- หน้าแรก
- วุ่นรักย้อนเวลา ปฏิบัติการคว้าหัวใจนายจอมโหด
- บทที่ 26: ภาระของการเป็นคนดีศรีสังคม
บทที่ 26: ภาระของการเป็นคนดีศรีสังคม
บทที่ 26: ภาระของการเป็นคนดีศรีสังคม
บทที่ 26: ภาระของการเป็นคนดีศรีสังคม
"นิทเช่คือใคร?"
"นักเขียนเจ้าของประโยคเมื่อกี้น่ะค่ะ"
"ไม่ใช่แม่ยายฉันพูดเหรอ?"
ถ้าไม่ใช่แม่ยายเขา เขาจะได้ด่าได้เต็มปาก
"นักเขียนคนนี้มันต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ วันๆ ว่างมากหรือไงถึงไปจ้องตากับความมืดมิด เบื่อโลกนักก็ไปกระโดดหน้าผาตายซะสิ จะไปยืนปัสสาวะรดหัวใครแถวนั้นทำไม อันตรายจะตาย เดี๋ยวก็ตกลงไปคอหักตายหรอก"
ซุ่ยจื่อถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหมือนปราชญ์คุยกับทหาร พูดเหตุผลไปก็เปล่าประโยชน์
แต่พอลองหลับตาคิดดูดีๆ คำพูดหยาบกระด้างพวกนั้นกลับแฝงแง่คิดที่ลึกซึ้งอย่างประหลาด
"ฉันเข้าใจแล้วค่ะ"
"เข้าใจอะไร?" มือไม้ของอวี๋จิ้งถิงเริ่มอยู่ไม่สุข อยากจะลองสัมผัสอีกสักนิด ถ้าทำมากกว่านั้นไม่ได้ แค่แตะนิดแตะหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง?
"คุณต้องการจะสื่อว่า เราไม่ควรใช้วิธีที่ผิดๆ ไปจัดการกับเรื่องหรือคนที่ผิด ซึ่งตรงกับความหมายที่นักเขียนคนนั้นต้องการจะสื่อเป๊ะเลย ไม่สิ... ระดับความคิดของคุณเหนือชั้นกว่าอีก"
สมกับเป็นหญิงสาวผู้เปี่ยมพรสวรรค์ที่สุดในหมู่บ้านตระกูลหวัง ผู้มีทักษะการตีความเต็มร้อย
ทฤษฎี 'ยืนฉี่บนหน้าผา' ของเขา ถูกเธอกลั่นกรองออกมาเป็นปรัชญาลึกล้ำเสียนี่
อวี๋จิ้งถิงทำมือคว้าอากาศเก้อๆ เขาแค่อยากจะแตะอั๋งเมีย ทำไมจู่ๆ ระดับจิตวิญญาณถึงได้สูงส่งขึ้นมาได้ล่ะ?
"สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดของคนที่ทำร้ายเรา ไม่ใช่แค่การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ แต่คือการที่พวกเขาพยายามจะเปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนเลวร้ายเหมือนพวกเขา ถ้าเรามัวแต่ไปพัวพันกับคนพาลนานเกินไป สุดท้ายเราก็จะกลายเป็นคนพาลเสียเอง"
ความคิดที่เคยตีบตันของซุ่ยจื่อถูกทะลวงจนโล่งด้วยคำพูดไม่กี่คำของเขา จู่ๆ เธอก็เห็นสัจธรรมบางอย่างกระจ่างชัด
"คุณเปรียบเทียบเรื่องการยืนฉี่ที่ดูหยาบคาย ให้กลายเป็นปรัชญาล้ำลึกได้ขนาดนี้เชียว"
"..." ปรัชญาอะไรวะ? ปัสสาวะบ่อย? ปัสสาวะกะปริบกะปรอย? หรือปัสสาวะไม่สุด?
"การตาต่อตา ฟันต่อฟัน เอาความชั่วเข้าแลกไม่ใช่ทางออกที่ดี เราควรใช้วิธีที่สง่าผ่าเผยและเหนือชั้นกว่าจัดการพวกเขาต่างหาก นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำ"
มุมมองของซุ่ยจื่อกว้างไกลขึ้น เลือดในกายพลุ่งพล่านด้วยความฮึกเหิม
ไฟสว่างวาบขึ้น อวี๋จิ้งถิงเอามือแตะหน้าผากเธอ
"ตัวร้อนรึเปล่าเนี่ย?" เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว!
