- หน้าแรก
- วุ่นรักย้อนเวลา ปฏิบัติการคว้าหัวใจนายจอมโหด
- บทที่ 27: ความรู้สึกที่ค่อยๆ อุ่นขึ้นนี้
บทที่ 27: ความรู้สึกที่ค่อยๆ อุ่นขึ้นนี้
บทที่ 27: ความรู้สึกที่ค่อยๆ อุ่นขึ้นนี้
บทที่ 27: ความรู้สึกที่ค่อยๆ อุ่นขึ้นนี้
เจียวเจียวเดินเข้ามาในห้อง เห็นสภาพแล้วก็ตกใจจนตาค้าง
ซุ่ยจื่อใช้กรรไกรฉับเดียว ตัดเปียยาวสองข้างที่เดิมยาวถึงเอวทิ้งไป
ตอนนี้ผมของเธอเหลือยาวระบ่า พอให้มัดเป็นจุกเล็กๆ ได้ พอลดทอนผมเปียยาวออกไป บุคลิกของเธอก็ดูทะมัดทะแมงสดใสขึ้นมาก
"พี่ไม่เสียดายเหรอ?" เจียวเจียวจับผมแกละสองข้างของตัวเอง ถ้าใครกล้ามาแตะผมเธอ เธอจะกัดให้จมเขี้ยวเลย
ผมพี่สะใภ้ยาวสลวยขนาดนั้น ตัดทิ้งง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?
"ไม่หรอก ยิ่งลังเลยิ่งยุ่งยาก" ชาติก่อนซุ่ยจื่อไว้ผมสั้นมาตลอด ทะมัดทะแมงและสะดวกดี เธอเลยไม่รู้สึกไม่คุ้นชินเท่าไหร่
เมื่อวานอวี๋จิ้งถิงเผลอทำไฟเผาหนังสือพิมพ์ลามมาโดนผมเธอแหว่งไปแถบใหญ่ ขืนไว้เปียต่อไปข้างหนึ่งสั้นข้างหนึ่งยาวคงดูตลก สู้ตัดสั้นให้เท่ากันไปเลยดีกว่า
"เดี๋ยวเอาผมไปขาย แล้วซื้อซี่โครงหมูมาให้กินนะ" ซุ่ยจื่อเก็บผมเปียที่ตัดออกมาอย่างทะนุถนอม
เจียวเจียวเข้าใจผิดคิดว่าเพราะตัวเองรบเร้าจะกินซี่โครงหมู พี่สะใภ้เลยต้องยอมขายผมแลกเงิน ดวงตาของเธอแดงระเรื่อขณะมองซุ่ยจื่อ อัดอั้นอยู่นานกว่าจะพูดออกมา
"จริงๆ แล้ว... หนูไม่ต้องกินก็ได้นะ"
สีหน้าลำบากใจของแม่หนูน้อยทำเอาซุ่ยจื่อหลุดขำ
"แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ? ตัดไปแล้ว ต่อคืนไม่ได้แล้วนะ"
"งั้นหนู... หนูจะช่วยพี่ให้อาหารหมู แล้วก็ให้อาหารห่านด้วย ยังไงหนูจะไม่ยอมติดหนี้บุญคุณพี่หรอก"
ดวงตาของซุ่ยจื่อโค้งลงเป็นรอยยิ้ม ไม่คิดจะเปิดโปงความดื้อรั้นของเด็กน้อย
อวี๋จิ้งถิงหาบน้ำสองถังกลับมา เติมน้ำใส่โอ่งอย่างขยันขันแข็ง พอเห็นซุ่ยจื่อผมสั้น เขาก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ
สองพี่น้องทำหน้าช็อกเหมือนกันเปี๊ยบ ต่างคนต่างคิดว่าซุ่ยจื่อตัดผมเพราะตัวเอง
"ฉันไปผ่าฟืนดีกว่า" อวี๋จิ้งถิงรู้สึกผิด
"หนูไปให้อาหารหมูก่อนนะ!" เจียวเจียวเองก็รู้สึกผิดเหมือนกัน
ซุ่ยจื่อรีบคว้าตัวอวี๋จิ้งถิงไว้
"ทรงนี้สวยไหม?" ซุ่ยจื่อถาม
"สวย" อวี๋จิ้งถิงตอบอย่างขัดใจตัวเอง สภาพไม่ได้ดีไปกว่าโดนหมาแทะเท่าไหร่เลย ฝีมือตัดผมของเธอนี่เข้าขั้นแย่
"เวลากะพริบตาถี่ๆ แปลว่าโกหกรู้ไหม?" ซุ่ยจื่อยื่นกรรไกรกับหวีให้เขา "ช่วยเล็มให้หน่อยสิ เอาให้เท่ากัน แล้วฉันจะยกโทษให้"
อวี๋จิ้งถิงค่อยๆ เล็มผมให้เธออย่างระมัดระวัง เขาตัดช้ามาก ฝ่ามือใหญ่อุ่นๆ ปัดผ่านแก้มของซุ่ยจื่อเป็นระยะ ดูเก้ๆ กังๆ แต่อ่อนโยน
"พี่ใหญ่... พี่ดูเหมือน..." เจียวเจียวเอียงคอคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหาคำเปรียบเปรยที่เหมาะสมที่สุดเจอ "เหมือนหมีอุ้มก้อนเต้าหู้เลย"
"พรืด!" ซุ่ยจื่อหลุดขำออกมา
อวี๋จิ้งถิงทั้งโกรธทั้งอาย แกว่งกรรไกรใส่เจียวเจียว
"แกนั่นแหละหมี! พูดมากนักเดี๋ยวจับตัดผมเปียซะเลย!"
