“โครม! โครม! โครม!”
ก้อนหินมหึมาตกกระหน่ำลงมาจากสองฝั่งหน้าผา กระแทกศีรษะ แขน และแผ่นหลังของเฉินเต้าหลิง ทว่ารอบกายเขากลับมีวงแหวนสีทองเปล่งประกายยืดหยุ่นล้อมรอบอยู่ หินทุกก้อนที่ตกใส่ล้วนถูกสะท้อนกระเด็นออกไปเอง
“มีของวิเศษป้องกันกายงั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นข้าจะฝังเจ้าไว้ใต้กองหินเป็นร้อยชั้น ดูซิว่าจะกันได้ถึงเพียงใด”
สวี่เฮยจุดชนวนผนึกอาคมทุกแผ่นที่รวบรวมมาจากมู่หยุนจนไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว ใช้มันระเบิดหน้าผาและหินรอบด้าน ก้อนหินนับร้อยจึงถล่มลงมาเป็นชั้น ๆ ซ้อนทับกัน บดบังทั้งหุบผา เสียงดังกึกก้องไม่ขาดช่วง
ไม่นาน พื้นที่บริเวณนั้นก็ถูกกองหินถล่มปิดตายจนมิด ยากจะมองเห็นได้เลยว่าภายใต้กองหินมหาศาลนั้นยังมีสิ่งใดหลงเหลืออยู่หรือไม่
ช่องเขาแห่งนี้คือภูมิประเทศเสี่ยงตายที่สวี่เฮยคัดเลือกและเตรียมการไว้นานนับเดือน เขาเคยนึกไว้แล้วว่า หากวันหนึ่งต้องเจอศัตรูที่รวดเร็วกว่าตนเอง จะมีหนทางใดให้หนีเอาชีวิตรอด
จากมู่หยุน เขายึดอาคมมาได้หลายสิบแผ่น ส่วนใหญ่เป็นอาคมพลังระดับกลาง ใช้ได้ผลดีกับผู้ฝึกตนขั้นกลางเท่านั้น หากใช้กับขั้นสูงหรือขั้นปลายก็ยากจะสร้างอันตรายร้ายแรง อาคมเหล่านี้จึงแทบไร้ประโยชน์หากนำไปโจมตีศัตรูตรง ๆ ที่แข็งแกร่งกว่า
สวี่เฮยจึงเปลี่ยนวิธีคิด นำมันมาใช้ร่วมกับภูมิประเทศแทน ใช้ภูเขา หุบผา และก้อนหินเป็นอาวุธ
หินจำนวนมหาศาลเช่นนี้ ต่อให้เป็นยอดมนุษย์ขั้นปลายที่ใกล้แตะขีดสุดของการฝึกตน ก็ยังมีสิทธิ์ถูกฝังตายได้ จะมีเกราะป้องกันแน่นหนาเพียงใด สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้นถูกฝังทั้งเป็น
เมื่อทำภารกิจถล่มหินเสร็จ สวี่เฮยไม่เสียเวลาตรวจสอบ เขาหันหลังหนีจากที่นั่นทันที
เขาประเมินเองว่าอานุภาพครั้งนี้ ต่อให้ผู้ฝึกตนขั้นปลายสูงสุดก็มีโอกาสตายคาที่ แต่ต่อให้คิดเช่นนั้น เขาก็ยังไม่กล้าเสี่ยงอยู่ดี หนีไปให้ไกลย่อมปลอดภัยกว่า
หลังสวี่เฮยจากไป บริเวณนั้นค่อย ๆ กลับสู่ความสงบ ช่องเขาถูกก้อนหินปิดทับอย่างแน่นหนา เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่อาจทราบได้
จู่ ๆ กองหินก็เริ่มสั่นไหว ราวกับเปลือกไข่ถูกกระเทาะทีละชั้น เศษหินร่อนหลุดออกกลายเป็นผง
เงาร่างผู้หนึ่งทะลุออกมาจากกองหิน เขาคือเฉินเต้าหลิงนั่นเอง ทั่วร่างมีเปลวเพลิงสีโลหิตลุกโชนเข้มข้นกว่าเดิม ผมขาวโบกสะบัดทั้งที่ไร้ลมพัด ดวงตาแดงฉานดุดัน