"ฉันไม่ได้ตัวร้อน! ฉันแค่คิดอะไรบางอย่างได้!" ดวงตาของซุ่ยจื่อเป็นประกายวาววับ
เธอไม่อยากจมปลักอยู่กับความแค้น ไม่อยากกลายเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นและต่ำช้าเหมือนหลี่โหย่วฉาย
เธอจะใช้สายตาของผู้ที่เหนือกว่า มองดูวิญญาณอันสกปรกโสมมของหลี่โหย่วฉายด้วยความเวทนา และจะส่งเขาเข้าคุกด้วยมือของเธอเองอย่างสง่าผ่าเผย คอยดูเถอะ ถ้ามันกล้ากลับมานะ!
ความแค้นในชาติปางก่อน เธอจะชำระสะสางในชาตินี้ เป้าหมายปัจจุบันของเธอคือส่งหลี่โหย่วฉายไปกินข้าวแดงในคุกให้ได้
"จิ้งถิง ฉันเพิ่งค้นพบว่าคุณเป็นคนที่มีความคิดลึกซึ้งมาก" ซุ่ยจื่อมองชายหนุ่มในชุดเสื้อกล้ามกางเกงขาสั้นโคร่งๆ ใต้แสงไฟนีออน รู้สึกราวกับว่าเขากำลังเปล่งประกายเจิดจรัส
แม้แต่ขนหน้าแข้งของเขาก็ยังดูเหมือนสัญลักษณ์แห่งภูมิปัญญา
คนเก่งที่แท้จริงไม่ใช่คนที่ทำตัววิเศษวิโส แต่คือคนธรรมดาสามัญนี่แหละ!
ภาพลักษณ์ที่ดูเป็นอิสระ ความคิดที่เสรีและลึกซึ้งแบบนี้ นี่มันปราชญ์ชาวบ้านชัดๆ
"เพิ่งรู้เหรอ?" อวี๋จิ้งถิงยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
เรื่องอื่นเขาไม่รู้หรอก แต่เรื่องยอเนี่ย ชอบนักแล
"วันหลังเราคุยกันให้บ่อยขึ้นนะ ฉันเพิ่งรู้ว่าคุณไม่ใช่ผู้ชายหัวโบราณที่ชอบดูถูกผู้หญิงเลยสักนิด" ซุ่ยจื่อซบลงกับอกเขา หลับตาพริ้ม
ถ้าเป็นคนปกติ คงหน้าแดงไปแล้วที่ถูกยัดเยียดคุณงามความดีที่ตัวเองไม่ได้มีให้แบบดื้อๆ
แต่อวี๋จิ้งถิงไม่ใช่คนปกติ
"ถูกต้องที่สุด อย่ามัวแต่ไปจ้องตากับความมืดถ้าไม่มีอะไรทำ หันมามองฉันนี่"
เขากอดเอวเธอไว้แน่น ข่มใจไม่ให้บีบแรงๆ เดี๋ยวจะเสียลุค เขาต้องรอให้เธอหลับก่อนค่อยจัดหนัก... ก็แหม ถูกชมซะลอยขนาดนี้ มันก็ต้องแบกรับภาระภาพลักษณ์ 'คนดี' ไว้บ้าง
เช้าวันรุ่งขึ้น
หวังชุ่ยฮวาเห็นว่าผลไม้กระป๋องมีประโยชน์ จึงใช้ให้เจียวเจียวถือตะกร้าสานใบเล็กไปที่สหกรณ์ร้านค้า ตั้งใจจะซื้อมาตุนไว้อีกสักกระป๋องเผื่อฉุกเฉิน
"เจียวเจียว!"
หลี่โหย่วฉายร้องเรียกเจียวเจียว
"พี่สะใภ้เธอไม่สบายเหรอ?"
