- หน้าแรก
- นางเซียนผู้เย็นชา ระบบเอาชะตานางมา
- ตอนที่ 2 เซียนจื่อตื่นตะลึง
ตอนที่ 2 เซียนจื่อตื่นตะลึง
ตอนที่ 2 เซียนจื่อตื่นตะลึง
จวนตระกูลสวี่ แสงไฟสว่างไสว ร้องรำทำเพลงกันอย่างครึกครื้น
ลั่วจื่ออินนั่งสง่าอยู่ที่ตำแหน่งประธาน อาหารเลิศรสและสุราทิพย์ที่วางอยู่ตรงหน้า นางกลับทำราวกับมองไม่เห็น
ใบหน้าอ้วนท้วนของประมุขตระกูลสวี่ยิ้มจนแก้มปริ พยายามประจบเอาใจอย่างสุดความสามารถ
เหล่าศิษย์ตระกูลสวี่โดยรอบ แววตาของพวกเขา นอกจากความยำเกรงแล้ว ยังมีความคาดหวัง
แววดูแคลนสายหนึ่งพาดผ่านดวงตาคู่สวยของลั่วจื่ออิน
ฝูงปุถุชนคนธรรมดา
การชดใช้หนี้บุญคุณเพียงเล็กน้อยของบรรพชนตระกูลสวี่นั้นเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว
หากมิใช่เพราะนางจำเป็นต้องหาสถานที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง เพื่อผ่านพ้นช่วงเวลาที่ตบะสูญสิ้นในยามจื่อคืนนี้
มนุษย์ชั้นต่ำพวกนี้ย่อมไม่มีโอกาสได้มาร่วมวงสุงสิงกับนาง
ผ่านไปครู่ใหญ่
"ประมุขสวี่"
ลั่วจื่ออินวางตะเกียบหยก ตวัดสายตามอง น้ำเสียงใสกระจ่างทว่ากังวาน
"ที่นี่เสียงดังอึกทึก ลมปราณขุ่นมัวหนาแน่นเกินไป เป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญเพียรของข้า เพื่อการประลองในวันพรุ่งนี้ ข้าจำเป็นต้องหาสถานที่เงียบสงบเพื่อปรับลมปราณเตรียมความพร้อม"
รอยยิ้มบนใบหน้าประมุขตระกูลสวี่ชะงักค้าง รีบกล่าวว่า
"เซียนจื่อกล่าวถูกแล้ว! เป็นข้าน้อยที่คิดน้อยไป! ในจวนมีห้องสงบจิตที่เตรียมไว้สำหรับเซียนจื่อโดยเฉพาะ รับรองว่าไม่มีใครรบกวน..."
"ไม่จำเป็น"
ลั่วจื่ออินลุกขึ้นยืน กระโปรงสีขาวจันทราพลิ้วไหวไร้ลมพัด
"ข้าจะไปหาเอาเองที่นอกเมือง พรุ่งนี้ยามเหม่า เจอกันที่ลานกว้าง"
จิตใจมนุษย์ยากหยั่งถึง
โดยเฉพาะในยามที่พลังของตนสูญสิ้น แม้แต่จอมยุทธ์มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งก็ยังสู้ไม่ได้
เพื่อความปลอดภัยสูงสุด คืนนี้จะพักค้างแรมที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด
ประมุขตระกูลสวี่ยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่หนาวเหน็บเข้ากระดูกดำของลั่วจื่ออิน คำพูดที่เหลือก็ถูกกลืนกลับลงคอไปอย่างว่างง่าย
เขาทำได้เพียงเค้นรอยยิ้มออกมา
"ขอรับๆ เซียนจื่อเชิญตามสบาย! พวกข้าน้อยจะรอฟังข่าวดีจากเซียนจื่อขอรับ!"
ลั่วจื่ออินผงกศีรษะเล็กน้อย ร่างกายไหววูบ กลายเป็นลำแสงสายหนึ่ง หายลับไปทางขอบฟ้าในชั่วพริบตา
มองดูลำแสงนั้นจากไป ความนอบน้อมประจบสอพลอบนใบหน้าประมุขตระกูลสวี่จางหายไป แทนที่ด้วยความหลงใหลและปรารถนา
......
จวนใหญ่ตระกูลฉู่ ณ ศาลบรรพชน
ฉู่หมิงหยวน บิดาของฉู่โม่และผู้นำตระกูลฉู่ มีสีหน้าทะมึนทึง นั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน
แสงเทียนวูบไหว สาดส่องใบหน้าที่ซีดเซียวสิ้นหวังของเหล่าผู้อาวุโสเบื้องล่าง
บรรยากาศเงียบสงัด กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามา
"แย่แล้ว แย่แล้วขอรับ!"
