เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

9 - การนับถอยหลังสู่วันสิ้นโลก

9 - การนับถอยหลังสู่วันสิ้นโลก

9 - การนับถอยหลังสู่วันสิ้นโลก


9 - การนับถอยหลังสู่วันสิ้นโลก

“เฉียนปี้ กินข้าวกันเถอะ มื้อเช้าหาซื้อยากขึ้นทุกวัน ร้านค้าทยอยปิดกันหมดแล้ว ขืนสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ พวกเราคงต้องลงมือทำกับข้าวกันเองแล้วล่ะ” จ้าวหมิงหิ้วถุงมื้อเช้าเดินเข้ามา สีหน้าบอกบุญไม่รับอย่างชัดเจน

“พอเถอะน่า มีกินก็บุญโขแล้ว อีกไม่กี่วันพวกเราต้องทำกินเองจริงๆ นั่นแหละ อย่าว่าแต่ร้านอาหารเช้าเลย อีกหน่อยร้านอาหารทุกร้านก็จะปิดเงียบกันหมด” เซี่ยงเฉียนรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร

“ไม่รู้ว่าพวกเบื้องบนคิดอะไรกันอยู่ ตอนแรกก็ออกมาปฏิเสธข่าวลือ แต่ตอนนี้กลับปล่อยเกียร์ว่างเฉย แถมฉันยังได้ข่าวว่ากองทัพเคลื่อนพลเข้าเมืองแล้วนะ รถหุ้มเกราะวิ่งกันให้ว่อน ใครก่อเรื่องนิดหน่อยก็โดนจับทันที แถมรอบเมืองหนานจิงยังมีรถบรรทุกขีปนาวุธไปจอดประจำการเพียบ นั่นมันเอาไว้ยิงหัวรบนิวเคลียร์ชัดๆ” จ้าวหมิงพูดรัวเร็วด้วยความตื่นตระหนก

“มีอะไรน่าแปลกใจ หนานจิงกับเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองใหญ่ แถบปากแม่น้ำแยงซีประชากรก็หนาแน่น ถ้ารัฐบาลไม่เตรียมรับมือสิถึงจะแปลก อาวุธพวกนั้นเขามีไว้สกัดอุกกาบาตยักษ์ไม่ให้ตกลงกลางเมือง ไม่งั้นถ้าลูกที่มีขนาดเกินสามสิบเมตรตกลงมา หนานจิงได้เละเป็นโจ๊กแน่”

เซี่ยงเฉียนรู้ดีถึงเป้าหมายของขีปนาวุธพวกนั้น แต่เรื่องโอกาสความสำเร็จในการสกัดกั้น... เขาไม่ได้หวังอะไรมากนัก

เพราะเมื่ออุกกาบาตพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศ แรงเสียดทานมหาศาลจะทำให้มันสั่นสะเทือนและแตกตัว กระจายออกเป็นเศษซากนับไม่ถ้วนพุ่งชนโลก โอกาสที่ขีปนาวุธจะเป่ามันให้หายไปทั้งก้อนแบบหมดจดนั้นแทบจะเป็นศูนย์

แต่อย่างน้อยแรงระเบิดก็จะช่วยผลักให้เศษซากพวกนั้นเบี่ยงออกไปไกลขึ้น ดังนั้นพื้นที่ที่มีฐานยิงขีปนาวุธจึงถือว่าปลอดภัยกว่าจุดอื่นพอสมควร

“ไม่จริงน่า พวกเราคงไม่ซวยขนาดนั้นมั้ง อุกกาบาตพุ่งมาเร็วขนาดนั้น ขีปนาวุธจะไปสกัดทันได้ยังไง” จ้าวหมิงอุทานอย่างตกใจ

“นายจะตื่นตูมไปทำไม แผนรับมืออุกกาบาตเขาไม่ได้เพิ่งคิดกันวันสองวัน ทั่วโลกเขาวางแผนยุทธศาสตร์รับมือภัยคุกคามจากอวกาศกันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ‘โครงการเฝ้าระวังอวกาศ’ กับ ‘โครงการติดตามวัตถุใกล้โลก’ ของอเมริกา ‘โครงการกล้องโทรทรรศน์ชมิดท์ซีซีดี’ ของเรา หรือ ‘โครงการโล่ป้องกันวงโคจร’ ของยุโรป ทั้งหมดก็ออกแบบมาเพื่อเวลานี้นั่นแหละ”

“เพราะงั้นวางใจเถอะ กินอิ่มนอนหลับให้สบาย อุกกาบาตไม่หล่นใส่หัวนายหรอก” เซี่ยงเฉียนพูดตัดบทอย่างรำคาญ