"ลุงจะห่วงพี่สะใภ้หนูมากเกินไปแล้วมั้ง? เดี๋ยวหนูฟ้องพี่ชายแน่"
"เฮ้ย อย่าเพิ่งไป! เอ้านี่ เอาไปกิน" หลี่โหย่วฉายหยิบลูกอมรสนมตราโอ-โอออกมาล่อตาล่อใจ เจียวเจียวตาเป็นประกาย รีบยื่นมือจะไปคว้า
"เดี๋ยวก่อน บอกลุงมาก่อนว่าสองสามวันนี้พี่สะใภ้เธอมีอาการแปลกๆ บ้างไหม?" หลี่โหย่วฉายกำหมัดแน่น ไม่ยอมให้เจียวเจียวหยิบลูกอมไปง่ายๆ
เมื่อคืนเขาเผากระดาษเงินกระดาษทองส่งวิญญาณไปแล้ว แม้จะมั่นใจว่าวิญญาณร้ายในร่างซุ่ยจื่อไปสู่สุขคติแล้ว แต่เขาก็ยังไม่วางใจ เลยคิดจะล้วงความลับจากน้องเล็กของบ้านตระกูลอวี๋ดู
"ลุงพูดเรื่องอะไร?" เจียวเจียวถาม
"เธอยังร้องไห้อยู่ไหม?"
"จะร้องหรือไม่ร้อง มันกงการอะไรของลุงด้วย!"
หลี่โหย่วฉายพูดไม่ออกไปชั่วขณะ สบถในใจว่า "นังเด็กบ้านอวี๋นี่น่ารำคาญชะมัด หน้าตาก็เหมือนพี่มัน นิสัยยังเหมือนกันอีก ปากคอเราะร้ายแบบนี้ มิน่าล่ะชาติก่อนถึงโดนลากไปข่มขืนในไร่ข้าวโพด สมน้ำหน้า!"
"พี่สะใภ้เธอชอบมาบ่นกับฉันว่าพี่ชายเธอชอบทุบตี แล้วเธอก็ไม่มีความสุขเลยที่ต้องอยู่บ้านนั้น ฉันเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับพี่สะใภ้เธอ ก็ต้องเป็นห่วงเป็นธรรมดา"
หลี่โหย่วฉายกุเรื่องขึ้นมา หวังว่าเจียวเจียวจะเอาไปฟ้องอวี๋จิ้งถิงหรือน้าสี่
เขาต้องการให้ซุ่ยจื่อลำบากใจในบ้านตระกูลอวี๋มากขึ้น เพื่อที่เขาจะได้หาช่องทางเข้าหาเธอ และสุดท้ายซุ่ยจื่อจะต้องยอมหนีตามเขาออกจากรังหมาป่านั่นแน่นอน
"ลูกอมเม็ดเดียว? หนูไม่บอกหรอก เรื่องของพี่ชายกับพี่สะใภ้หนู หนูไม่ใช่เด็กปากโป้งนะ"
หลี่โหย่วฉายกัดฟันกรอด ล้วงลูกอมออกมาอีกเม็ด
"หมดตัวแล้วเนี่ย บอกลุงเถอะ ถือว่าทำเพื่อพี่ชายกับพี่สะใภ้เธอ"
"พี่สะใภ้ก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ เมื่อเช้าก็ยังร้องไห้โดนพี่ชายด่าเปิงอยู่เลย"
หลี่โหย่วฉายโล่งอก หญิงแกร่งอย่างซุ่ยจื่อไม่มีทางร้องไห้หรอก คนที่ร้องไห้ต้องเป็นซุ่ยจื่อคนเดิมที่ขี้ขลาดและอ่อนแอแน่ๆ
เขายื่นลูกอมให้เจียวเจียวพร้อมกำชับ
"ต่อไปถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นระหว่างพี่ชายกับพี่สะใภ้เธอ มาบอกลุงนะ ลุงจะซื้อลูกอมให้กินอีก"
"โอเค ขอสองเม็ดนะ"
พอเจียวเจียวเดินจากไป หลี่โหย่วฉายก็แสยะยิ้ม นังเด็กนี่หลอกง่ายชะมัด ลูกอมแค่สองเม็ดก็ซื้อตัวได้แล้ว
เดิมทีเขามีลูกอมอยู่ห้าเม็ด
วันที่เขากลับชาติมาเกิด เขาใช้ไปสามเม็ดเพื่อซื้อตัวเด็กในหมู่บ้าน
ตามเหตุการณ์ในชาติก่อน หลิวล่าเหมยพาซุ่ยจื่อไปโรงพยาบาล อวี๋จิ้งถิงรู้เรื่องก็รีบตามไปหา จนซุ่ยจื่อตกใจหนีเตลิดไป
วันนั้นเป็นวันที่หลี่โหย่วฉายย้อนเวลากลับมาพอดี
เขาเดินเตร็ดเตร่อยู่ในหมู่บ้านด้วยความลิงโลดใจ ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาประทานโอกาสครั้งที่สองให้!
