- หน้าแรก
- วางยาศิษย์พี่หญิงจนเรื่องแดง ความเทพที่ซ่อนไว้เลยแตก
- บทที่ 19: ผู้อาวุโสหยวน
บทที่ 19: ผู้อาวุโสหยวน
บทที่ 19: ผู้อาวุโสหยวน
บทที่ 19: ผู้อาวุโสหยวน
"เจ้าหนู ไม่ต้องกังวล ตอนนี้เจ้าได้ปลุกสายเลือดเหยียนหวงบรรพกาลขึ้นมาแล้ว ภายใต้การชี้แนะของข้า อีกไม่นานเจ้าจะได้ผลัดเปลี่ยนกระดูกเส้นเอ็น พลิกโฉมเป็นคนใหม่อย่างแน่นอน"
ในห้วงจิตของหลิงเซียว สุ้มเสียงชราที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาดังสะท้อนขึ้น
"ข้าต้องขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ช่วยชีวิตข้าไว้ในครั้งนี้ด้วยขอรับ หากไม่มีท่านอาจารย์ ป่านนี้หลิงเซียวคงกลายเป็นกองกระดูกขาวโพลนไปแล้ว ศิษย์ขอสัญญาว่าจะต้องหาวิธีสร้างกายเนื้อคืนให้แก่ท่านอาจารย์ และสังหารศัตรูของท่านด้วยมือของข้าเองให้จงได้"
เขากล่าวด้วยแววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
"ฮ่าฮ่าฮ่า! แค่เจ้ามีใจกตัญญูเช่นนี้ อาจารย์ก็ปลื้มใจมากแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเร่งพัฒนาความแข็งแกร่งของเจ้าเสียก่อน" เสียงชราหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
หลิงเซียวพยักหน้ารับ ทันใดนั้นราวกับนึกบางอย่างขึ้นได้ ใบหน้าของเขาก็ฉายแววตื่นตระหนก
"แย่แล้ว! หลังจากที่คนพวกนั้นฆ่าข้า พวกมันคงไม่ไปลงมือกับพี่เสี่ยวไป๋หรอกนะ?!"
"ไม่ได้การแล้ว ท่านอาจารย์ ข้าต้องรีบกลับไปเดี๋ยวนี้!"
เขารีบพุ่งทะยานกลับไปยังยอดเขางานเบ็ดเตล็ดอย่างร้อนรน
...
เมื่อกลับมาถึงเรือนหลังเล็กที่ทั้งสองเคยอาศัยอยู่ด้วยกัน
ภายในห้องเต็มไปด้วยฝุ่นจับหนาเตอะ ข้าวของระเกะระกะเกลื่อนพื้น ลานบ้านมีสภาพรกร้าง ดูออกได้ชัดเจนว่าซูเสี่ยวไป๋ยังไม่ได้กลับมาที่นี่เลย
"หรือว่าพี่เสี่ยวไป๋จะ... เสร็จพวกสัตว์ประหลาดพวกนั้นไปแล้ว?"
ดวงตาของหลิงเซียวแดงก่ำ หมัดทั้งสองกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อแทบจะเรียกเลือดออกมา
"อ๊ากกก!"
เขาแผดเสียงคำรามอย่างเจ็บปวดรวดร้าว พร้อมกับชกหมัดลงไปที่พื้นดินจนเกิดเป็นหลุมลึก!
ตุบ!
เขาทรุดเข่าลงกับพื้น แววตาว่างเปล่าเหม่อลอย หวนนึกถึงวันคืนอันรุ่งโรจน์ที่เคยใช้ร่วมกับพี่เสี่ยวไป๋
แอบกินอาหารวิญญาณด้วยกัน แอบฉี่ใส่ชามข้าวของพวกอันธพาลที่มารังแก แอบดูศิษย์พี่หญิงอาบน้ำด้วยกัน...
พี่เสี่ยวไป๋คอยปกป้องเขาประดุจพี่ชายแท้ๆ มาโดยตลอด ตอนนี้เขาแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ในที่สุดก็สามารถปกป้องพี่เสี่ยวไป๋ได้แล้ว แต่ทว่า...
หยาดน้ำตาไหลรินจากหางตา หยดลงบนพื้นดิน
เงาร่างโปร่งแสงปรากฏขึ้นข้างกายเขา ตบไหล่เบาๆ เพื่อปลอบประโลม
"เจ้าหนู คนตายไปแล้วไม่อาจฟื้นคืน เจ้าต้องก้าวต่อไปข้างหน้า ข้าเชื่อว่าเขาคงไม่อยากเห็นเจ้าจมปลักอยู่กับความเศร้าโศกเช่นนี้หรอก"
หลิงเซียวปาดน้ำตา "พี่เสี่ยวไป๋ ไม่ต้องห่วง ข้าจะสับร่างพวกฆาตกรที่ฆ่าท่านเป็นชิ้นๆ เพื่อเซ่นไหว้ดวงวิญญาณท่านให้จงได้!"
แววตาของเขาลุกโชนไปด้วยความมุ่งมั่น
"อาเซียว?"
