- หน้าแรก
- ปฐมกาล จ้าวอสรพิษ
- ตอนที่ 29 เทพภูเขายังมีชีวิตอยู่หรือเนี่ย
ตอนที่ 29 เทพภูเขายังมีชีวิตอยู่หรือเนี่ย
ตอนที่ 29 เทพภูเขายังมีชีวิตอยู่หรือเนี่ย
ความรู้สึกใจสะท้านนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่ววูบ ก่อนจะจางหายไปทันที
เฉินเต้าหลิงเพ่งมองรูปสลักเทพภูเขาอย่างใช้ความคิด สายตาพยายามมองให้ทะลุปรุโปร่ง ทว่าความรู้สึกเมื่อครู่กลับไม่ปรากฏอีก เหมือนเป็นเพียงภาพลวงตาแวบหนึ่งเท่านั้น
“ที่นี่ต้องมีเล่ห์กลแน่” เฉินเต้าหลิงเอ่ยเสียงเย็น
ขณะนั้นเอง เงาสองสายก็พุ่งตรงเข้ามา เป็นชายหญิงในชุดขาว ทั้งคู่มีคลื่นพลังปราณอ่อน ๆ อยู่ในขั้นเปิดญาณต้น เป็นผู้ฝึกตนจากเมืองเฉิน เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังของเฉินเต้าหลิงจึงรีบมาสำรวจ แต่พอเข้าใกล้ก็หน้าถอดสี รีบประสานมือคารวะ
“คารวะผู้อาวุโส”
ทั้งสองโค้งกายลงอย่างนอบน้อม
เฉินเต้าหลิงเหลือบตาขึ้นมอง “พวกเจ้า เข้ามานี่”
คนทั้งสองชะงัก มองหน้ากันอย่างงุนงง ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเข้ามาใกล้ เอ่ยถามอย่างเคารพ “ไม่ทราบผู้อาวุโสมีคำสั่งอันใดหรือ”
เฉินเต้าหลิงยกมือชี้ไปยังศาลเจ้าเทพภูเขา “เข้าไปทำลายรูปสลักข้างในนั้นซะ”
ทั้งสองถึงกับนิ่งงัน
ศาลเจ้าบนเขาแห่งนี้ตั้งอยู่มานานตั้งแต่พวกเขาจำความได้ เคยได้ยินข่าวลือลี้ลับมาบ้างว่าที่นี่เคยเกิดเหตุประหลาด แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่ง เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเฉินเต้าหลิง พวกเขายิ่งเชื่อว่าต้องมีเหตุบางอย่าง ทว่าแม้สงสัยเพียงใดก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง
ทั้งคู่สูดลมหายใจลึก หยิบอาคมไฟบอลกับอาคมคมลมออกมา เตรียมจะก้าวเข้าไปในศาลเจ้า
ทว่าทันใดนั้น เปลวไฟสีดำก็พุ่งพรวดออกมาจากความมืดในศาลเจ้าอย่างฉับพลัน ไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว
“อ๊าก”
เสียงกรีดร้องดังสะท้อนในหุบเขา ร่างของทั้งสองถูกเผาไหม้กลายเป็นตอตะโก ล้มลงสิ้นใจในพริบตา
“สารเลว”
เฉินเต้าหลิงกัดฟันกรอด ความโกรธพุ่งขึ้นมาจนแทบระเบิด
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะถล่มทั้งศาลเจ้าให้ราบ ดูซิว่าจะยังมีเล่ห์เหลี่ยมใดอีก”
เขาดึงแผ่นอาคมสีแดงเรื่อแผ่นหนึ่งออกมา กลิ่นอายอาคมดุดันเกรี้ยวกราด เมื่อขว้างมันเข้าไปในศาลเจ้าแล้ว เฉินเต้าหลิงก็ถอยห่างออกมาราวสามสิบวา ยกมือร่ายคาถา ตวาดคำเดียว
“ระเบิด”
เสียงระเบิดดังสนั่น
เปลวไฟพุ่งทะยานขึ้นฟ้า แรงสั่นสะเทือนสะท้านไปถึงกลุ่มเมฆ ศาลเจ้าเทพภูเขาทั้งหลังพังทลายกลายเป็นผง พื้นที่รอบด้านในรัศมีห้าสิบวาถูกกวาดจนโล่ง เหลือเพียงหลุมลึกขนาดใหญ่กลางเขา
