เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 5 - สำรวจ

ตอนที่ 5 - สำรวจ

ตอนที่ 5 - สำรวจ


หลังกินข้าวเสร็จ, เวิ่นจีฮ่าวก็สำรวจร่างกายตัวเองเพื่อหาของและพบว่าเขามีของวิเศษอยู่กับตัวจริงๆ – เป็นแหวนเล็กๆอยู่ในแขนเสื้อ.

มันก็ไม่ใช่ของวิเศษอะไรนักหนาหรอกนะ, แค่ศิลาวิญญาณระดับต่ำก็เท่านั้น, มีตราหยกอยู่ชิ้นหนึ่ง, แล้วก็เศษผ้าเล็กน้อย. เขาเก็บกล่องอาหาร(ที่ยังมีเหลืออยู่) ไว้ในมิติของแหวนนั้น. เขาลุกขึ้นแล้วปัดก้นก่อนจะเดินไปสำรวจทั่วสำนักตะวันทองที่กว้างใหญ่นี้.

เวิ่นจีฮ่าวคนก่อนยังไม่เคยได้เห็นทั่วทั้งสำนักเลย – เขาไม่รู้ตำแหน่งของห้องครัวด้วยซ้ำ. แต่ก็อย่างว่า การนึกความทรงจำของคนก่อนมันยากกว่าของเวิ่นจีฮ่าวคนนี้เสียอีก.

สำนักตะวันทองนั้นรุ่งเรืองมาก, มีสิ่งปลูกสร้างใหญ่ๆมากมายรวมถึงสวนที่กว้างใหญ่. มีแม่น้ำไหลผ่านและภูเขารอบๆก็เป็นที่ฝึกวิชาของผู้ฝึกตนขั้นสูงหลายคน. มีตำหนักเล็กๆหลายแห่งถูกแบ่งแยกเอาไว้สำหรับเก็บพวกยา, ศิลาวิญญาณ, อาวุธแล้วก็อื่นๆ พูดง่ายๆก็คือสำนักตะวันทองเป็นมหาลัยที่มีเมืองอยู่ในตัวสำนักนั่นเอง.

ทุกอย่างมันตระการตาสำหรับเวิ่นจีฮ่าวมาก อาคารตำหนักต่างๆดูเหมือนในแบบโบราณเป๊ะๆ ทั้งสีและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์. ตัวสวนนั้นเต็มไปด้วยพืชพันธ์ต่างๆและรูปปั้นที่งดงาม. เขาอยากได้กล้องมาถ่ายเก็บความงามพวกนี้ไว้จริงๆ.

บางทีมันก็อาจจะมีของคล้ายๆกันอยู่....แต่ไม่มีเน็ตแล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะ?

พวกผู้ฝึกตนเอง, ส่วนใหญ่แล้วก็มีแต่หน้าตาสวยๆหล่อๆกันทั้งนั้น โดยเฉพาะพวกผู้ฝึกตนรุ่นใหญ่. แบบว่า, หน้าตาสมส่วน, ผิวพรรณสดใส, ผมเพ้าสะอาดสะอ้าด, หน้าตาดูละอ่อน(เว้นแต่คนที่ดูแก่อยู่แล้วล่ะนะ) แล้วก็เสื้อผ้าที่พัดตามลมแบบในหนัง. แม้ว่าเขาจะเห็นความต่างของเสื้อผ้าระหว่างชายกับหญิง เวิ่นจีฮ่าวก็เห็นผู้ฝึกตนบางคนใส่ชุดไม่สีเหลืองจ้าก็สีทองอร่ามไปเลย.

เมื่อตะวันลับฟ้า, ผู้ฝึกตนหลายคนกลับยิ่งเข้ามาที่ลานฝึกกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเวิ่นจีฮ่าวเลยกลับไปที่ ‘ห้อง’ ของเขา.

เวิ่นจีฮ่าวคนก่อนเป็นหนึ่งในศิษย์รุ่นเก๋าของสำนักนอก. ไม่เหมือนกับพวกศิษย์ชั้นในที่มีตำหนักเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็อาศัยอยู่กับอาจารย์ของตนในบ้านหลังใหญ่ๆ, ศิษย์ชั้นนอกนั้นถูกจัดให้พักอยู่ในตึกขนาดใหญ่สองตึก. แต่ละคนก็มีห้องเล็กๆของตัวเอง.

ห้องของเวิ่นจีฮ่าวนั้นเกือบจะอยู่ชั้นบนสุดของตึกพัก โดยมีลิฟท์ที่ใช้พลังงานจากศิลาวิญญาณ. ตัวห้องนั้นตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีเตียง, ลิ้นชักเก็บของแล้วก็โต๊ะเตี้ยตัวหนึ่งแล้วก็ห้องน้ำหนึ่งห้อง.

เวิ่นจีฮ่าวรู้สึกผิดหวังขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นเตียงไม้กับหมอนแข็งๆ. เขาอยากได้ของดีๆในศตวรรษที่21กลับมา!

เขานั่งลงที่โต๊ะเตี้ยแล้วนำของในมิติว่างเปล่าของแหวนออกมา. เขากัดซาลาเปาลูกสุดท้ายลงไปก่อนจะดื่มน้ำวิญญาณล้างปากแล้วก็กินของที่เหลือ. เขาใช้เศษผ้าเป็นหมอนรอง หลังจากนี้เขาค่อยไปหาเศษผ้าเพิ่มเอาไว้ทำหมอนก็ได้.