กลิ่นอายพลังของเฉินเต้าหลิงในยามนี้พุ่งทะลุขีดจำกัดขั้นปลายของการฝึกตน ก้าวสู่ขอบเขตขั้นสร้างรากฐาน ระดับตั้งต้น แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวก็ตาม
ด้านหลังเขา มู่เล่ยที่บาดเจ็บสาหัสอยู่แต่เดิม บัดนี้อาการเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เลือดอาบทั่วใบหน้า ลมหายใจรวยริน เดิมทียังพอประคองชีวิตไว้ได้ แต่เมื่อถูกหินถล่มซ้ำเข้าไปอีก โอกาสรอดยิ่งริบหรี่
ในอกของเฉินเต้าหลิงเต็มไปด้วยความเคียดแค้นที่ยากจะบรรยายเป็นคำพูด
อสูรงูตัวหนึ่งในขั้นเปิดญาณชั้นที่สี่ กลับมีเล่ห์เหลี่ยมลึกซึ้งถึงขั้นวางกับดักหินฆ่าศิษย์ของเขา แถมยังเกือบฝังเขาทั้งเป็น หากเขาไม่กินโอสถเทพพิโรธ โอสถเพิ่มพลังชั่วคราวที่ต้องแลกด้วยอายุขัยยี่สิบปี ซึ่งบรรพอาจารย์ทิ้งไว้ให้เพื่อยกระดับพลังขึ้นสู่ขั้นสร้างรากฐานชั่วขณะ เขาคงออกมาจากกองหินนี้ไม่ได้ จะไม่ถูกทับตายก็คงตายเพราะขาดอากาศและอาหารอยู่ดี
เขายังคงประเมินเจ้างูตัวนี้ต่ำเกินไป
“ข้าไม่สนว่าเจ้าคืออสูรผีปีศาจมาจากที่ใด วันนี้เฉินเต้าหลิงผู้นี้จะถลกหนัง เจาะไขกระดูกเจ้า หลอมวิญญาณเจ้าให้แหลกเป็นผง”
เฉินเต้าหลิงเดือดดาลถึงขีดสุด เขาทะยานขึ้นด้วยพลังที่พุ่งพล่าน ร่างเหาะทะยานด้วยความเร็วมากกว่าก่อนหน้าถึงห้าเท่า
ตอนนี้เขาหวั่นเกรงสวี่เฮยอย่างที่สุด หากปล่อยงูตัวนี้ให้เติบโตต่อไป อีกหน่อยพวกจับงูทั้งหลายคงต้องสูญสิ้นไปจากใต้หล้าแน่
เพียงชั่วพริบตา เฉินเต้าหลิงก็เหินข้ามพื้นที่นับพันจั้ง ดวงตาคมดุจเหยี่ยวกวาดมองพื้นเบื้องล่าง
เขาใช้ญาณกวาดสำรวจซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยของสวี่เฮย
“ข้ามีอาคมบันทึกกลิ่นอสูรของเจ้าไว้ หนีไม่พ้นหรอก”
เฉินเต้าหลิงเรียกเข็มทิศออกมาอีกครั้ง ใช้กลิ่นอสูรของสวี่เฮยเป็นตัวชี้นำ เข็มทิศหมุนคว้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้ตรงไปยังทิศหนึ่ง
ชายชราพลิกตัวเปลี่ยนทิศ เหาะไล่ล่าไปตามทิศทางที่เข็มทิศชี้โดยไม่ลังเล
ไม่นานเขาก็พบเงางูที่เลื้อยพุ่งอยู่บนพื้น กำลังมุ่งหน้าไปทางแม่น้ำสายใหญ่
“เจ้าไม่รอดแน่”
เฉินเต้าหลิงส่งสายตาดุร้าย พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า ในขณะที่สวี่เฮยเร่งสุดกำลังไปยังฝั่งแม่น้ำ ในที่สุดก็ถึงริมแม่น้ำใหญ่ได้สำเร็จ
เมื่อระยะห่างเหลือเพียงร้อยวา เฉินเต้าหลิงเป็นฝ่ายออกมือก่อน เขาใช้อาคมควบคุมแรงดึงมหาศาลกดทับลงบนร่างสวี่เฮย ราวกับภูเขาทั้งลูกถาโถมลงมาทับ กระดูกในร่างส่งเสียงลั่นกรอบแกรบจนสวี่เฮยแทบขยับตัวไม่ได้