ผู้อาวุโสสามซึ่งดูแลคลังสมบัติเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งและตื่นตระหนก
"คลังสมบัติ... เงินขาวหนึ่งหมื่นตำลึงในคลังสมบัติหายไปอย่างไร้ร่องรอย!"
ตูม!
ข่าวนี้เปรียบเสมือนหินยักษ์ที่ถูกโยนลงในน้ำนิ่ง ก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่
"อะไรนะ?!"
"หนึ่งหมื่นตำลึง! นี่มันเคราะห์ซ้ำกรรมซัดชัดๆ..."
"สวรรค์ต้องการทำลายตระกูลฉู่ของข้า!"
ความสิ้นหวังแพร่ระบาดราวกับโรคติดต่อ ผู้อาวุโสหลายคนหน้าถอดสีจนดูเหมือนเถ้าถ่าน
ในจังหวะนั้นเอง เสียงราบเรียบของฉู่โม่ก็ดังขึ้น ชัดเจนเข้าหูทุกคน
"เงินนั่น ข้าเป็นคนเอาไปเอง"
ชั่วพริบตา เสียงอื้ออึงทั้งหมดก็หายไป
ภายในศาลบรรพชนเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก
ทุกคนหันไปมองฉู่โม่เป็นตาเดียวด้วยความตะลึงงัน
"ท่านพ่อ"
ฉู่โม่ลุกขึ้นจากที่นั่งด้านข้าง สบตากับฉู่หมิงหยวนที่กำลังมองมาด้วยความไม่อยากเชื่อ น้ำเสียงของเขามั่นคง
"ข้าใช้เงินหนึ่งหมื่นตำลึงนี้ เพื่อแลกกับโอกาสที่ตระกูลฉู่ของเราจะชนะการประลอง และมีชีวิตรอดต่อไป"
"เหลวไหล!"
ผู้อาวุโสคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมา
"หนึ่งหมื่นตำลึงจะแลกโอกาสอะไรมาได้?! นั่นมันผู้ฝึกเซียนนะ! จะเอาอะไรไปชนะ?"
"การประลองนี้เจ้าไม่ได้เป็นคนลงแข่งนี่ นายน้อย... เจ้าพูดน่ะมันง่าย แต่ทำจริงมันคนละเรื่อง! เรื่องที่ไม่มีความมั่นใจก็อย่า——"
ฉู่โม่ไพล่มือข้างหนึ่งไว้ด้านหลัง ปรายตามองผู้อาวุโสท่านนั้น
"ข้าเคยทำเรื่องที่ไม่มีความมั่นใจตั้งแต่เมื่อไหร่?"
อีกฝ่ายพูดไม่ออก สายตาชะงักค้าง
ฉู่โม่กล่าวต่อ
"อย่าลืมว่า... กิจการของตระกูลในช่วงไม่กี่ปีมานี้ใครเป็นคนดูแล ใครเป็นคนแย่งชิงการค้ากลับมาจากภายใต้การกดดันของตระกูลสวี่ได้ตั้งหลายครั้ง ใครที่ทำให้เงินในคลังงอกเงยขึ้นมาอีกหลายเท่า"
เมื่อฉู่โม่พูดเช่นนี้
ท่าทีดุดันของผู้อาวุโสท่านนั้นก็อ่อนลง คนอื่นๆ ในศาลบรรพชนก็ปิดปากเงียบไม่กล้าพูดมากอีก
ฉู่หมิงหยวนมองดูบุตรชายผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมและเยือกเย็นมาตั้งแต่เด็กคนนี้ แววตาที่เคยมืดมนค่อยๆ เปล่งประกายขึ้น
"โม่เอ๋อร์ เจ้ามีแผนการอะไร?"
ฉู่โม่กล่าวตอบ
"ข้าใช้เงินหนึ่งหมื่นตำลึงนี้ ซื้อข้อมูลมาอย่างหนึ่ง ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เราพลิกกลับมาชนะได้ในวันพรุ่งนี้"
"คืนนี้ยามจื่อ ข้าจำเป็นต้องออกไปข้างนอกสักเที่ยว เพื่อจัดการเรื่องนี้โดยอาศัยข้อมูลที่ได้มา ขอท่านพ่ออนุญาต"
ฉู่หมิงหยวนจ้องมองฉู่โม่อยู่นาน ในที่สุด เขาก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น
"ตกลง พ่อเชื่อเจ้า! ต้องเอาคนไปด้วยหรือไม่?"
"ไม่จำเป็น ข้าไปคนเดียวก็พอ"
"โม่เอ๋อร์..."