จากนั้นเขาก็ลองเปิดตราหยกดู. มีแต่วิชากระบี่แปลกๆเต็มไปหมด......เห้อ!

เวิ่นจีฮ่าวเพิ่งเรียนจบมหาลัยมาได้ไม่กี่ปีก่อน เขาไม่อยากจะมาเรียนอะไรเพิ่มอีก.

เมื่อไม่มีอะไรทำแล้ว เวิ่นจีฮ่าวก็อาบน้ำแล้วขึ้นเตียงไป.

ฮึ่ม. นอนตะแคงก็ไม่สบายตัว แต่นอนหงายก็พอทนได้. เตียงนี่ต้องรีบอัพเกรดแล้ว.

ตัวห้องนั้นลงอาคมเก็บเสียงไว้ดีมาก ทุกอย่างเงียบไปหมด. พออยู่ท่ามกลางความเงียบงัน เวิ่นจีฮ่าวก็เริ่มคิดไปเรื่อยเปื่อย.

ถ้าเขาข้ามมาโลกนี้แล้ว...แสดงว่าร่างเก่าเขาก็ต้องตายแล้วเป็นแน่และวิญญาณของร่างนี้ก็คงจากไปแล้ว.

เขาอดคิดไม่ได้ว่า, พ่อแม่ที่แยกทางกันนั้นจะสนใจเขาบ้างหรือเปล่า? ดูเหมือนว่าพ่อแม่ของร่างนี้เองก็ยิ่งห่างเหินกันมากกว่าด้วย. ไม่มีใครสนิทกับเวิ่นจีฮ่าวคนก่อนเลย ดังนั้นเขาคงไม่จำเป็นต้องแกล้งทำตัวเป็นคนเก่ามากนัก.

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ ของที่อยู่ในโลกเก่าเขาล่ะ, คอมสุดรักของเขาล่ะ!? เขาอยากได้มือถือกลับมา เขาอยากเลื่อนดูมีมตลกๆและอ่านนิยายยาวๆจนเผลอหลับไป.

ถ้าเขาตายอีกครั้งที่โลกนี้....เขาจะได้กลับไปที่โลกเดิมไหมนะ? ไม่ดีกว่า มันเสี่ยงไปเพราะถ้าเกิดว่าร่างเก่าเขาเน่าไปแล้วล่ะ ไม่ก็นอนโคม่าอยู่ซักโรงบาลแบบในนิยาย.....โลกนี้มันโลกนิยายรึเปล่า? แต่เขาก็ยังไม่เคยอ่านนิยายเรื่องไหนที่มีตัวละครชื่อนี้นี่นะ.

ถ้าอย่างงั้น เขาก็ต้องห้ามถูกไล่ออกจากสำนักเด็ดขาด. ทั้งร่างเก่าและร่างนี้ไม่มีใครรู้วิธีเอาตัวรอดได้เลยถ้าไม่มีสำนัก.

ความคิดเหล่านี้ผุดขึ้นไปมาในหัวของเวิ่นจีฮ่าว โดยไม่มีมือถือมาทำให้เขาหยุดคิดได้เลย.

สิ่งเดียวที่พอเหลือไว้อ่านได้ก็มีแค่ตราหยกวิชากระบี่นั่นเท่านั้น.

เวิ่นจีฮ่าวรู้สึกไม่ชอบเลย แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีอะไรทำ. บางทีมันอาจจะเหมือนกับหนังสือในมหาลัยก็ได้. ถ้ามันน่าเบื่อ มันก็น่าจะช่วยให้เขาหลับลงได้นี่นะ? จากนั้นเขาก็ลุกจากเตียงไป.

เวิ่นจีฮ่าวพบตราหยกอันหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับวิชากระบี่ – มันไม่ได้อยู่ในแหวนแต่ถูกทิ้งไว้ในลิ้นชักของห้อง. เหตุผลก็เพราะเจ้าตราหยกอันนี้เป็นตราหยกที่มีไว้เพื่อสอนพื้นฐานของการพัฒนาตน มันระบุสิ่งพื้นฐานที่สุดของการฝึกวิชานั่นก็คือ การทำสมาธิ.

นั่นทำให้เวิ่นจีฮ่าวรู้สึกสนใจขึ้นมา. เขารีบอ่านมันทันที. จากนั้นก็กลับไปที่เตียง, หลับตาลงแล้วเริ่มหายใจเข้าออก. ร่างกายของเขาเริ่มควบคุมพลังปราณอย่างอัตโนมัติด้วยความเคยชิน.

การหายใจเข้าออกก็ไม่ต่างอะไรกับการนับแกะเว้นซะแต่มันคือการนับพลังปราณที่ไหลเข้าออกจุดลมปราณของเขา. การเพ่งสมาธิไปที่พลังปราณและนับมันอย่างช้าๆทำให้ความคิดฟุ้งซ่านของเวิ่นจีฮ่าวสงบลงและไม่นานเขาก็หลับไป.

จบบทที่ ตอนที่ 5 - สำรวจ

คัดลอกลิงก์แล้ว