ตลอดเวลานั้น เฉินเต้าหลิงใช้ญาณจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวไม่ให้คลาดสายตา กำแพงแตก รูปสลักแตกกระจาย ไม่มีสิ่งใดเหลือเป็นชิ้นสมบูรณ์
ทว่าในห้วงขณะนั้น เขากลับเห็นแสงสีดำสายหนึ่งพุ่งทะยานออกจากซากรูปสลักด้วยความเร็วเกินคาด แม้เขาจะทุ่มพลังทั้งหมดก็ยังแทบตั้งรับไม่ทัน
“แย่แล้ว”
ถึงไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่เพียงสัมผัสเดียวก็รู้ได้ว่าเป็นพลังวิญญาณแท้บริสุทธิ์ อาจจะเป็น “มารดึกดำบรรพ์” ตามบันทึกโบราณก็เป็นได้
เฉินเต้าหลิงไม่คิดลังเลแม้เสี้ยวลมหายใจ เขาคว้าตัวมู่เล่ยจากด้านหลังขึ้นมาขว้างไปข้างหน้า แล้วตัวเองถอยหนีสุดแรง ใช้ยันต์หนีตายเพิ่มความเร็วขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ในห้วงสมองของเขา เสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นมา
“หากกล้าโผล่มาต่อหน้าข้าอีก ข้าจะให้เจ้าดับสิ้นสลายทั้งวิญญาณ ไม่ได้ผุดได้เกิดชั่วกัลปาวสาน”
เสียงนั้นเหมือนอสนีบาตฟาดลงกลางสมอง เฉินเต้าหลิงรู้สึกว่าประสาทรับรู้ทั้งเจ็ดระเบิดออก เลือดทะลักไหลออกจากตา หู จมูก ปาก หัวใจสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว ความโกรธแค้นเมื่อครู่เหลือเพียงความสยดสยองจนขาแทบอ่อน
“ได้โปรดให้อภัย ข้าจะไม่เหยียบย่างกลับมาที่นี่อีก”
เฉินเต้าหลิงเอ่ยอย่างแตกตื่น ก่อนจะเผ่นหนีไปสุดกำลังโดยไม่คิดเหลียวหลัง
ด้านลึกใต้ดิน สวี่เฮยหลบอยู่ริมขอบนอกของแรงระเบิด แม้ไม่อยู่ในจุดศูนย์กลาง แต่แรงสั่นสะเทือนก็ยังทำให้เขาบาดเจ็บภายในเล็กน้อย เขากลั้นเลือดที่แล่นขึ้นมาถึงลำคอไว้
“หวุดหวิดจริง ๆ เดิมพันครั้งนี้ถูกจุดแล้ว”
หัวใจสวี่เฮยเต้นแรงไม่หยุด นี่คือการเดิมพันที่เสี่ยงที่สุดในชีวิต หากแผนไม่เป็นไปตามที่คิด เขาคงต้องกัดฟันสู้สุดกำลัง ต่อให้รอดมาได้ก็คงสะบักสะบอมแทบไม่เหลือสภาพ
ทว่าคราวนี้เทพภูเขากลับช่วยขับไล่เฉินเต้าหลิงให้แทน ทำให้เขารอดพ้นจากวิกฤตโดยไม่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก
ทันใดนั้น สวี่เฮยเห็นร่างของมู่เล่ยตกจากฟ้า ร่วงกระแทกพื้นอย่างแรงในสภาพไร้ลมหายใจ ทว่าเพียงครู่เดียว ดวงตาของมู่เล่ยกลับค่อย ๆ เปิดขึ้นมา
“ฟื้นคืนชีพอีกแล้ว”
สวี่เฮยสะดุ้งสุดตัว ภาพเฉินฟานที่ฟื้นคืนชีพผุดขึ้นมาในหัวทันที ความหวาดกลัวแล่นวาบไปทั่วร่าง
“อย่ากลับมาจากความตายอีกเลยนะ”
สวี่เฮยคำรามลั่น พุ่งทะลุขึ้นมาจากใต้ดิน ใช้หางฟาดใส่ใบหน้ามู่เล่ยเต็มแรง เพียงฟาดเดียวใบหน้าก็แหลกเหลว กระดูกทั่วร่างแตกหัก เลือดสาดกระจาย
ยังไม่พอ เขาอ้าปากพ่นไฟดำเผาร่างมู่เล่ยจนไหม้เกรียม ครั้นยังไม่วางใจจึงพ่นไฟซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเหลือเพียงกองเถ้าดำ ก่อนจะใช้หางปัดเถ้าให้กระจายออกไป