มารดาของฉู่โม่เดินเข้ามา จับมือเขาไว้ สีหน้าแสดงความห่วงใย
"ลูกต้องระวังตัวนะ ถ้ามันอันตรายเกินไป ก็อย่าฝืน"
"ท่านแม่ วางใจเถอะขอรับ"
ฉู่โม่กุมมือที่เย็นเฉียบของมารดาตอบ น้ำเสียงเจือความปลอบประโลม
"ก่อนฟ้าสาง ข้าจะกลับมา"
......
ยามจื่อใกล้เข้ามา
ราตรีมืดมิดดุจน้ำหมึก พระจันทร์เต็มดวงสว่างไสวจนดูน่าขนลุก
ฉู่โม่เปลี่ยนมาสวมชุดดำรัดกุม ออกจากตระกูลฉู่ เพียงกระโดดไม่กี่ครั้งก็หายลับไปในความลึกของตรอกซอยที่เงียบสงัด
ลั่วจื่ออินอยู่ที่ภูเขาซีซานนอกเมือง ในถ้ำลับแห่งหนึ่งที่เนินล่วนสือ
นี่คือข้อมูลที่ระบบมอบให้ ซึ่งรวมถึงแผนการส่วนตัวของเป้าหมายด้วย
ภายใต้แสงจันทร์ ร่างของฉู่โม่พุ่งทะยานผ่านป่าเขาด้วยความเร็วสูง เหนือกว่าจอมยุทธ์ขอบเขตหลังกำเนิดทั่วไปมากนัก
หัวใจของเขาเต้นระรัว มิใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นที่จะได้ควบคุมทุกสิ่ง
หากเขาทำสำเร็จ
นี่จะไม่ใช่แค่ทางรอดของตระกูล แต่ยังเป็นแท่นกระโดดชั้นเลิศให้เขาก้าวไปสู่เส้นทางเหนือโลกีย์!
ในที่สุด เขาก็หยุดอยู่ที่บริเวณไม่ไกลจากปากถ้ำซึ่งถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และเศษหิน
มิดชิดอย่างยิ่ง หากไม่มีข้อมูลจากระบบ ย่อมไม่มีทางหาเจอ
ฉู่โม่เก็บซ่อนกลิ่นอายทั้งหมด ราวกับเสือดาวที่กำลังซุ่มล่า ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้
ทันใดนั้น เขาขมวดคิ้ว สีหน้าครุ่นคิด แล้วหยุดฝีเท้า
ไม่ชอบมาพากล เงียบเกินไป
ไม่รู้ว่าจะตรวจสอบสถานการณ์รอบปากถ้ำได้หรือไม่?
เพียงแค่คิด หน้าจอก็เด้งขึ้นมาตรงหน้า
[เป้าหมาย สถานการณ์รอบถ้ำ]
[ค่าใช้จ่ายในการสอดแนม เงินขาวสิบตำลึง]
[ต้องการสอดแนมหรือไม่?]
ได้จริงๆ ด้วย!
ตกลง!
[ข้อมูล รอบปากถ้ำมีค่ายกลอัตโนมัติที่วางไว้ล่วงหน้า มีผลในการอำพรางและสังหาร หากปุถุชนบุกรุกเข้าไป ต้องตายสถานเดียว]
[ต้องการจ่ายเงินขาวร้อยตำลึง / หินวิญญาณคุณภาพต่ำหนึ่งก้อน เพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนของค่ายกลหรือไม่?]
เดาไม่ผิดเลย
ถ้าเป็นเขา ช่วงที่ตบะสูญสิ้นย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เตรียมทางหนีทีไล่ไว้
โชคดีที่ไม่ปล่อยให้ความตื่นเต้นเข้าครอบงำจนหน้ามืดตามัว
วิเคราะห์!