"ไม่นะ!" เจียวเจียวรีบเอามือปิดผมแกละบนหัว "หนูอุตส่าห์ช่วยพี่กำจัดหลี่สี่ตาแท้ๆ"
อวี๋จิ้งถิงชะงักมือ ซุ่ยจื่อเองก็แปลกใจ
"เขามายุ่งอะไรกับเธอ?"
เจียวเจียวเล่าเรื่องที่หลี่โหย่วไฉมาดักรอ แล้วล้วงลูกอมสองเม็ดนั้นออกมาให้ดู
"พี่ใหญ่ พี่ว่าในลูกอมมียาเบื่อหนูไหม?"
อวี๋จิ้งถิงหยิบลูกอมไปส่องกับแสงแดด ตรวจดูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ใช่ มียาพิษ" เขาแกะห่อลูกอมออก แล้วโยนเข้าปากซุ่ยจื่อหน้าตาเฉย "วางยาแม่สาวน้อยแสนสวยคนนี้ให้ตายซะ ฉันจะได้ข่—โอ๊ย!"
ซุ่ยจื่อศอกเข้าที่ท้องเขาเต็มรัก ใบหน้าเล็กแดงก่ำ
ไอ้คนหน้าด้าน พูดจาบ้าบออะไรต่อหน้าเด็ก!
"ข่—โอ๊ย คืออะไรเหรอ?" เจียวเจียวไม่เข้าใจ แยกไม่ออกระหว่าง 'ข่มขืน' กับ 'ของฟรี'
"พี่สะใภ้แกทดสอบพิษให้แล้ว ปลอดภัย กินได้ อีกเม็ดของแก"
"ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่"
ซุ่ยจื่อมองอวี๋จิ้งถิงด้วยสายตารังเกียจ อีตานี่นอกจากจะหลอกเด็กด้วยขนมแล้ว ยังหลอกให้เด็กขอบคุณอีก หน้าไม่อายจริงๆ
"ไอ้หลี่สี่ตามันต้องการอะไร ถึงมาสืบเรื่องบ้านเรา?" อวี๋จิ้งถิงถาม
"ฉันบอกแล้วห้ามโกรธนะ มันคงกำลังวางแผนเล่นงานฉัน ให้ฉันแท้งลูก"
ซุ่ยจื่อรู้จักสันดานหลี่โหย่วไฉดี แค่มองตาก็รู้ไส้พุง
"ฉันตีกบาลมันเบาไปจริงๆ" อวี๋จิ้งถิงนึกขึ้นได้ "เมื่อคืนทำไมเธอต้องห้ามไม่ให้ฉันกระทืบมันด้วย?"
"เหตุผลเดียวกับที่ฉันห้ามคุณตอนนี้แหละ มันยังไม่รู้ตัวว่าเราจับได้ แล้วก็ไม่รู้ว่าเจียวเจียวมาฟ้องเราแล้ว เรามีโอกาสสั่งสอนมันอีกเยอะ แต่มันไม่รู้หรอกว่าเรารู้ทันมันหมดแล้ว"
ซุ่ยจื่อไม่อยากให้หลี่โหย่วไฉรู้ว่าเธอย้อนเวลากลับมา ถ้าเขาจับทางได้ว่าเธอล่วงรู้อนาคต คงยากที่จะส่งเขาเข้าคุก
ซุ่ยจื่อเชื่อเสมอว่า การส่งคนชั่วไปกินข้าวแดงแกงร้อนในคุก ให้พรรคคอมมิวนิสต์ช่วยอบรมบ่มนิสัย คือจุดจบที่สาสมที่สุด
"ยัยตัวเล็กนี่ลูกเล่นแพรวพราวเหลือเกิน ชิ" อวี๋จิ้งถิงไม่ค่อยสบอารมณ์ พวกปัญญาชนชอบเล่นสกปรกในที่มืด มันจะไปสะใจเท่ากระทืบซึ่งหน้าได้ยังไง?