ครู่ต่อมา หลังจากทั้งคู่จัดการมื้อเช้าเรียบร้อย ยังไม่ทันจะได้ลุกไปไหน เถ้าแก่หลี่ก็วิ่งหน้าตื่นกระหืดกระหอบเข้ามา

“เถ่าแก่ทั้งสอง ผมต้องขอโทษจริงๆ งานนี้ผมคงทำต่อไม่ไหวแล้วครับ” เถ้าแก่หลี่พูดเสียงแหบแห้ง ตาแดงก่ำเส้นเลือดฝอยขึ้นเต็มตา หนวดเคราเฟิ้มเหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายวัน

“เถ้าแก่หลี่ เกิดอะไรขึ้น หรือค่าจ้างน้อยไป? ถ้าเป็นเรื่องเงินเราเพิ่มให้ได้นะ คุณจะมาทิ้งงานกลางคันแบบนี้ไม่ได้” จ้าวหมิงรีบลุกขึ้นเจรจา เขาเริ่มซึมซับมุมมองของเซี่ยงเฉียนจนมองข้ามเรื่องตัวเงินไปแล้ว

“ไม่ใช่เรื่องเงินเลยครับเถ้าแก่ แต่มันสุดวิสัยจริงๆ ผมพยายามเกณฑ์คนงานจากทีมอื่นมาเร่งงาน แต่ตอนนี้ไม่มีใครยอมทำแล้ว ทะเลาะกันจะขอกลับบ้านท่าเดียว สถานการณ์บ้านเมืองเป็นยังไงพวกคุณก็รู้ ข้าวสารยังหาซื้อยาก ของกินที่เอามาวางขาย แป๊บเดียวก็โดนแย่งกันจนเกลี้ยง”

“แถมยังมีข่าวลือเรื่องอุกกาบาตจะชนโลกอีกไม่กี่วัน ไม่มีใครมีกะจิตกะใจทำงานแล้วครับ ทุกคนอยากกลับไปหาครอบครัว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงิน ถ้าผมไม่จ่ายค่าแรงสูงลิ่ว ป่านนี้พวกนั้นหนีไปตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว ตอนนี้ผมรั้งไว้ไม่อยู่จริงๆ”

แม้เสียงของเถ้าแก่หลี่จะแหบพร่าและเอาแต่ก้มหน้า แต่เซี่ยงเฉียนรู้ดีว่าไม่ใช่แค่คนงานหรอกที่อยากกลับ ตัวเถ้าแก่หลี่เองก็อยากกลับไปหาครอบครัวเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมทิ้งโปรเจกต์ที่เสร็จไปกว่าครึ่งง่ายๆ แบบนี้

“เถ้าแก่หลี่ ผมจะไม่พูดมากความนะ ตอนนี้ถ้าคุณอยากไป ผมจะไม่รั้ง แต่คุณรู้อยู่แก่ใจว่าอีกไม่กี่วันจะเกิดอะไรขึ้น กำแพงที่ผมสร้างมีไว้ทำไม คุณก็น่าจะเดาได้ ตอนเข้ามาคุณคงเห็นเสบียงกับของที่ผมตุนไว้แล้ว”

“ลองคิดดูดีๆ ว่าถ้าวันสิ้นโลกมาถึง คุณจะยังหาซื้ออาหารได้ไหม เสบียงที่มีจะอยู่ได้กี่วัน ที่ซุกหัวนอนแข็งแรงพอหรือเปล่า ถ้าเถ้าแก่หลี่ช่วยสร้างกำแพงนี้จนเสร็จ ผมสัญญาว่าจะให้พื้นที่คุณพาครอบครัวมาอยู่ที่นี่ได้” เซี่ยงเฉียนยื่นข้อเสนอด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เถ้าแก่หลี่ฟังแล้วก็ชะงัก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอนึกถึงลูกหลานที่รออยู่บ้าน เขาก็จำใจกัดฟันปฏิเสธ

เซี่ยงเฉียนไม่ได้ว่าอะไร อย่างน้อยกำแพงก็สูงสองเมตรแล้ว แค่ติดรั้วลวดหนามไฟฟ้าเพิ่มก็พอถูไถ เขาเลยไม่คิดจะบีบบังคับใคร

“แล้วจะเอายังไงต่อ สร้างเสร็จแค่ครึ่งเดียว กำแพงสูงสองเมตร ใครมันก็ปีนข้ามได้สบาย” จ้าวหมิงบ่นหัวเสียหลังจากเถ้าแก่หลี่ออกไป

“ไม่เป็นไร ช่วงนี้อย่าเพิ่งห่วงเรื่องหยุมหยิม นายไปรับลุงกับป้ามาเถอะ อย่าให้ท่านอยู่ในเมืองเลย เดี๋ยวฉันก็จะโทรเรียกพ่อให้ย้ายมาสมทบเหมือนกัน” เซี่ยงเฉียนพูดจบก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

