เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 4 – ซาลาเปาหมู

ตอนที่ 4 – ซาลาเปาหมู

ตอนที่ 4 – ซาลาเปาหมู


ในสำนักตะวันทองนั้นมีห้องอาหารขนาดใหญ่ที่แจกจ่ายอาหารสุดพิเศษให้แก่ศิษย์ในสำนักที่ยังไม่ได้เข้าฝึกวิชาอดอาหาร.

เวิ่นจีฮ่าวคนก่อนนั้นได้ฝึกวิชาอดอาหารไปเล็กน้อยแล้ว ดังนั้นเขาจึงกินอาหารแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น. ทว่า, ความจริงแล้วอาหารสุดพิเศษของสำนักนั้น....ค่อนข้างจืดทีเดียว. คงมีไว้เพื่อให้เหล่าศิษย์ได้ฝึกการอดอาหารขั้นต้น จะได้ลืมกิเลสจากอาหารและสามารถพัฒนาวิชาต่อไปได้.

แต่ในเมื่อการฝึกวิชาไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเวิ่นจีฮ่าว เขาก็อยากจะกินอาหารที่มันอร่อยๆบ้าง.

(แล้วใครกันนะที่มันเป็นคนบอกให้เวิ่นจีฮ่าวคนก่อนมาเข้าสำนักโดยที่ไม่มีอาหารอร่อยๆให้กินน่ะ?)

ทว่า, ไม่ว่าเวิ่นจีฮ่าวจะพยายามนึกแค่ไหน เขาก็ไม่รู้ตำแหน่งของห้องครัวซะที. เขาคิดว่ามันน่าจะอยู่ใกล้ห้องทานอาหารล่ะมั้ง. จากนั้นเขาก็พยายามฝ่าฝูงชนที่แออัดกันอยู่หน้าห้องทานอาหารออกไป, เวิ่นจีฮ่าวรุดหน้าไปทางประตูเล็กๆด้านข้างที่ซ่อนอยู่หลังต้นไม้ใบหญ้าต่างๆ.

แล้วเขาก็ได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมา. เขาถึงกลับได้กลิ่นหอมของข้าวที่เพิ่งหุงใหม่ๆด้วย.

เขามองดูตัวเองแล้วรีบจัดผมเพ้าและเสื้อผ้าของตัวเองให้ดูดี เตรียมพร้อมที่จะเข้าไปขออาหารจากพ่อครัว. หากไม่ได้ผลเขาก็จะลองเสี่ยงดวงไปหาซอสพริกแถวหมู่บ้านนอกสำนักเสีย – เขาไม่ได้ท้องกิ่วหรอกนะ เขายังไม่ได้หิวขนาดนั้น. เขาแค่อยากจะกินอะไรซักอย่างเท่านั้นเอง.

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เวิ่นจีฮ่าวก็เดินเข้าไปผ่านประตูธรรมดาๆบานหนึ่งที่เปิดออกอยู่เล็กน้อย. ขณะที่กำลังจะเคาะประตูนั้น ประตูก็ถูกเปิดออกจากด้านใน.

“ว๊าย?” ป้าแม่ครัวคนหนึ่งสะดุ้งเล็กน้อย. เธอดูอายุราวๆวัยกลางคน, ผมเพ้ามัดไว้อย่างดีกับผ้ากันเปื้อนที่ดูเรียบร้อย. เธอกำลังถือถังที่มีน้ำสีคล้ำอยู่สองใบ.

“สวัสดีตอนบ่ายครับ ท่านป้า” เวิ่นจีฮ่าวกล่าวแล้วคำนับให้เล็กน้อย. เขาไม่โค้งคำนับต่ำเกินไป ไม่งั้นแล้วจะเหมือนกับว่าดูถูกนาง.

“ท่านลูกศิษย์, ทางเข้าห้องอาหารอยู่อีกฝั่งนะคะ”

เวิ่นจีฮ่าวส่ายหัวให้ “ท่านป้าพอจะมีอาหารเผ็ดๆกับอาหารหวานๆหรือไม่ครับ? หากท่านป้าอณุญาต ศิษย์น้อยคนนี้อยากจะขอทำอาหารเอง!”