“นี่มันวิชาแรงดึงดูด”
สวี่เฮยตื่นตระหนก วิชานี้เป็นเพียงคาถาเบื้องต้นที่เขาเคยฝึกเอง ทว่าพอมาอยู่ในมือยอดฝีมือขั้นสร้างรากฐานชั่วคราว พลังกดทับกลับรุนแรงจนแทบเทียบคนละโลก
หากอีกฝ่ายเป็นขั้นสร้างรากฐานแท้จริง ไม่ใช่เพียงยืมพลังชั่วคราวเช่นนี้ เขาไม่สงสัยเลยว่ากระดูกทั้งร่างของตนคงแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผงไปแล้ว
เฉินเต้าหลิงย่างสามขุมเข้าใกล้สวี่เฮย ทันใดนั้นปลายเท้าของเขาก็สะกิดเข้ากับเส้นใยบางเฉียบที่สวี่เฮยวางทิ้งไว้ล่วงหน้า
“ฟิ้ว”
ต้นกล้าเล็ก ๆ ข้างทางสะบัดตัวดีดพุ่งกระบี่เล็กที่ซ่อนอยู่ภายใน คล้ายอาวุธลับ แหวกอากาศพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของเฉินเต้าหลิง
เฉินเต้าหลิงแสยะยิ้มเหยียด เขาเพียงคิดจะยกมือควบคุมแรงดึงเพิ่ม ก็มั่นใจแล้วว่าสามารถหยุดอาวุธลับเล็กน้อยเช่นนี้ได้โดยง่าย
ทว่าอาวุธลับชิ้นนั้นกลับไม่ถูกแรงดึงของเขากักไว้แม้แต่น้อย มันพุ่งทะลุผ่านอาคมเข้ามาเบื้องหน้า ด้วยความเร็วที่แทบมองตามไม่ทัน
เฉินเต้าหลิงตื่นตะลึง รีบเอี้ยวตัวหลบ แม้จะเบี่ยงหลบทัน แต่ปลายอาวุธยังเฉือนผิวคอของเขาจนเลือดซึม รัศมีป้องกันระดับสร้างรากฐานที่เพิ่งได้มา กลับถูกอาวุธชิ้นนั้นฝ่าเข้าไปจนเกิดรอยแหว่งขึ้นอย่างชัดเจน
อาวุธลับตกกระแทกพื้น สวี่เฮยรีบอ้าปากกลืนมันกลับเข้าไป จากนั้นก็ใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระโจนลงสู่สายน้ำเชี่ยวกราก หายวับไปกับกระแสน้ำในชั่วพริบตา
เฉินเต้าหลิงแตะเลือดที่ซึมอยู่บนลำคอ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปไม่หยุด
“เมื่อกี้มันคืออาวุธอะไร”
เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วเกินไป เขาเห็นเพียงประกายคล้ายเกล็ดโลหะสีดำทองแวบผ่านเท่านั้น ทว่าเพียงแค่นั้นก็สามารถฝ่าการป้องกันของผู้ที่ยืมพลังขึ้นสู่ขั้นสร้างรากฐานชั่วคราวอย่างเขาได้
นี่คือความอัปยศที่เขาไม่เคยประสบมาก่อนในชีวิต
ถูกอสูรต่ำต้อยฉลาดแกมโกงเล่นงานถึงเพียงนี้ หากเมื่อครู่เขาไม่เอี้ยวตัวหลบทัน ก็คงตายไปแล้วด้วยอาวุธลับเพียงชิ้นเดียว
โทสะในใจของเฉินเต้าหลิงพุ่งสูงถึงขีดสุด เขาคิดเพียงอย่างเดียวว่าห้ามปล่อยให้งูตัวนี้รอดไปเด็ดขาด
“ข้าบอกแล้วว่าเจ้าหนีไปสุดขอบฟ้าก็ไร้ประโยชน์”
