เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

20 - พบสมบัติล้ำค่า

20 - พบสมบัติล้ำค่า

20 - พบสมบัติล้ำค่า


20 - พบสมบัติล้ำค่า

“พี่หยาง ทางนี้ฝากพี่จัดการด้วย ถ้าจำเป็นต้องยิงก็ยิงได้เลย ปืนของพวกคุณเป็นปืนแม่เหล็กไฟฟ้า เสียงมันไม่ดังเท่าไหร่หรอก” เซี่ยงเฉียนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเยือกเย็น

“วางใจเถอะ แค่พวกกระจอกพวกนี้ ยังไม่จำเป็นต้องใช้ปืนหรอก” หยางกวงแง้มประตูรถเล็กน้อย ก่อนจะถีบประตูเปิดออกไปเต็มแรง

“ปัง!”

อันธพาลที่ยืนอยู่ข้างรถ เดิมทีตั้งใจจะเข้ามากระชากประตู กลับโดนประตูรถกระแทกเข้าแสกหน้าอย่างจังจนร่วงลงไปกองกับพื้น หมดสติไปทันที

เมื่อพวกอันธพาลคนอื่นเห็นดังนั้น ต่างก็รีบคว้ามีดดาบวิ่งกรูกันเข้ามา

หยางกวงคว้ามีดจากมือของคนที่อยู่หน้าสุด ผลลัพธ์หลังจากนั้นแทบไม่ต้องเดา ภายในเวลาเพียงชั่วพริบตา อันธพาลที่เมื่อครู่ยังทำท่าฮึกเหิม ต่างลงไปนอนกองกับพื้นกันหมดสภาพ

“อย่าเข้ามานะ! ถ้าแกเข้ามา ฉันจะระเบิดให้ตายกันไปข้าง!” อันธพาลคนสุดท้ายที่ถือระเบิดมืออยู่ ร่างกายสั่นเทาขณะขู่หยางกวง ไฟแช็กในมือสั่นจนแทบจะถือไม่อยู่

หยางกวงไม่ได้สนใจคำขู่เลยแม้แต่น้อย เขายังคงก้าวเดินตรงเข้าไปหาอีกฝ่าย

“ถ้าแกเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันจะจุดระเบิดจริงๆ... ตายไปด้วยกันนี่แหละ” อันธพาลคนนั้นเห็นหยางกวงเกือบจะประชิดตัวแล้ว จึงกัดฟันจุดชนวนระเบิด

ประกายมีดวูบหนึ่งตัดผ่าน สายชนวนที่กำลังติดไฟร่วงลงสู่พื้นทันที

เมื่อเห็นภาพนั้น อันธพาลคนดังกล่าวก็ยืนตะลึง พอตั้งสติจะจุดระเบิดต่อ ทันใดนั้นสายตาของเขาก็มืดดับและหมดสติไป

เซี่ยงเฉียนเห็นสถานการณ์คลี่คลายแล้ว จึงลงจากรถ เดินไปที่หน้าบ้านเถ้าแก่หลี่ แล้วตะโกนเข้าไป “เถ้าแก่หลี่ เรื่องข้างนอกเรียบร้อยแล้วครับ พวกคุณปลอดภัยดีไหม? ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ก็เตรียมย้ายบ้านได้เลย”

“ปลอดภัยดีครับ ขอบคุณเถ้าแก่เซี่ยงมาก ถ้าพวกคุณมาไม่ทันเวลา พวกเราทั้งครอบครัวคงแย่แน่ๆ” เมื่อครู่เถ้าแก่หลี่และคนอื่นๆ แอบดูอยู่ในบ้าน เห็นฝีมือของหยางกวงแล้ว แต่เพราะไม่รู้ว่าหยางกวงเป็นใครจึงไม่กล้าออกมา อีกอย่างในสายตาพวกเขา หยางกวงดูอันตรายยิ่งกว่าพวกอันธพาลเสียอีก ถ้าหยางกวงจะบุกเข้ามา พวกเขาคงไม่มีทางหยุดได้แน่

