่หนึ่งตัวไว้ในปาก ใช้อุ้งเท้าซ้ายขวาเหนี่ยวไก่อีกสองตัว เตรียมใช้วิชาดินทะลุหนี
ทว่าทันใดนั้น เสียงคำรามกัมปนาทก็ดังขึ้นจากฟากฟ้า ดุจฟ้าผ่าข้างหู
“เจ้ามันนี่เองที่แอบขโมยไก่ของข้า คราวก่อนหายไปสองตัว วันนี้ยังกล้ากลับมาอีก!”
สวี่เฮยได้ยินเสียงก็รีบรวบไก่สามตัวในห่วงสะกดสัตว์ลงมาข้างล่างทันที เขาอ้าปากกลืนรวดเดียว จากนั้นใช้หางดีดตัวพุ่งหนี ใช้วิชาดินทะลุเต็มกำลังมุ่งลงลึกไปใต้ดิน
ส่วนหมาดำเฒ่า พอจะมุดลงดินกลับพบว่าพื้นใต้เท้ากลายสภาพเป็นหินแข็งไปแล้ว
“แข็งตัว”
ชายชราเคราขาวคนหนึ่งเหาะมากับกระบี่บินใต้เท้า มือร่ายคาถาเพียงแวบเดียว พื้นที่รอบด้านร้อยวาก็กลายเป็นหินแข็งทั้งหมด ไม่เหลือดินให้ทะลุลง
หมาดำเฒ่าปรับตัวได้ไว มันคาบไก่หนึ่งตัวไว้ในปาก ใช้เท้าหน้ารวบอีกสองตัวชิดลำตัว ยืนสองขาเหมือนมนุษย์ แล้ววิ่งฉิวไปข้างหน้า ความเร็วกลับเทียบได้กับสวี่เฮยที่กำลังหนีอยู่ใต้ดิน
“อะไรกันนี่”
ไม่เพียงสวี่เฮยใต้ดินจะตะลึง แม้แต่ชายชราเคราขาวที่เหินอยู่บนฟ้าก็ถึงกับตาค้าง
หมาตัวนี้มันหมาหรือคนกันแน่ ถึงได้วิ่งสองขาพร้อมแบกไก่สามตัวหนีไปอย่างกับเรื่องธรรมดา
“หยุดเดี๋ยวนี้ ไอ้สัตว์สารเลว!”
ชายชราเคราขาวกระแทกเท้าลงบนกระบี่บิน พุ่งไล่ตามอย่างรวดเร็ว เขาคือผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานครบถ้วน แข็งแกร่งกว่าเฉินเต้าหลิงหลายเท่า
“เจ้าคิดว่ามีเจ้าคนเดียวหรือที่บินได้ ข้าก็บินได้เหมือนกัน”
หมาดำเฒ่าหัวเราะหึๆ ก่อนสะบัดอาคมสองแผ่นแปะลงบนขาทั้งสอง
ทันใดนั้น ความเร็วของมันพุ่งสูงขึ้นอีกระดับ เงาร่างกลายเป็นเพียงเงาพร่า ลมที่พุ่งสวนกลับมารุนแรงราวกับกำลังเหยียบอากาศวิ่งไปข้างหน้า
มันพุ่งหนีหายไปลับตาอย่างรวดเร็ว