เฉินเต้าหลิงเรียกเข็มทิศออกมาอีกครั้ง ใส่กลิ่นอายของสวี่เฮยเข้าไป เข็มทิศหมุนคว้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะชี้ไปยังทิศทางใหม่
ขณะเดียวกัน สวี่เฮยกำลังดิ่งลึกอยู่ใต้น้ำ มุ่งหน้าไปตามกระแสน้ำเชี่ยวกราก
เขาอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ที่ไม่ได้เตรียมอาวุธลับเช่นนั้นไว้มากกว่านี้ หากยิงออกไปพร้อมกันสักสิบชิ้น บางทีอาจฆ่าชายชราผู้นั้นได้ในคราวเดียว แต่เมื่อยังไม่มีความมั่นใจ เขาก็ไม่กล้าเสี่ยง
แม่น้ำสายนี้คือเส้นทางหลบหนีที่เขาเลือกและวางแผนไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว กระแสน้ำเชี่ยวกราก เต็มไปด้วยวังน้ำวน มนุษย์ธรรมดายากจะเคลื่อนไหวใต้น้ำได้คล่องตัว
แต่สำหรับผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานครั้งนี้ ต่อให้เป็นพลังที่ยืมมาเพียงชั่วคราว ผลกระทบจากน้ำเชี่ยวก็ยังมีต่ออีกฝ่ายไม่มากเท่าที่เขาหวัง
ต่อให้สวี่เฮยประเมินอีกฝ่ายไว้สูงเพียงใด ความเป็นจริงก็ยังโหดร้าย สถานการณ์ของเขาในตอนนี้เลวร้ายถึงขีดสุด
การต่อกรกับผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยต้องการเลยแม้แต่น้อย แต่ในฐานะอสูรงูและเหล่าผู้จับงูที่เป็นศัตรูคู่เวรกันมาแต่เดิม วันหนึ่งย่อมต้องมีวันที่หลีกไม่พ้นอยู่แล้ว
ยังนับว่าโชคดีที่ครั้งนี้อีกฝ่ายเพียงยืมพลังขึ้นมาชั่วคราว ญาณที่ใช้ตรวจจับจึงไม่ใช่ของแท้แบบผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานครบขอบเขต หากเป็นขั้นสร้างรากฐานสมบูรณ์ ญาณคงสามารถกวาดตรวจได้ไกลถึงพันเมตร ทีนั้นสวี่เฮยคงไม่มีหวังแม้แต่จะหลบใต้น้ำ
“อีกฝ่ายบำเพ็ญมานานนับร้อยปี วิชาน้ำ ดิน ฟ้า ไฟคงครบถ้วน ข้อยังดื้ออยู่ในน้ำต่อไปคงไม่ปลอดภัย ต้องหาทางขึ้นฝั่งแล้วคิดหนทางอื่น”
สวี่เฮยคิดพลางชั่งใจ อีกฝ่ายสามารถตรวจจับเขาได้เรื่อย ๆ การแอบหลบอยู่ใต้น้ำไปตลอดย่อมไม่ใช่ทางออก
ระหว่างที่ครุ่นคิด เขาถูกพัดไปตามกระแสน้ำไกลเกินพันเมตร สายตาเหลือบเห็นประชาชนเมืองเฉินกำลังไหว้บูชาอยู่ในศาลเจ้ามังกรริมน้ำ
ความคิดหนึ่งแล่นวูบขึ้นในหัวของสวี่เฮย
ศาลเจ้าเทพภูเขา
เขาเคยได้สติปัญญา เปิดญาณครั้งแรกที่นั่น และศาลเจ้าเทพภูเขาเองก็เคยช่วยให้เฉินฟานปลดเปลื้องมลทินในจิตใจ มันย่อมไม่ใช่สถานที่ธรรมดาอย่างแน่นอน
สวี่เฮยเชื่อว่าแม้แต่สุนัขดำเฒ่าที่เปิดสติปัญญาได้ ก็อาจเกี่ยวข้องกับศาลเจ้าเทพภูเขา เพราะครั้งนั้นเขาเองต่างหากที่เคยนำศพมนุษย์สองศพไปทิ้งไว้ที่นั่น