จนกระทั่งเซี่ยงเฉียนเดินเข้ามา พวกเขาถึงได้วางใจ รู้ว่าหยางกวงไม่ใช่ศัตรู แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มกังวลอีกเรื่อง เมื่อเห็นความสามารถในการต่อสู้ระดับนี้ พวกเขาก็รู้ทันทีว่าคนในครอบครัวรวมกันทั้งหมดก็สู้เขาไม่ได้เลยสักคน ถ้าตามไปบ้านเซี่ยงเฉียนแล้วเกิดอะไรขึ้น พวกเขาคงหนีไม่รอดแน่

แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลามาลังเล ถ้าบอกเซี่ยงเฉียนว่าจะไม่ไปแล้วไล่เขากลับไป เกรงว่าไม่ต้องถึงมือพวกอันธพาลหรอก แค่หยางกวงคนเดียวก็จบเห่กันหมด ดังนั้นเถ้าแก่หลี่จึงเดินออกมาหาเซี่ยงเฉียนด้วยรอยยิ้มและกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม

“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ เตรียมของเสร็จหรือยัง? ถึงผมจะไม่กลัวคนพวกนี้ แต่ผมก็ขี้เกียจหาเรื่องใส่ตัว ถ้าเก็บของเสร็จแล้วก็รีบออกเดินทางกันดีกว่า จะได้ไม่เกิดปัญหาแทรกซ้อน” เซี่ยงเฉียนพยักหน้าแล้วพูดตัดบท

“เรียบร้อยแล้วครับ แค่ขนเสบียงขึ้นรถก็ออกเดินทางได้เลย” เถ้าแก่หลี่รีบตอบ

เถ้าแก่หลี่กลับเข้าไปเตรียมของย้ายบ้าน ส่วนเซี่ยงเฉียนก็กลับมายืนที่หน้าประตู พวกอันธพาลที่นอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้นต่างพากันลุกขึ้น แต่ไม่มีใครกล้าขยับหนี ทุกคนนั่งยองๆ เอามือกุมหัวอยู่บนพื้นอย่างว่าง่าย ไม่กล้าส่งเสียงดัง

“พวกแกรู้ได้ยังไงว่าบ้านเถ้าแก่หลี่มีเสบียง?” เซี่ยงเฉียนถาม

“พวกเราก็ไม่รู้ครับ ลูกพี่เป็นคนสั่งให้พวกเรามา” อันธพาลคนหนึ่งรีบตอบ

“แล้วลูกพี่ของพวกแกรู้ได้ยังไง?”

“ไม่ทราบครับ พวกเราไม่กล้าถามลูกพี่หรอก ลูกพี่สั่งให้ทำอะไร พวกเราก็ทำตาม ถ้าไม่ทำ พวกเราก็ไม่มีข้าวกิน”

“แบกคนที่สลบออกไป แล้วไสหัวไปซะ”

เซี่ยงเฉียนขี้เกียจจะสนใจพวกนักเลงพวกนี้ ซักไซ้ไปก็คงไม่ได้เรื่องอะไร แต่การที่พวกมันหาบ้านเถ้าแก่หลี่เจอ แสดงว่าต้องมีเกลือเป็นหนอนแน่นอน อาจจะเป็นคนที่ขายเสบียงให้เถ้าแก่หลี่ หรืออาจจะเป็นคนขับรถที่ช่วยขนของ หรืออาจเป็นสาเหตุอื่น

หลังจากพวกอันธพาลจากไป เซี่ยงเฉียนก็สั่งการให้ตู้คอนเทนเนอร์เปิดออกและลดสายพานลำเลียงลง เตรียมพร้อมขนย้ายเสบียง

แต่ผ่านไปพักใหญ่ เถ้าแก่หลี่ก็ยังไม่ออกมา เซี่ยงเฉียนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ไหนบอกว่าเตรียมพร้อมแล้วไง ทำไมถึงยังชักช้าอยู่แบบนี้

“พ่อครับ ไปกันเถอะ อย่าห่วงของเก่าๆ พวกนี้เลย ถ้าพ่อชอบ ไว้มีเวลาผมจะกลับมาเอาไปให้พ่อเอง ตอนนี้อย่าเสียเวลาเลยครับ” ทันทีที่เซี่ยงเฉียนเดินเข้าไป ก็ได้ยินเสียงของเถ้าแก่หลี่ เขาจึงมองเข้าไปด้านใน เห็นชายชราคนหนึ่งกอดตู้ใบใหญ่ไว้แน่น ไม่ว่าคนอื่นจะดึงยังไงก็ไม่ยอมปล่อย ทุกคนกลัวว่าชายชราจะบาดเจ็บจึงไม่กล้าออกแรงมาก ก็เลยยื้อยุดกันอยู่อย่างนั้น