ช่วงบ่าย พ่อแม่ของจ้าวหมิงเดินทางมาถึงก่อน เซี่ยงเฉียนคุ้นเคยกับพวกท่านมาตั้งแต่เด็กเลยทักทายกันอย่างสนิทสนม ส่วนพ่อของเซี่ยงเฉียนมาถึงตอนบ่ายสาม พร้อมกับจางเหล่ยคนขับรถและแม่ชราของเขา

ทุกคนช่วยกันจัดที่ทางและทำมื้อเย็นชุดใหญ่ งานเลี้ยงดำเนินไปจนคนส่วนใหญ่เริ่มกรึ่มๆ

“พี่เหล่ย พี่มีเพื่อนร่วมรบที่ไว้ใจได้อีกไหม? โดยเฉพาะคนที่กำลังลำบาก เรียกพวกเขามาได้หมดเลยนะ พี่ก็เห็นว่าที่นี่เสบียงพร้อม แต่คนของเราน้อยเกินไป ถ้ามีคนบุกปล้น ผมเกรงว่าจะต้านไม่ไหว” เซี่ยงเฉียนปลีกตัวออกมาคุยกับจางเหล่ยตามลำพัง

เขารู้ว่าจางเหล่ยคืออดีตหน่วยรบพิเศษ แม้จะไม่รู้สังกัดเพราะอีกฝ่ายไม่เคยพูดถึง ที่จางเหล่ยมาขับรถให้พ่อเขาก็เพราะแม่ป่วยหนักและร้อนเงิน พ่อของเซี่ยงเฉียนบังเอิญไปเจอและประทับใจในความกตัญญู เลยออกค่ารักษาให้ทั้งหมดแบบไม่หวังผล

ที่คาดไม่ถึงคือครึ่งเดือนต่อมา จางเหล่ยกลับมาขอทำงานเป็นบอดี้การ์ด ตอนแรกไม่มีใครเชื่อฝีมือ จนเขาโชว์หักเหล็กเส้นด้วยมือเปล่าให้ดู พ่อของเซี่ยงเฉียนถึงรู้ว่าได้เพชรเม็ดงามมาครอง ตั้งแต่นั้นจางเหล่ยก็เป็นทั้งคนขับรถและคนคุ้มกันมาตลอดสองปี

“เดี๋ยวฉันจะลองถามดู” จางเหล่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า

“เยี่ยม” เซี่ยงเฉียนมั่นใจว่าสำเร็จแน่ จางเหล่ยเป็นคนพูดน้อยแต่คำไหนคำนั้น

ไม่กี่วันต่อมา ทั้งสองครอบครัวเก็บตัวเงียบอยู่ในบ้าน มีแค่จางเหล่ยที่ทำตัวลึกลับ กลางวันหายหัว กลางคืนกลับมา แล้วก็ชอบเดินสำรวจรอบกำแพง จ้าวหมิงเคยแอบตามไปดูแต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำอะไร

มีแค่เซี่ยงเฉียนที่รู้ว่าจางเหล่ยกำลังวางระบบเตือนภัยรอบอาณาเขต ถ้ามีอะไรผิดปกติแม้แต่นิดเดียว พี่แกจะรู้ตัวทันที

วันที่ 19 รัฐบาลประกาศเตือนภัยระดับสีแดง เตรียมรับมืออุกกาบาตพุ่งชน พร้อมเปิดหลุมหลบภัยในเมืองใหญ่ทั่วประเทศ แม้จะมีกลิ่นอับบ้างเพราะปิดตายมานาน แต่เจ้าหน้าที่ก็ทำความสะอาดรอไว้แล้ว

วันที่ 20 เสียงไซเรนเตือนภัยดังระงมทั่วประเทศ คนบนตึกสูงอพยพลงหลุมหลบภัย ประกาศเคอร์ฟิวถูกบังคับใช้ กองทัพเข้าคุมพื้นที่ ช่วงนี้ใครก่อเรื่องคือยิงทิ้งทันทีไม่ต้องเจรจา

วันที่ 21 โรงเรียน โรงงาน หน่วยงานราชการปิดเรียบ ยกเว้นศูนย์บัญชาการวิกฤตฯ กับหน่วยกู้ภัย ประชาชนเฝ้าหน้าจอทีวี ภาวนาให้หายนะครั้งนี้เป็นแค่เรื่องตื่นข่าว

เซี่ยงเฉียนกินมื้อเช้าเสร็จก็ลากเก้าอี้ออกไปนั่งที่ระเบียง เอนกายรอคอยจุดจบและจุดเริ่มต้นใหม่อย่างเงียบงัน

……………….

จบบทที่ 9 - การนับถอยหลังสู่วันสิ้นโลก

คัดลอกลิงก์แล้ว