เวิ่นจีฮ่าวภาวนาว่าหญิงวัยกลางคนผู้นี้จะเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นและหวังว่าใบหน้า19ขวบของเขาจะช่วยโน้มน้าวนางได้.

(และถ้ามันไม่ได้ผล เขาก็จะวิ่งหนีไปแล้วไม่ขอเจอป้าคนนี้อีกเลย)

ป้าแม่ครัวคนนี้มีนามว่าหลิวจิง, นางชินกับการที่พวกผู้ฝึกตนเด็กๆที่คิดว่าตัวเองสำคัญนักหนา (และพวกผู้ฝึกตนที่แก่ๆก็ด้วย) มาสั่งให้ทำอาหารตามที่ตัวเองต้องการ. สำนักนี้เรื่องมากเรื่องอาหารมากๆ แถมยังต้องไปหาวัตถุดิบที่เป็นยามาใส่อีกด้วย.

พอมองดูใบหน้าละอ่อนและขี้ทะเล้นนี่แล้ว หลิวจิงก็ใจอ่อนลง.

“เราก็พอมีอยู่นะ” นางกล่าวขณะที่มองตาของเวิ่นจีฮ่าวโตขึ้นเรื่อยๆเพราะความหวัง.

“ได้จริงๆหรือครับ?”

หลิวจิงตลกกับสีหน้าของเขา “อื้ม, เดี๋ยวพวกข้าจะห่อให้ท่านเอง”

เวิ่นจีฮ่าวรีบพยักหน้าทันที. เขาเอามือตบชุดไปมาแล้วพยายามล้วงแขนเสื้อเข้าไป “เท่าไหร่หรือครับ?”

หลิวจิงส่ายหัวทันที “พวกเราไม่รับเงินจากศิษย์หรอกค่ะ. เชิญ เชิญ”

เวิ่นจีฮ่าวตามหลิวจิงไปอย่างว่าง่าย. ในห้องครัวนั้นทั้งกว้างและยาวมาก. มีพ่อครัวแม่ครัวทำงานอยู่ลายตาไปหมด. หลิวจิงพบกล่องอาหารใบหนึ่งจากนั้นก็นำมันมาใส่อาหารต่างๆลงไป. นางนำน้ำจิตวิญญาณใส่ลงไปในท่อนไผ่และจัดอุปกรณ์กินอาหารให้ด้วย.

เวิ่นจีฮ่าวพยักหน้ารับด้วยสายตาที่สดใส. ขณะที่มองนางเขาก็เอาแต่ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มีอะไรให้ข้าช่วยท่านได้บ้างไหมครับ?”

หลิวจิงส่ายหัว “ท่านลูกศิษย์หนุ่ม, หน้าที่ของเราคือทำอาหารให้ท่าน. ไม่จำเป็นต้องเอาเงินให้เราหรอก. เชิญไปทานให้อร่อยเถอะค่ะ”

“ครับท่านป้า” เวิ่นจีฮ่าวรับกล่องอาหารมาแล้วออกไป.

เขาจะจำไว้ขึ้นใจ.

ระหว่างทางมานี้ เขาได้จำสถานที่ที่คนพลุกพล่านไว้ในหัวแล้ว. เวิ่นจีฮ่าวไปในสถานที่ที่ไม่มีคนและเงียบสงบ. เขานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ในขณะที่ดวงอาทิตย์ตั้งตระหง่านอยู่บนฟ้า ร่มเงาของต้นไม้ทำให้ไม่รู้สึกร้อนเสียเท่าไหร่.

เวิ่นจีฮ่าวนั่งลงแล้วสังเกตุเห็นใครคนหนึ่ง. เขามองดูดีๆแล้วก็พบว่าเป็นเด็กคนเมื่อตะกี้นี่เอง.

“เจ้าทำอะไรอยู่ในพุ่มนั่นน่ะ? ออกมาสิ โวะ”

ซันฟุหยื่อค่อยๆเดินออกมา “คำนับท่านศิษย์พี่...ข้า...”