“อย่ามาหลอกฉัน! ฉันรู้ทันพวกแกหรอก ถ้าวันนี้ฉันไม่เอาของพวกนี้ไปด้วย พวกแกก็ไม่มีทางกลับมาเอาให้ฉันแน่ ยังไงก็ตาม ถ้าฉันจะไปก็ต้องเอาของพวกนี้ไปด้วย ไม่งั้นพวกแกก็ไปกันเองเถอะ ฉันจะอยู่ที่นี่!” ชายชราพูดอย่างดื้อรั้น

เถ้าแก่หลี่เห็นเซี่ยงเฉียนเดินเข้ามา ก็รีบวิ่งมาบอกว่า “เถ้าแก่เซี่ยง ขอโทษด้วยครับ พ่อของผมความจำเสื่อมนิดหน่อย แกยืนกรานจะเอาของเก่าพวกนี้ไปด้วยให้ได้”

เซี่ยงเฉียนมองเถ้าแก่หลี่ที่มีสีหน้าลำบากใจ แล้วถามด้วยความสงสัย “ไม่ใช่ว่าคนความจำเสื่อมหลอกง่ายที่สุดเหรอ? ทำไมผมรู้สึกว่าพ่อของคุณดูไม่เหมือนคนความจำเสื่อมเลยสักนิด ตู้ที่เขากอดอยู่นั่นมีอะไร? ก็แค่เอาของออกมา แล้วทิ้งตู้ไว้ไม่ได้เหรอ?”

“ฮ่าฮ่า... ก็ไม่เชิงว่าความจำเสื่อมซะทีเดียวครับ เพียงแต่แกค่อนข้างงมงายเรื่องโชคลาง ตู้นั้นเต็มไปด้วยหนังสือ แต่เป็นหนังสือพวกการทำนาย โหราศาสตร์ และนรลักษณ์ศาสตร์ ความจริงเมื่อก่อนพ่อผมก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่ไม่รู้ทำไมหลังจากเกษียณแล้วกลับเริ่มเชื่อเรื่องพวกนี้ พวกเราพยายามเกลี้ยกล่อมเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง แกยังหาว่าพวกเราไม่รู้อะไรซะอีก”

“แม่ของผมเสียไปนานแล้ว พวกเราสามพี่น้องโตมาได้ก็เพราะพ่อเลี้ยงดูมาคนเดียว พอพ่อชอบศึกษาเรื่องพวกนี้ พวกเราก็เลยปล่อยตามใจ ไม่คิดเลยว่า... ขอโทษจริงๆ ครับ เดี๋ยวผมจะไปคุยกับพ่ออีกที” เถ้าแก่หลี่พูดอย่างเกรงใจ

“อย่าเพิ่งใจร้อนเลยครับ คนแก่ก็มักจะเป็นแบบนี้ เดี๋ยวผมช่วยคุยให้ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็เอาหนังสือไป ส่วนตู้นั่นคงไม่มีที่วางจริงๆ” เซี่ยงเฉียนส่ายหัว เขาเข้าใจดีว่าคนแก่มักยึดติดกับของพวกนี้ และการที่พวกเขามองหนังสือพวกนั้นเป็นสมบัติก็เป็นเรื่องปกติ

เซี่ยงเฉียนเดินไปหยุดข้างๆ ชายชรา พี่น้องของเถ้าแก่หลี่ต่างหยุดมือและมองเซี่ยงเฉียนอย่างทำตัวไม่ถูก

“คุณตาครับ ตู้นี้พวกเราไม่มีที่วางจริงๆ แต่หนังสือข้างในเอาไปได้นะ คุณตาว่ายังไงครับ?” เซี่ยงเฉียนพูดด้วยรอยยิ้ม

“อย่ามาหลอกฉัน! ทันทีที่ฉันปล่อยมือ พวกแกก็จะลากฉันออกไป ฉันไม่หลงกลหรอก” ชายชราเหลือบมองเซี่ยงเฉียนแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ

เซี่ยงเฉียนรู้สึกจนปัญญา คนเขาว่าคนแก่ก็เหมือนเด็ก ยิ่งแก่ก็ยิ่งเหมือนเด็ก ชายชราตรงหน้าเขาก็เป็นแบบนั้น อะไรที่ปักใจเชื่อไปแล้ว ต่อให้เอาช้างมาฉุดก็ไม่เปลี่ยนใจ

“พ่อครับ พ่อรู้ไหมว่าอยู่ที่นี่มันอันตรายแค่ไหน เมื่อกี้ถ้าไม่ใช่เถ้าแก่เซี่ยงยื่นมือเข้ามาช่วย พวกเราทั้งครอบครัวคงตายกันหมดแล้ว พวกเราโตมาด้วยการเลี้ยงดูของพ่อ ถ้าพ่อไม่ไป พวกเราก็ไม่ไป เสี่ยวหู่กับคนอื่นๆ ที่เป็นหลานของพ่อก็จะไม่ไปเหมือนกัน พวกเราจะอยู่ที่นี่ด้วยกัน รอให้พวกนักเลงพวกนั้นกลับมาฆ่า พวกเราจะได้ตายพร้อมกัน พ่อพอใจไหมครับ?”

“ถ้าในตู้นี้เป็นของโบราณ หรือของที่มีความหมายเป็นอนุสรณ์ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เป็นแค่หนังสือเรื่องงมงายเก่าเก็บ พ่อจะหวงเป็นสมบัติอะไรนักหนา ชีวิตของคนในครอบครัวเรายังมีค่าไม่เท่าหนังสือพวกนี้เหรอครับ?” เถ้าแก่หลี่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ชายชราฟังจบ ก็จำใจต้องปล่อยมืออย่างยอมจำนน แต่แววตากลับดูหม่นหมองลง

“ไปเถอะ ไม่เอาแล้ว ไม่เอาอะไรทั้งนั้น สิ่งที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ต้องมาสูญหายไปแบบนี้ มิน่าล่ะประเทศของเราต่อให้รากฐานแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ยังไล่ตามเทคโนโลยีของอเมริกาไม่ทันมาหลายสิบปี ดูระดับเทคโนโลยีของเขา แล้วดูของเราสิ เฮ้อ...” ชายชราพูดจบก็นั่งลงกับพื้นอย่างสิ้นหวัง

“พ่อครับ ถึงผมจะเรียนมาน้อย แต่ผมก็รู้นะว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าได้มันต้องพึ่งการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ด้วยการศึกษาเรื่องงมงายพวกนี้”

“บอกว่าพวกแกไม่มีความรู้ก็คือไม่มีความรู้ พวกแกจะพูดยังไงก็ตามใจเถอะ อีกหลายร้อยปีข้างหน้าผู้คนถึงจะเข้าใจว่าสิ่งที่บรรพบุรุษทิ้งไว้คือวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งอย่างแท้จริง” ชายชราส่ายหน้า ไม่อยากจะเถียงด้วยอีกแล้ว พูดจบก็นั่งเงียบไป

แต่เมื่อเซี่ยงเฉียนได้ยินประโยคนี้ สมองของเขาก็เหมือนถูกกระตุ้นอย่างแรง สายตาที่มองชายชราเปลี่ยนไปทันที เพราะเขานึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ในโลกอนาคต มี 'นักพยากรณ์ทางวิทยาศาสตร์' ผู้โด่งดังคนหนึ่งที่ถูกคนเรียกว่า 'เซียนเจ้าเล่ห์' ซึ่งเคยพูดประโยคที่คล้ายกันนี้เป๊ะ

เซี่ยงเฉียนเริ่มสังหรณ์ใจว่าชายชราตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดา แต่ชายชราผมขาวผอมแห้งคนนี้ ดูขัดกับภาพลักษณ์ของเซียนเจ้าเล่ห์ที่เขาเคยเห็น แล้วเขาก็ไม่เคยได้ยินว่าเซียนเจ้าเล่ห์มีลูกชายหลายคน มีแต่หลานชายสองคนเท่านั้น

“เถ้าแก่หลี่ พ่อของคุณเป็นผู้มีวิวัฒนาการหรือเปล่า?” เซี่ยงเฉียนดึงเถ้าแก่หลี่มาถาม

“เปล่าครับ ความจริงพ่อผมก็หมดสติไปตอนช่วงแรกๆ ตอนนั้นพวกเราห่วงมาก ต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเดือนกว่าจะฟื้น ทางการก็ส่งคนมาถาม แต่พ่อผมจะมีร่างกายแบบผู้มีวิวัฒนาการได้ยังไง นี่ก็กลับมาพักฟื้นที่บ้านนานแล้ว ร่างกายแกยังไม่ดีขึ้นเลย แถมยังอ่อนแอลงเรื่อยๆ อีกต่างหาก” เถ้าแก่หลี่ส่ายหน้าปฏิเสธ

“คุณตามีชื่อว่าอะไรครับ?” เซี่ยงเฉียนคาดเดาอยู่ในใจ แต่ยังถามชื่อเพื่อความแน่ใจ

“พ่อผมชื่อหลี่ฉุนเฟิงครับ” เถ้าแก่หลี่ตอบอย่างงงๆ เขาไม่เข้าใจว่าเซี่ยงเฉียนจะถามชื่อพ่อเขาไปทำไม

ใช่จริงๆ ด้วย! หลี่ฉุนเฟิง ผู้ที่ถูกขนานนามว่า 'เซียนเจ้าเล่ห์' นักพยากรณ์ทางวิทยาศาสตร์ผู้โด่งดัง เป็นหนึ่งในสองปูชนียบุคคลที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในสาขาควอนตัมฟิสิกส์ สิ่งที่เขาโปรดปรานที่สุดในชีวิตคือการศึกษาศาสตร์พยากรณ์ที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ และสิ่งที่เขามักพูดติดปากอยู่เสมอคือ 'วิชาโหราศาสตร์คือการประยุกต์ใช้ควอนตัมฟิสิกส์ขั้นสูง'

แม้ว่าทฤษฎีของเขาจะไม่มีใครเห็นด้วยมากนัก แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธความสามารถของเขาในด้านควอนตัมฟิสิกส์ได้เลย นี่จึงเป็นที่มาของฉายา 'เซียนเจ้าเล่ห์'

เมื่อรู้ตัวตนของชายชรา เซี่ยงเฉียนก็ไม่มองว่าความดื้อรั้นเมื่อครู่เป็นเรื่องไร้สาระอีกต่อไป

“คุณตาครับ ผมอยากรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวิชาโหราศาสตร์กับควอนตัมฟิสิกส์ คุณตาช่วยชี้แนะผมหน่อยได้ไหมครับ?” เซี่ยงเฉียนยิ้มแล้วนั่งยองๆ ลงคุยกับชายชรา

“หึ จะมีอะไรให้พูดอีก มันก็เป็นแค่เรื่องงมงาย พูดไปก็มีแต่พวกแกจะหัวเราะเยาะฉัน” ชายชราพูดอย่างอารมณ์เสีย

“เปล่าเลยครับ ผมไม่เคยบอกว่านั่นเป็นเรื่องงมงาย นั่นเป็นสิ่งที่ลูกชายของคุณตาพูดต่างหาก ในความเห็นของผม ความแม่นยำของโหราศาสตร์ขึ้นอยู่กับสนามพลัง และควอนตัมฟิสิกส์ก็มีทฤษฎีสนามควอนตัม โหราศาสตร์เกี่ยวข้องกับมนุษย์และยังเชื่อมโยงกับทฤษฎีควอนตัมพัวพัน (Quantum Entanglement) สิ่งที่คนโบราณพูดเรื่องเวรกรรมก็เกี่ยวข้องกับความเป็นเหตุเป็นผล (Causality) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของควอนตัมฟิสิกส์”

“ความเชื่อมโยงเยอะขนาดนี้ จะเป็นเรื่องบังเอิญได้ยังไง มันต้องมีความเกี่ยวข้องกันแน่นอน เพราะฉะนั้นโหราศาสตร์ไม่ใชเรื่องงมงายครับ ใครกล้าบอกว่าโหราศาสตร์งมงาย ผมจะไม่ยอมปล่อยมันไว้แน่” เซี่ยงเฉียนกลับลำหักหลังเถ้าแก่หลี่หน้าตาเฉย

เป็นไปตามคาด พอชายชราได้ฟังคำพูดของเซี่ยงเฉียน แววตาของเขาก็ลุกโชนขึ้นมาทันที

…………………

จบบทที่ 20 - พบสมบัติล้ำค่า

คัดลอกลิงก์แล้ว