ในจังหวะนั้นเอง เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
ร่างของหลิงเซียวสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับถูกไฟดูด
เขาค่อยๆ หันกลับไปอย่างแข็งทื่อ และได้พบกับใบหน้าอันหล่อเหลาที่ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิ
"พี่เสี่ยวไป๋!"
หลิงเซียวพุ่งตัวเข้าไปหา ถลาเข้ากอดซูเสี่ยวไป๋เต็มแรง
ทว่าเขาลืมไปว่า ในยามนี้เขาได้ปลุกสายเลือดเหยียนหวงบรรพกาล และมีพละกำลังก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดด ร่างกายได้ผ่านการผลัดเปลี่ยนจนแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก
พลั่ก!
วินาทีนั้น ซูเสี่ยวไป๋รู้สึกเหมือนถูกวัวทมิฬตัวมหึมาพุ่งชนเข้าอย่างจัง
ตาของเขาเหลือกขึ้นบน แทบจะสำรอกซุปงูที่เพิ่งกินเข้าไปออกมา!
เขาเซถลาถอยหลังไปถึงสามก้าว กว่าจะทรงตัวยืนหยัดได้
"ไอ้เด็กบ้า ปกติข้าเอ็นดูเจ้าขนาดไหน นี่เจ้าคิดจะฆาตกรรมพี่เสี่ยวไป๋ของเจ้าหรือไง?" เขากล่าวพลางมุมปากกระตุก
ยังดีที่ตอนนี้เขาบรรลุขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่หกแล้ว ร่างกายมีความแข็งแกร่งขึ้นมาก ไม่อย่างนั้นแรงกระแทกเมื่อครู่คงส่งเขาไปยมโลกแล้ว!
หลิงเซียวเองก็เพิ่งได้สติ รีบปล่อยมือจากซูเสี่ยวไป๋และเกาหัวแก้เก้อด้วยความรู้สึกผิด
"ขอโทษทีพี่เสี่ยวไป๋ ข้าลืมตัวไปหน่อย พอดีข้าเพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ห้าสำเร็จน่ะ"
"อะไรนะ?!"
ซูเสี่ยวไป๋เลิกคิ้วสูง
แม้จะรู้อยู่แล้วว่าหลิงเซียวต้องแข็งแกร่งขึ้นหลังจากได้รับวาสนาแน่ๆ แต่การทะลวงรวดเดียวถึงขั้นที่ห้ามันไม่ออกจะเวอร์เกินไปหน่อยหรือ!
เขานึกย้อนไปถึงตัวเองที่ต้องบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากมาตลอดสองปี ตั้งแต่วางแผนเล่นงานศิษย์พี่หญิงตงฟาง ไปเสี่ยงตายหาสมบัติในหุบเขาหมื่นอสูร ปล้นชิงสี่ขั้วอำนาจใหญ่ และใช้วิธีหลอมรวมเลือดสัตว์อสูรระดับสร้างแกนปราณเพื่อขัดเกลาร่างกาย กว่าจะมาถึงขั้นที่หกในปัจจุบัน
ถ้าก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว เขาคงตายคาที่ไปนานแล้ว!
แต่หลิงเซียวแค่ตกหน้าผา กลับทะลวงขึ้นมาถึงขั้นที่ห้า ตามหลังเขาเพียงขั้นเดียว
วาสนาที่ไม่เท่าเทียมกันขนาดนี้ จะไม่ให้คนอิจฉาจนตาร้อนผ่าวได้ยังไง?!
สวรรค์บัดซบ! ข้าขอสาปแช่งแก!
"เป็นอะไรไปพี่เสี่ยวไป๋? ทำไมท่านดูหงุดหงิดจัง?" หลิวเซียวมองเขาด้วยความเป็นห่วง
"มะ... ไม่เป็นไร แค่สงสัยนิดหน่อยว่าทำไมจู่ๆ เจ้าถึงเก่งขึ้นผิดหูผิดตาขนาดนี้" ซูเสี่ยวไป๋ฝืนยิ้ม
"เรื่องนี้..."