เวิ่นจีฮ่าวยิ้มบางๆให้. เจ้าศิษย์น้องนี่ประหม่าเอาเรื่อง. “ตอนนี้ก็เที่ยงแล้ว เจ้าหิวหรือเปล่า? มานั่งสิ”

ซันฟุหยื่อส่ายหัวทันที “ข้าขอไม่รบกวนท่านดีกว่าครับศิษย์พี่. ศิษย์น้องผู้นี้แค่อยากมากล่าวขอบคุณท่านเรื่องก่อนหน้านี้ แค่นั้นเองครับ”

“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน่า” เวิ่นจีฮ่าวกล่าวอย่างร่าเริง. เขามองกล่องอาหารแล้วหยิบซาลาเปาหมูลูกใหญ่ออกมา “ศิษย์น้อง เจ้ามานี่สิ”

ซันฟุหยื่อก้าวเข้ามา สายตาของเขาเบิกออกด้วยความตกใจแต่ก็รับซาลาเปาไว้ได้ทัน.

“กินง่าย ทิ้งง่าย, จริงมั้ยล่ะ?”

ซันฟุหยื่อพยักหน้าแล้วกำซาลาเปาแน่น “ขอบพระคุณครับ ศิษย์พี่!” เขาคำนับแล้ววิ่งจากไป.

สายตาของเวิ่นจีฮ่าวอ่อนลงด้วยความชอบใจ. เป็นเด็กที่สุภาพจริงนะ....บางทีนั่นคงเป็นเหตุผลที่เขาโดนบุลลี่. เขาหวังว่าศิษย์น้องจะกลับมามั่นใจได้อีกครั้งหลังจากนี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่ความรับผิดของเขานี่นะ.

ความรับผิดชอบของเขาตอนนี้คืออาหารที่กว่าเขาจะได้มาตรงหน้านี่มากกว่า!

นอกจากซาลาเปาที่เหลือแล้วก็ยังมีข้าวและกับอีกหลายอย่าง รวมถึงเนื้อผัด, หมูตุ๋น, ผัดผักแล้วก็ผักดอง....

เวิ่นจีฮ่าวหยิบตะเกียบมาแล้วไล่กินทีละอัน. อ้า!! เนื้อนุ่มดีจริงๆ, ผักก็มีรสหวานอ่อนๆ ขนาดข้าวก็ยังนุ่มมากๆด้วย. อาหารนั้นได้มอบพลังอันอบอุ่นให้แก่เขา.

ในขณะเดียวกันนั้น, ซันฟุหยื่อก็หยุดวิ่งในที่สุด. เขาตำหนิตัวเองอย่างมาก. วิ่งหนีมาแบบนั้นดูไม่เป็นผู้ใหญ่เลย!?! เขาทำได้แต่มองซาลาเปาในมือ.

ใจเขารู้สึกสับสนเล็กน้อย. ผ่านมาสองสามปีแล้วที่เขาถูกเก็บมาจากข้างถนน. ช่วงเวลานั้นเขาหิวโหยอย่างมาก. ทางสำนักเองก็ดูแลศิษย์อายุน้อยๆได้เป็นอย่างดีและซันฟุหยื่อเองก็เริ่มฝึกวิชาอดอาหารแล้วด้วย นั่นแปลว่าเขาไม่จำเป็นต้องกินอาหารมาก, เขาอยู่ได้ด้วยการดูดซับพลังปราณจากรอบๆแทน.

แต่ในเมื่อศิษย์พี่เวิ่นเอาซาลาเปานี้ให้เขาแล้ว....ซันฟุหยื่อกัดเข้าไปหนึ่งคำแล้วความหวานจากตัวแป้งกับความอร่อยของเนื้อก็แตะลิ้นของเขา. มันอร่อยมาก.

ศิษย์พี่เวิ่นทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?

จบบทที่ ตอนที่ 4 – ซาลาเปาหมู

คัดลอกลิงก์แล้ว