“ดีแล้วที่ข้าฝึกไฟบอลมา คราวนี้คงตายสนิทจริง ๆ”
สวี่เฮยถอนหายใจโล่งอก เพราะคราวนี้ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เหลือจากมู่เล่ยอีก
จากนั้น สวี่เฮยจึงหันไปมองเศษซากรูปสลักของเทพภูเขา ก้มศีรษะลงโค้งคำนับด้วยความเคารพ
“ขอบคุณท่านเทพภูเขาที่ช่วยชีวิต”
เขารู้ดี หากเทพภูเขาไม่ออกหน้า เฉินเต้าหลิงย่อมไม่ถอยง่าย ๆ เช่นนี้ สุดท้ายเขาคงต้องเสี่ยงตายสู้ให้รู้ดำรู้แดง ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้
เทพภูเขามีบุญคุณต่อเขา สวี่เฮยย่อมรู้จักบุญคุณเป็นอย่างดี เมื่อคิดดังนั้น เขาจึงหยิบธูปสามดอกจากถุงเก็บของ ปักลงกับพื้นแล้วจุดด้วยไฟบอล จากนั้นหยิบหนูตัวหนึ่งที่จับได้ออกมาวางเป็นเครื่องเซ่น จัดวางทุกอย่างอย่างตั้งใจ แล้วโขกศีรษะลงกับพื้นสามครั้ง
“ขอบคุณท่านเทพภูเขาที่คุ้มครอง ข้าจะมาเซ่นไหว้ท่านทุกปี”
สวี่เฮยเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน แล้วหมุนตัวเตรียมจะจากไป
“ไอ้เด็กเหลือขอ หยุดเดี๋ยวนี้”
ทันใดนั้น เสียงอันโกรธเกรี้ยวดังก้องขึ้นมาในหัวสวี่เฮย ประหนึ่งฟ้าผ่าลงกลางกะโหลก ทำให้เขาชะงักเท้าทันที
สวี่เฮยหันซ้ายมองขวาด้วยความตกตะลึง ยืนยันได้ว่าตนเองไม่ได้หูฝาด เสียงนั้นดังขึ้นโดยตรงในจิตใจแน่นอน
“ท่านเทพภูเขา ท่านพูดได้จริง ๆ หรือ”
สวี่เฮยทั้งตื่นเต้นทั้งหวาด ๆ หันไปมองเศษรูปสลักที่แตกกระจาย
เสียงนั้นเหมือนกำลังข่มอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“ภายในครึ่งชั่วยาม เจ้าต้องหาร่างเนื้อมาให้ข้า หากไม่ทำ ข้าจะสาปเจ้าให้ไร้ที่ไป ไม่ได้เกิดใหม่อีกชั่วนิรันดร์”
สวี่เฮยหน้าถอดสีทันที
การถูกสาปให้ไม่ได้ผุดได้เกิด น่ากลัวยิ่งกว่าความตายหลายเท่า
ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมเทพภูเขาจึงต้องการร่างมนุษย์ แต่ในเมื่อเทพผู้ยิ่งใหญ่สั่งเช่นนี้ เขาไม่มีความกล้าจะขัดขืนเลยแม้แต่น้อย
“ขะ ข้าจะไปหามาเดี๋ยวนี้”
สวี่เฮยรีบตอบอย่างร้อนรน ก่อนจะพุ่งหายไปทันที
“เดี๋ยว”
เสียงนั้นตวาดขึ้นอีกครั้ง “อย่าเอาร่างอะไรก็ได้มาหลอกข้า ต้องเป็นชายหนุ่มร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง ยิ่งมีพลังบ่มเพาะยิ่งดี”
เทพภูเขาเองก็ไม่กล้าตั้งเงื่อนไขสูงไปกว่านี้ เขากลัวว่าสวี่เฮยจะไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง ในสายตาเขาแล้ว สติปัญญาของงูตัวนี้ยังไม่น่าไว้ใจเท่าไรนัก
“รับทราบ”
สวี่เฮยรีบตอบ แล้วพุ่งจากไปด้วยความเร็วสูงสุด
ในใจของเขาเกิดคลื่นความคิดปั่นป่วนไม่หยุด เทพภูเขาไม่ได้ตายไปนานแล้วอย่างที่ผู้คนเชื่อ แต่ยังคงมีตัวตนอยู่จริง
ที่แท้เหตุผลที่เขาสามารถเปิดญาณได้ อาจเป็นเพราะเทพภูเขาคอยหนุนอยู่เบื้องหลัง คอยจุดประกายปัญญาให้เขาตั้งแต่แรกนั่นเอง