'ช้าก่อน! ห้ามเปิดเผยตัวตนของข้าให้ใครรู้เด็ดขาด'
ขณะที่หลิงเซียวกำลังจะอ้าปากอธิบาย เสียงชายชราในห้วงจิตก็ร้องห้ามไว้
"อ้อ... อ้อ!" หลิวเซียวชะงัก รีบพยักหน้าหงึกๆ
แต่ถ้าไม่พูด เขาก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรว่าทำไมจู่ๆ ถึงเก่งขึ้นมาได้
ชั่วขณะหนึ่ง เขาได้แต่ยืนเกาหัวแกรกๆ คิดหาคำตอบไม่ถูก
"ดูเหมือนดวงจิตของผู้อาวุโสหยวนจะห้ามเขาไว้สินะ" ซูเสี่ยวไป๋คิดในใจ
แม้เขาจะมองไม่เห็นดวงวิญญาณของผู้อาวุโสหยวน แต่เขามั่นใจว่าท่านต้องอยู่ข้างกายหลิงเซียวแน่ๆ
ผู้อาวุโสหยวนคนนี้เคยเป็นถึงยอดฝีมือระดับแนวหน้าที่ปกครองดินแดน และเป็นอาจารย์ผู้ชี้ทางสว่างให้หลิงเซียว
ในอนาคต การที่หลิงเซียวจะเติบโตจนกลายเป็นจักรพรรดิสวรรค์ได้นั้น ผู้อาวุโสท่านนี้มีส่วนช่วยอย่างมหาศาล
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เดินเข้าไปลูบหัวหลิงเซียวด้วยความเอ็นดู
และกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ช่างเถอะ ทุกคนย่อมมีความลับเป็นของตัวเอง ถ้าเจ้าไม่อยากพูด ก็ไม่ต้องพูดหรอก"
"พี่เสี่ยวไป๋..." น้ำตาแห่งความซาบซึ้งเอ่อล้นในดวงตาของหลิงเซียว
"เอาล่ะ พี่น้องอย่างเราไม่ต้องพูดอะไรมาก อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานประลองภายในสำนักแล้ว พวกเราก็พยายามสอบเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ฝ่ายนอกกันเถอะ"
"อื้อ! ข้าเชื่อฟังพี่เสี่ยวไป๋ทุกอย่าง!"
ซูเสี่ยวไป๋ยิ้มและพยักหน้า
ด้วยทรัพยากรและความมั่งคั่งที่เขามีในตอนนี้ ตำแหน่งศิษย์ฝ่ายนอกหรือแม้แต่ศิษย์ฝ่ายในแทบไม่มีแรงดึงดูดใจเขาเลย
มีเพียงตำแหน่ง 'ศิษย์สืบทอด' เท่านั้นที่พอจะทำให้เขาสนใจได้บ้าง
สาเหตุหลักที่เขาต้องการเป็นศิษย์ฝ่ายนอก ก็เพื่อรอการเปิดของ "แดนลับเก้าโลกันตร์" ในอีกสองปีครึ่งข้างหน้า
แดนลับเก้าโลกันตร์คือสุสานของยอดฝีมือยุคโบราณที่ล่องลอยอยู่ในมุมต่างๆ ของหมื่นจักรวาล
ภายในนั้นเต็มไปด้วยวาสนามากมายมหาศาล แต่มีเงื่อนไขคือ เฉพาะอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่มีอายุกระดูกไม่เกินสามสิบปีเท่านั้นจึงจะเข้าไปได้
ทว่าในสำนักเสวียนเยว่ ศิษย์รับใช้นั้นไม่มีคุณสมบัติเข้าร่วมการทดสอบในแดนลับใดๆ ทั้งสิ้น
ประการแรก เพราะฝีมืออ่อนด้อยเกินไป เข้าไปก็มีแต่ตายเปล่า
ประการที่สอง หากศิษย์รับใช้พากันไปหมด ใครจะคอยดูแลเรื่องปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งสำนักเล่า?
ดังนั้น เขาจึงจำเป็นต้องไต่เต้าขึ้นเป็นศิษย์ฝ่ายนอกให้ได้ภายในระยะเวลา 'หนึ่งปีคุน' (สองปีครึ่ง) นี้
...
วันเวลาผ่านไป
ซูเสี่ยวไป๋และหลิงเซียวฝึกซ้อมร่วมกันทุกวัน
เนื่องจากหลิงเซียวได้รับการชี้แนะจากผู้อาวุโสหยวน ทักษะการต่อสู้ของเขาจึงพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
ซูเสี่ยวไป๋เองก็ได้รับอานิสงส์นี้ไปด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้เขาตื่นตะลึงที่สุดคือ ความโกงอย่างไร้เหตุผลของสายเลือดเหยียนหวงบรรพกาล!
แม้หลิงเซียวจะมีระดับพลังต่ำกว่าเขาหนึ่งขั้น แต่เวลาประมือกันกลับไม่เสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย การท้าทายคู่ต่อสู้ข้ามระดับสำหรับเจ้านี่มันง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ!
และดูจากกลิ่นอายแล้ว เจ้าเด็กนี่กำลังจะทะลวงขั้นอีกแล้วด้วย
"ไม่สู้แล้ว ไม่เอาแล้ว วันนี้พักก่อน"
ซูเสี่ยวไป๋โบกมือหยอยๆ เดินเลี่ยงไปด้านข้างแล้วหยิบน้ำขึ้นมาดื่มอึกใหญ่
หลิงเซียวดูเหมือนยังอารมณ์ค้าง เห็นได้ชัดว่ายังสนุกไม่พอ
เขาอยากจะสัมผัสความเก่งกาจของพี่เสี่ยวไป๋ให้มากกว่านี้!
ซูเสี่ยวไป๋มองแววตาอันรุ่มร้อนของอีกฝ่าย แล้วรู้สึกก้นขมิบเกร็งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว สัญชาตญาณสั่งให้เขาถอยหลังกรูดไปหลายก้าว
"เจ้าฝึกอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย"
เขารีบเผ่นออกจากเรือนพักอย่างรวดเร็ว ตัดสินใจว่าจะไปโรงครัวเพื่อขโมยอาหารวิญญาณมากินย้อมใจสักหน่อย