“ศาลเจ้าเทพภูเขาอยู่ห่างเมืองเฉินเพียงสองลี้ บริเวณนี้ก็อยู่ไม่ไกลเมืองเฉิน นี่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่”
สวี่เฮยรู้สึกตื่นเต้นขึ้น แม้อยู่ในสถานการณ์คับขัน เขาก็ยังตัดสินใจลองเสี่ยงกับทางเลือกนี้
เขาดำน้ำซ่อนตัว ชักเม็ดยาเสริมพลังออกมาจากถุงเก็บของกลืนลงไป ฟื้นฟูพลังพลางแอบใกล้ริมตลิ่งอย่างสงบนิ่ง
“ลุย”
สวี่เฮยพุ่งตัวขึ้นจากผิวน้ำ ใช้วิชาดินทะลุรีบมุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าเทพภูเขา
ยามนี้เขาทุ่มสุดกำลังทุกหยาดหยด ปลดปล่อยความเร็วสูงสุด ราวมังกรใต้พิภพที่กำลังวิ่งฝ่าพื้นดินเพื่อเอาชีวิตรอด
ทันทีที่สวี่เฮยเคลื่อนไหว เฉินเต้าหลิงก็สัมผัสได้อีกครั้ง เขาก้มมองเข็มทิศ แล้วเงยหน้ามองตามทิศที่สวี่เฮยหลบหนีไป
“เจ้าสัตว์น้อย วันนี้ถึงข้าต้องจ่ายค่าตอบแทนใด ๆ ข้าก็จะฉีกเจ้าเป็นชิ้น ๆ ให้ได้”
เฉินเต้าหลิงคำรามก้อง แล้วเหาะไล่ตามไปอย่างบ้าคลั่ง
หนึ่งหนีอยู่ใต้ดิน หนึ่งเหาะเหนือท้องฟ้า ทั้งสองไล่ล่ากันผ่านบริเวณใกล้เมืองเฉินด้วยความเร็วมหาศาล
มีเพียงผู้ฝึกตนบางคนที่พำนักอยู่แถวนั้นเท่านั้นที่รับรู้ได้ถึงคลื่นพลังประหลาดที่แผ่กระทบ ส่วนชาวบ้านทั่วไปยังคงใช้ชีวิตไปตามปกติ ไม่รู้เรื่องสิ่งใดเลย
ในที่สุด สวี่เฮยก็เห็นศาลเจ้าเทพภูเขาอันทรุดโทรมอยู่เบื้องหน้า เขากัดฟันแน่น ทะลุขึ้นจากใต้ดิน พุ่งผ่านประตูศาลเจ้าเข้าไปทันที
ไม่นาน เฉินเต้าหลิงก็ตามมาถึงตามทิศทางที่เข็มทิศชี้นำ เขายืนจ้องศาลเจ้าทรุดโทรมตรงหน้า กำลังจะเหินเข้าไป แต่กลับชะงักเท้าไว้
“หืม”
เฉินเต้าหลิงหรี่ตา ยืนอยู่หน้าประตูศาลเจ้า จ้องมองเข้าไปภายในด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“งูตัวนี้เจ้าเล่ห์นัก ไฉนจึงเลือกมาหลบในที่อย่างนี้ หรือว่ามีเล่ห์กลแอบซ่อนอยู่”
เฉินเต้าหลิงคิดไม่ตก
ถ้าเขาเป็นสวี่เฮย คงไม่มีวันละทิ้งแม่น้ำที่เต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมลี้ลับและเปลี่ยนแปลงง่าย การอาศัยกระแสน้ำย่อมเปิดโอกาสให้สร้างกลอุบายหลบหนีได้มากกว่า
แล้วเหตุใดงูตัวนั้นจึงเลือกมาหลบอยู่ในศาลเจ้าพัง ๆ แห่งนี้
เฉินเต้าหลิงใช้ญาณตรวจสอบทั้งด้านนอกและด้านในของศาลเจ้า ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ
แต่ทันทีที่ญาณของเขาสัมผัสถึงรูปสลักเทพภูเขา กลับเกิดความสั่นสะเทือนในจิตใจแวบหนึ่งอย่างยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด