เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 จิ้งจกจ้องจับจั๊กจั่น

บทที่ 17 จิ้งจกจ้องจับจั๊กจั่น

บทที่ 17 จิ้งจกจ้องจับจั๊กจั่น


ซูชิงชิงและหวงอิงกลับมาถึงบ้านในเวลาพลบค่ำ ทั้งสองคนหอบหิ้วถุงพะรุงพะรังเต็มสองมือ โดยเฉพาะซูชิงชิงที่ซื้อของมาเยอะจนแขนแทบหัก

ยังไม่ทันก้าวเท้าเข้าบ้าน เธอก็แผดเสียงตะโกนสั่งให้คนใช้รีบมาขนของที่เธอซื้อขึ้นไปเก็บบนห้อง

หวงอิงตามหลังมาติดๆ เธอก็ซื้อของมาเยอะไม่แพ้กัน แต่ทั้งหมดบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษมิดชิดจนมองไม่เห็นข้างใน

หลังจากขนของขึ้นไปบนชั้นสอง หวงอิงเก็บของไว้ในห้องนอนเพียงเล็กน้อย ส่วนที่เหลือถูกยัดเข้าไปในห้องลับจนหมด

ซูเสี่ยวไม่กลับมาบ้าน และไม่ว่าซูชิงชิงจะโทรหาเขากี่ครั้ง สัญญาณก็ไม่เคยว่าง

หวงอิงยืนยิ้มอยู่ตรงบันไดชั้นสอง มองดูซูชิงชิงที่กดโทรศัพท์หาพ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่ลดละ

"แม่บอกแกตั้งนานแล้วว่าผู้ชายคนนี้ไว้ใจไม่ได้ พอออกจากบ้านไปแล้ว อย่าหวังว่าเขาจะกลับมาอีกเลย"

ซูชิงชิงกระแทกโทรศัพท์ลงกับโซฟาด้วยความโมโห หลังจากไล่คนใช้ไปให้พ้นหน้า เธอก็นั่งลงอย่างไม่สบอารมณ์

"แม่คะ แม่จะยอมให้พ่อปั่นหัวเล่นอยู่แบบนี้เหรอ?"

หวงอิงเดินลงมาที่ชั้นล่าง ตรงเข้าไปค้นลิ้นชักที่โต๊ะกินข้าว

เป็นไปตามคาด รายการสิ่งของที่พวกเธอสามคนช่วยกันเขียนเมื่อวานหายไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงกระดาษเปล่ากองหนึ่ง

เธอยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องอาหาร ยกจานเนื้อวัวปรุงสุกออกมานั่งทานที่โต๊ะอย่างสบายอารมณ์

"จะไปโกรธแค้นทำไม? ยิ่งเขากักตุนของมากเท่าไหร่ แม่ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น"

ซูชิงชิงขมวดคิ้ว ลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ หวงอิง

"แม่หมายความว่ายังไง? แม่รู้เหรอว่าพ่ออยู่ที่ไหน?"

หวงอิงใช้ส้อมจิ้มเนื้อวัวเข้าปาก หัวเราะร่าจนน้ำตาแทบไหล "แน่นอนสิ แม่ต้องรู้อยู่แล้ว"

ความโกรธของซูชิงชิงเปลี่ยนเป็นความดีใจทันที เธอเขย่าแขนหวงอิงอย่างออเซาะ "แม่จ๋า แม่คนเก่ง รีบบอกหนูมาเร็วเข้า เราไปสั่งสอนเขาให้เข็ดหลาบกันเถอะ โทษฐานที่กล้าทิ้งพวกเรา"

หวงอิงลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู "ลองทายดูซิว่าทำไมพ่อแกที่รวยล้นฟ้าถึงไม่มีลูกชายสักคน? ผ่านมาตั้งกี่ปี มีแค่แกกับนังซูหยุนที่เป็นลูกสาวแค่สองคน?"

ซูชิงชิงส่ายหน้าอย่างงุนงง

หวงอิงดึงซูชิงชิงเข้ามาซบไหล่ เคี้ยวเนื้อวัวตุ้ยๆ พลางเล่าด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ

"มันเลี้ยงเมียน้อยไว้ข้างนอกเป็นร้อย แต่ไม่มีใครท้องได้สักคน หรือถ้าท้อง ก็ไม่ใช่ลูกมันหรอก เพราะแม่วางยามันมานานแล้ว ชาตินี้มันไม่มีวันมีลูกชายได้อีก"

ซูชิงชิงยังคงสับสน "แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับที่พ่อไม่กลับบ้านล่ะคะ?"

หวงอิงตบหลังมือลูกสาวเบาๆ "มันมีวิลล่าลับๆ อยู่หลังหนึ่งที่เขาฉีหลิน เอาไว้ซุกเมียน้อย คิดว่าแม่ไม่รู้เหรอ? หึ แม่แค่ขี้เกียจไปยุ่งต่างหาก ที่นั่นสวยและเหมาะมากสำหรับเก็บสะสมเสบียง แม่พนันได้เลยว่ามันต้องอยู่ที่นั่น"

ดวงตาของซูชิงชิงเป็นประกายวาววับ เธอทำท่าจะลุกขึ้นทันที

แต่หวงอิงกดไหล่เธอนั่งลง "จะโง่ไปถึงไหน? ไปตอนนี้จะได้อะไรขึ้นมา? ทั้งแกทั้งแม่ไม่มีเงินสักแดง คนที่มีเงินคือซูเสี่ยว สู้ปล่อยให้มันกักตุนของให้เสร็จก่อนไม่ดีกว่าเหรอ? แล้วเราค่อยแอบไปจัดการมัน ทีนี้ทุกอย่างก็จะตกเป็นของเรา"

ซูชิงชิงถึงบางอ้อ "แม่คะ แม่ฉลาดที่สุดเลย รักแม่จัง"

หวงอิงมองซูชิงชิงด้วยสายตาอ่อนโยน แต่ลึกลงไปในแววตานั้นกลับยากหยั่งถึง

หลายวันมานี้ ซูชิงชิงไม่ได้ติดต่อซูหยุนเลย

ซูหยุนเองก็แฮปปี้ที่มีเวลาเป็นส่วนตัว ถ้าไม่ได้ง่วนอยู่กับการทำอาหารและตรวจสอบรายการของ เธอก็จะออกไปหาเสบียงมาเติมให้เต็ม

เพื่อป้องกันสัตว์มีพิษและแมลงรบกวน เธอถึงกับเหมาซื้อยาฆ่าแมลงมาชุดใหญ่

แถมยังซื้อฝาครอบสแตนเลสมาปิดท่อระบายน้ำทุกจุดในบ้านจนมิดชิด

วันเวลาล่วงเลยไปจนถึงวันสุดท้ายก่อนวันสิ้นโลก

อุณหภูมิวันนี้ลดต่ำผิดปกติ จากสามสิบกว่าองศา ดิ่งลงเหลือเพียงสิบกว่าองศา

อากาศที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันทำเอาผู้คนตั้งตัวไม่ติด

บางคนบ่นกระปอดกระแปดขณะคว้าเสื้อหนาวมาใส่ บางคนก็วิจารณ์พยากรณ์อากาศกันสนุกปาก

ซูหยุนไม่มีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้ เธอออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่

ลมหนาวพัดกรรโชก บาดลึกเข้าไปถึงกระดูก

ซูหยุนเรียกแท็กซี่มุ่งหน้าตรงไปยังเขาฉีหลิน

ทิวทัศน์บนเขาฉีหลินนั้นงดงาม บริเวณครึ่งทางขึ้นเขามีรีสอร์ทเปิดใหม่หลายแห่ง พื้นที่ถูกปรับระดับและจัดสวนไว้อย่างสวยงาม

ซูหยุนลงรถที่ครึ่งทาง แล้วเดินเท้าต่อขึ้นไปตามเส้นทางที่มุ่งสู่เขตวิลล่าด้านบน

เธอไม่เคยมาที่นี่มาก่อน

โชคดีที่มีวิลล่าเพียงสิบหลัง แต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกันพอสมควร ปกติไม่ค่อยมีคนอาศัยอยู่ถาวร ส่วนใหญ่จะมาจัดปาร์ตี้หรือพักผ่อนเป็นครั้งคราว

บรรยากาศโดยรอบดูเงียบเหงาและวังเวง

มีเพียงวิลล่าหลังหนึ่งใกล้ประตูทิศเหนือที่มีคนอยู่ รถบรรทุกสามคันจอดเรียงรายอยู่ด้านหน้า คนงานหลายคนกำลังขะมักเขม้นขนกล่องสินค้าเข้าไปข้างใน

ซูหยุนใช้กล้องส่องทางไกลตรวจสอบกล่องเหล่านั้น... ไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ระบุไว้

ซูเสี่ยวช่างระมัดระวังตัวจริงๆ

รถบรรทุกคันหนึ่งออกไป คันใหม่ก็เข้ามาแทนที่ทันที

ดูท่าซูเสี่ยวจะกักตุนเสบียงไว้ไม่ใช่น้อย

พอรถจอดสนิท คนในบ้านก็เดินออกมา

ไม่ใช่ใครที่ไหน ซูเสี่ยวนั่นเอง ใบหน้าของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ

เขาในชุดขนมิ้งค์ ยืนลูบพุงพลุ้ยๆ พลางชี้นิ้วสั่งคนงานให้ขนของเข้าไป

เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็น เขาจึงรีบผลุบกลับเข้าไปในบ้าน

ซูหยุนแอบซุ่มอยู่หลังก้อนหินใหญ่ครึ่งทางขึ้นเขา นั่งแทะหมั่นโถวประทังหิวพลางกระชับเสื้อโค้ททหารให้แน่นขึ้น

ขณะที่เธอกำลังจ้องมองวิลล่าของซูเสี่ยว จู่ๆ ก็มีเสียงกระซิบเบาๆ ดังมาจากด้านล่าง

ซูหยุนย่องถอยหลังไปซ่อนตัวในพุ่มไม้ทึบอย่างเงียบเชียบ

ผู้มาเยือนสองคนนั้นคือหวงอิงและลูกสาว

ทั้งคู่สะพายถุงผ้ายาวๆ ที่ดูรูปทรงแล้วน่าจะเป็นมีดยาว

ซูหยุนยังคงนิ่งเงียบ แต่สองแม่ลูกคู่นั้นดูจะใจเย็นยิ่งกว่า

พวกเธอรอจนถึงสามทุ่ม หลังจากรถบรรทุกคันสุดท้ายแล่นออกไปและแน่ใจว่าไม่มีใครมาเพิ่มแล้ว จึงเริ่มลงมือ

ซูหยุนรอให้พวกเธอล่วงหน้าไปสักพัก แล้วค่อยๆ สะกดรอยตามไปห่างๆ

หวงอิงเป็นผู้หญิงฉลาด เธอแอบปั๊มกุญแจเก็บไว้ตั้งแต่ตอนที่รู้เรื่องวิลล่าแห่งนี้ และตอนนี้ก็ได้เวลาใช้มันแล้ว

สองแม่ลูกไขประตูหลังแล้วแทรกตัวเข้าไปอย่างเงียบเชียบ

ซูหยุนไม่มีกุญแจ แต่เธอเตรียมอุปกรณ์มาพร้อมสรรพ

เธอเหวี่ยงตะขอเกี่ยวขึ้นไปเกาะที่ชายคาของกำแพงรั้ว

อาศัยปมเชือกช่วยพยุงตัว ซูหยุนปีนข้ามกำแพงเข้าไปได้อย่างง่ายดาย

ทว่าเสียงฝีเท้าแผ่วเบาคงไปสะกิดเซ็นเซอร์เสียงเข้า กล้องวงจรปิดจึงเริ่มหมุนหันมาทางทิศที่เธออยู่

ซูหยุนไหวตัวทัน

เธอรีบเหวี่ยงตะขอกลับออกไปนอกกำแพง แล้วพุ่งตัวเข้าไปหลบในมุมมืดที่เป็นจุดบอดของกล้อง

กล้องกวาดภาพไปมาครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนกลับไปที่เดิม

ซูหยุนปาดเหงื่อเย็นๆ ออกจากหน้าผาก เตรียมจะปีนขึ้นชั้นสองเพื่อหาทางเข้า

แต่ผิดคาด... ประตูนิรภัยชั้นล่างที่สองแม่ลูกเพิ่งเข้าไปกลับไม่ได้ล็อค

สงสัยพวกหล่อนคงกะเผื่อทางหนีทีไล่เอาไว้

กลายเป็นว่าซูหยุนพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย

หลังจากมองผ่านหน้าต่างจนแน่ใจว่าไม่มีใคร ซูหยุนก็แฝงตัวเข้าไปภายในบ้าน

ห้องนั่งเล่นว่างเปล่า มีเพียงแสงไฟสลัว ซูหยุนเดินสำรวจชั้นล่างจนทั่ว พบเพียงชายร่างยักษ์ชุดดำนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ในห้องควบคุม โดยไม่สนใจมองจอมอนิเตอร์เลยแม้แต่น้อย

ซูเสี่ยวคงมั่นใจว่าไม่มีใครรู้เรื่องวิลล่าลับแห่งนี้ จึงวางใจจนประมาท ในจอภาพโชว์ให้เห็นเขากำลังเมามาย เต้นรำนัวเนียอยู่กับสาวๆ ในชุดบิกินี่หลายคน

ข้างๆ กันนั้น มีชายในชุดเครื่องแบบสีดำอีกหลายคนกำลังร่วมวงสังสรรค์

คนพวกนี้แต่งตัวคล้ายกับชายร่างยักษ์ข้างล่าง ดูท่าจะเป็นบอดี้การ์ดที่ซูเสี่ยวจ้างมา

พวกเขากำลังสนุกสุดเหวี่ยงกับการปาร์ตี้ทิ้งทวนก่อนวันสิ้นโลก กินดื่มเคล้านารีกันอย่างสำราญใจ

ซูหยุนยังไม่รีบร้อนลงมือ เธอถนัดการลอบโจมตี แต่ให้ไปปะทะตรงๆ กับผู้ชายหลายคนพร้อมกันก็เท่ากับรนหาที่ตาย

แม้จะมีปืนติดตัวมา แต่กระสุนไม่ใช่ของที่จะยิงทิ้งขว้างได้ง่ายๆ ในเมื่อหวงอิงกับซูชิงชิงมาถึงที่แล้ว ก็ให้พวกเธอเป็นทัพหน้าไปก่อนดีกว่า

เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูหยุนจึงม้วนตัวเข้าไปซ่อนในมุมมืดใต้บันได เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวจากชั้นบนอย่างใจจดใจจ่อ

จบบทที่ บทที่ 17 จิ้งจกจ้องจับจั๊กจั่น

คัดลอกลิงก์แล้ว