ชั่วพริบตา ในสายตาของฉู่โม่ รอบบริเวณถ้ำที่เต็มไปด้วยอันตราย ก็ปรากฏเส้นทางปลอดภัยเส้นหนึ่งทอดตัวสู่ปากถ้ำ
แม่นยำ และมีมุมที่ซับซ้อน
สามารถหลบเลี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้ทั้งหมดพอดี
ฉู่โม่ก้าวเดิน รอยเท้าทาบทับกับเส้นทางนั้นอย่างสมบูรณ์แบบ จนมาถึงหน้าปากถ้ำ
ค่ายกลที่ผู้ฝึกเซียนขอบเขตสร้างรากฐานบรรจงวางไว้ สำหรับเขาที่เป็นเพียงปุถุชน กลับเหมือนไม่มีอยู่จริง
จากภายในถ้ำ สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่อ่อนเบาอย่างที่สุด ล่องลอยไม่มั่นคง
เขาค่อยๆ แหวกเถาวัลย์ออก
แสงจันทร์สาดส่องลงมาจากรอยแตกบนเพดานถ้ำ
ภายในถ้ำ
ลั่วจื่ออินนั่งขัดสมาธิ ใบหน้าที่งดงามเย็นชานั้นบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผากจนไรผมเปียกชื้น
นางหลับตาแน่น ขนตายาวสั่นระริกอย่างรุนแรง
นางกำลังอยู่ในช่วงอ่อนแอที่ตบะสูญสิ้น ทั่วร่างสัมผัสไม่ได้ถึงคลื่นพลังวิญญาณใดๆ ลมหายใจรวยรินเหมือนหญิงสาวธรรมดาที่ป่วยหนัก
นางรู้ดีว่าตอนนี้ตนเองเปราะบางเพียงใด
อย่าว่าแต่ผู้ฝึกเซียนเลย ต่อให้เป็นจอมยุทธ์มนุษย์ที่ร่างกายกำยำสักคน นางก็สู้ไม่ได้
ดังนั้นนางจึงเลือกที่ซ่อนตัวแห่งนี้ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด
ทว่า
ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าที่ชัดเจน ดังขึ้นอย่างกะทันหันในถ้ำที่เงียบสงัด
ไม่ช้าไม่เร็ว แต่กลับเหมือนเสียงกลองแห่งฝันร้าย ที่กระหน่ำตีลงกลางใจของลั่วจื่ออิน!
"ใคร?!"
ที่นี่มีคนได้อย่างไร?!
ทั้งที่นางเลือกสถานที่กันดารขนาดนี้ แถมยังวางค่ายกลไว้แล้ว!
ลั่วจื่ออินลืมตาโพลง นัยน์ตาหงส์ที่เคยเย็นชา บัดนี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว!
ที่ปากถ้ำ เด็กหนุ่มชุดดำผู้หนึ่ง ยืนหันหลังให้แสงจันทร์ ค่อยๆ เดินเข้ามา
เป็นเขา?!
ความทรงจำของผู้ฝึกเซียนนั้นเป็นเลิศ ลั่วจื่ออินจึงจำฉู่โม่ได้
เขาคือหนึ่งในศิษย์ตระกูลฉู่เมื่อตอนกลางวัน
ตอนนั้นนางมองเขา ก็ไม่ต่างอะไรกับมองฝุ่นผงไร้ค่า
แต่ตอนนี้...
บังเอิญ? โชคดี?
ไม่มีเวลามาขบคิดหาเหตุผลที่อีกฝ่ายรอดพ้นค่ายกลมาเจอนางได้
หัวใจของลั่วจื่ออินแทบจะกระดอนออกมานอกอก ความหวาดกลัวจากก้นบึ้งของวิญญาณเข้าเกาะกุมจิตใจ เหงื่อเย็นไหลพราก
แต่เพียงชั่วครู่ นางก็ฝืนบังคับให้ตนเองสงบลง
ห้ามลนลาน! ห้ามให้เขาดูออกถึงความจริงของข้าเด็ดขาด!
เขาไม่รู้ว่าข้าสูญเสียพลัง แรงกดดันของผู้ฝึกเซียนที่มีต่อปุถุชนนั้นมหาศาล
ขอแค่ขู่จนมดปลวกตัวนี้หนีไปได้ ก็จะปลอดภัย!
"เจ้ามนุษย์!"
น้ำเสียงของลั่วจื่ออินยังคงไว้ซึ่งความเย็นชาและทรงอำนาจ แต่อดไม่ได้ที่จะมีกระแสสั่นเครือเจือปน
"บุกรุกพื้นที่บำเพ็ญเพียรของข้า อยากรนหาที่ตายรึ?!"
ฉู่โม่หยุดฝีเท้า ยืนอยู่ไม่ไกลจากเบื้องหน้านาง
มองดูใบหน้าซีดเซียว และดวงตาคู่นั้นที่พยายามแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง
มุมปาก ยกยิ้มเป็นเส้นโค้งที่เย็นยะเยือกและนึกสนุก
น้ำเสียงของเขาเจือแววหยอกล้อ
"แม่นางเซียนจื่อลั่ว ท่านไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าพูดประโยคนี้?"
สายตาที่ไร้อารมณ์ของฉู่โม่เหมือนกำลังพิจารณาของเล่นที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง
"ทั้งที่... ตอนนี้ท่านพลังวิญญาณสูญสิ้น เส้นชีพจรปิดผนึก วรยุทธ์หายเกลี้ยง มิใช่หรือ?"
วาจาของฉู่โม่ เปรียบดั่งสายฟ้าฟาดผ่าเปรี้ยงลงกลางสมองของลั่วจื่ออิน!
รูม่านตาของนางหดเกร็งจนเหลือเพียงจุดเล็กๆ เลือดลมทั่วร่างราวกับแข็งตัวไปในชั่วพริบตา