เขาเดินมาถึงหน้าบ้านตระกูลอวี๋ และบังเอิญเจออวี๋จิ้งถิงที่กำลังจะเข้าบ้าน
อวี๋จิ้งถิงเห็นเขาทำตัวลับๆ ล่อๆ ก็สงสัยว่าจะมาเกาะแกะซุ่ยจื่อ จึงเดินตามหาเรื่องหวังจะซ้อมสั่งสอน
ระหว่างทางดันไปเจอคู่อริของอวี๋จิ้งถิงเข้า พูดจากันไม่กี่คำก็ลงไม้ลงมือกัน
หลี่โหย่วฉายร้อนรนแทบบ้า
ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปเพราะการกระทำโดยไม่ตั้งใจของเขา
หลี่โหย่วฉายมั่นใจว่าถ้าอวี๋จิ้งถิงไม่ไปเฝ้าซุ่ยจื่อทำแท้งที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง เขาก็จะไม่พังข้าวของในโรงพยาบาล ถ้าไม่พังโรงพยาบาล ก็จะไม่โดนจับ และซุ่ยจื่อก็จะไม่มีวันหนีไป
เขาใช้ลูกอมติดสินบนเด็กให้ไปส่งข่าวบอกอวี๋จิ้งถิงให้รีบไปโรงพยาบาล ใครจะไปรู้ว่าอวี๋จิ้งถิงจะไวปานวอก บินไปถึงโรงพยาบาลได้ทันเวลา?
ลูกในท้องของซุ่ยจื่อจึงรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์
ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปชั่วคราว แต่หลี่โหย่วฉายมั่นใจว่าทุกอย่างยังอยู่ในการควบคุม
เจียวเจียวถูกเขาซื้อตัวด้วยลูกอมไปแล้ว เขาจะกลัวอะไรว่าไม่มีโอกาสยุแยงให้ซุ่ยจื่อทำแท้งแล้วหนีตามเขาไป?
เจียวเจียวกำลูกอมในมือแน่น เดินไปก็กรอกตามองบนไป
"ลูกอมสองเม็ดซื้อฉันได้งั้นเหรอ? แม่เลี้ยงสโนว์ไวท์ก็ใช้วิธีตื้นๆ แบบนี้หลอกสโนว์ไวท์เหมือนกันสินะ เดี๋ยวจะเอาไปให้พี่ชายดูว่ามียาเบื่อหนูผสมอยู่รึเปล่า!"
นิทานก่อนนอนที่ฟังมาไม่ได้สูญเปล่าจริงๆ
ซุ่ยจื่อกลัวว่าเจียวเจียวจะโตมาซื่อบื้อเหมือนเจ้าหญิงในนิทาน เล่าจบทีไรเป็นต้องกำชับทิ้งท้ายไว้สองข้อทุกที
หนึ่ง อย่ากินของที่คนแปลกหน้าหรือคนนิสัยไม่ดีให้ สอง ถ้าคนเลวถามทางไปทิศตะวันออก ให้บอกว่าไปทิศตะวันตก อย่าทำตัวโลภมากและโง่เขลาเหมือนสโนว์ไวท์ที่หาเรื่องใส่ตัวซ้ำซาก
เจียวเจียวจำได้ขึ้นใจ และงัดเอาวิชานี้มาใช้กับหลี่โหย่วฉายเต็มๆ
โรงละครเล็กฉบับไร้ความรับผิดชอบ:
(ไม่มีในบทนี้ แต่ขอแถมท้ายตามสไตล์ผู้แปล)
เจียวเจียว: พี่ชายๆ! ไอ่ลุงแว่นนั่นให้ยาพิษหนูมา!
อวี๋จิ้งถิง: ดีมากน้องรัก เดี๋ยวพี่จะไปจัดหนักให้มันเอง!