เขาบ่นอุบอิบในใจ แต่พอเห็นผมสั้นของซุ่ยจื่อ ความรู้สึกผิดก็ตีตื้นขึ้นมาจนต้องกลืนคำบ่นลงคอ
ระหว่างมื้อเช้า หวังชุ่ยฮวาเปิดประชุมครอบครัว
รั้วทางทิศตะวันตกของบ้านตระกูลอวี๋เกิดโยกเยกขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
ซุ่ยจื่อส่งสายตามีความนัยให้อวี๋จิ้งถิง ส่วนอวี๋จิ้งถิงแกล้งมองเพดานทำไม่รู้ไม่ชี้
"กำแพงบ้านตาเฒ่าจางก็เหมือนจะพัง เห็นเขาขนอิฐขนปูนมา เถียเกิน ลองไปถามราคาดูสิ บ้านเราน่าจะก่อกำแพงอิฐบ้างเหมือนกัน"
ซุ่ยจื่อใจเต้นระรัว
บ้านตาเฒ่าจางอยู่ติดกับบ้านหลี่โหย่วไฉ
คำว่า 'กำแพง' เป็นเหมือนปมในใจของซุ่ยจื่อ
ถึงบ้านตระกูลอวี๋จะไม่มีแรงงานหลักที่เป็นเรื่องเป็นราว แต่อวี๋จิ้งถิง แรงงาน 'นอกลู่นอกทาง' คนนี้ก็มีวิธีหาเงินมาได้ตลอด การก่อกำแพงอิฐจึงไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลังของบ้านตระกูลอวี๋
ในชาติก่อน ที่หลี่โหย่วไฉสามารถเล็งกำแพงบ้านตระกูลอวี๋เพื่อฝังลูกประคำเถ้ากระดูกของซุ่ยจื่อได้ ก็เพราะตอนนั้นครอบครัวอวี๋ย้ายออกไปแล้ว ไม่ได้อยู่บ้านเดิมประจำ
ซุ่ยจื่อเชื่อว่าไม่ใช่แค่เธอที่ไวต่อเรื่องกำแพง หลี่โหย่วไฉเองก็คงไม่อยู่เฉยแน่ถ้าเห็นเพื่อนบ้านเริ่มก่อกำแพง
"แม่คะ บ้านตาเฒ่าจางเขามาให้แม่ดูฤกษ์ก่อกำแพงหรือเปล่า?"
"ไม่ใช่พิธียกเสาเอก ไม่ต้องดูฤกษ์หรอก"
"ไหนๆ ก็เป็นเพื่อนบ้านกัน แม่ลองไปดูหน่อยสิคะ"
หวังชุ่ยฮวาคิดว่าก็ดีเหมือนกัน ได้ไปเดินเล่น ถึงจะไม่ได้ไข่ไก่หรือนมแพะติดมือมา แต่ได้สร้างบุญคุณไว้บ้างก็ยังดี
พอกินข้าวเสร็จ อวี๋จิ้งถิงลากซุ่ยจื่อเข้าห้อง กดเธอติดประตูแล้วจูบอย่างดูดดื่มไปพักใหญ่ พอหายอยากหน่อยหนึ่งถึงถามขึ้น
"ยัยตัวแสบ วางแผนอะไรไว้อีก?"
เขาไม่เชื่อหรอกว่าซุ่ยจื่อจะส่งแม่เขาไปช่วยฟรีๆ จากการร่วมมือจัดการหลี่โหย่วไฉหลายครั้ง อวี๋จิ้งถิงเริ่มเห็นอีกด้านของภรรยาที่เขาไม่เคยรู้
"พอกำแพงบ้านตาเฒ่าจางสร้างเสร็จ คุณก็ทำแบบนี้นะ..." ซุ่ยจื่อกระซิบข้างหูอวี๋จิ้งถิง
"กระสอบอีกแล้วเหรอ? กระทืบตรงๆ เลยไม่ได้หรือไง?" อวี๋จิ้งถิงได้ยินว่าจะให้ดักตีหัวอีกแล้วก็เริ่มอิดออด
มือของซุ่ยจื่อลูบผมสั้นของตัวเองเบาๆ หลุบตาลงต่ำ อวี๋จิ้งถิงเห็นผมสั้นของเธอก็รู้สึกผิดจี๊ดขึ้นมาทันที
"เออๆ ไปก็ไป พอใจยัง?"
เห็นเขาทำหน้ามุ่ย ซุ่ยจื่อกลัวเขาจะอัดอั้นเกินไป เลยกำชับเสียงเบา
"ฉันไม่ได้บอกสักหน่อยว่าหลังจากคลุมกระสอบแล้วห้ามตีซึ่งหน้า แต่ต้องรอให้กำแพงบ้านตาเฒ่าจางสร้างเสร็จก่อนค่อยลงมือนะ"
หลี่โหย่วไฉคงคาดไม่ถึงว่าแผนการที่ซุ่ยจื่อใช้เล่นงานเขา จะมี 'รอบอังกอร์' ฉายซ้ำรอยเดิมเมื่อวานเปี๊ยบ!
สองสามีภรรยาสบตากัน ความเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยคำค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้น
ความรักของทั้งคู่ก่อตัวขึ้นบนความทุกข์ระทมของหลี่โหย่วไฉ แฝงกลิ่นอายของสหายร่วมรบจางๆ
"อ้อ แล้วเมื่อคืนเธอพูดค้างไว้ครึ่งเดียว ยังไม่ได้บอกเลยว่าทำไมถึงเปลี่ยนชื่อเพราะฉัน"