- หน้าแรก
- ราชันย์นักสร้างเกม จากอินดี้สู่บัลลังก์โลก
- บทที่ 2 สตูดิโอจือเยว่เทคโนโลยี
บทที่ 2 สตูดิโอจือเยว่เทคโนโลยี
บทที่ 2 สตูดิโอจือเยว่เทคโนโลยี
บทที่ 2 สตูดิโอจือเยว่เทคโนโลยี
"มีอะไรให้รับใช้คะ?"
ในฐานะคนจริงทำจริงที่พอเห็นข้อมูลปุ๊บก็แบมือขอเงินพ่อในวันนั้นทันที หลินจือจึงรีบลากซูซินเยว่มาที่ศูนย์ราชการอย่างไว
โลกใบนี้แตกต่างจากโลกเดิมของหลินจืออยู่บ้าง เมื่อห้าสิบปีก่อน โลกนี้ยังคงตกอยู่ในภาวะสงคราม
สงครามครั้งนั้นกินเวลายาวนานถึงสามสิบปีเต็ม และเพิ่งจะค่อยๆ ยุติลงเมื่อห้าสิบปีก่อน ตอนที่รัฐบาลโลกถูกก่อตั้งขึ้นภายใต้การนำของสามประเทศมหาอำนาจ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศเซี่ย
ด้วยความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทำให้เทคโนโลยีของโลกนี้ก้าวล้ำกว่าโลกก่อนของหลินจือมาก เนื่องจากสงครามเป็นตัวเร่งการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ทว่าในด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรมกลับล้าหลังอย่างเห็นได้ชัด
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลโลกเองก็ตระหนักถึงปัญหานี้เช่นกัน จึงได้ประกาศใช้ชุดพระราชบัญญัติพัฒนาวัฒนธรรมและความบันเทิงทั่วไปออกมาหลายฉบับ
เนื้อหาในพ.ร.บ. ระบุไว้ว่า วัฒนธรรมคือเลือดเนื้อของชาติ เป็นโครงสร้างของประเทศ และเป็นจิตวิญญาณแห่งอารยธรรมโลก เพื่อให้อารยธรรมของมนุษยชาติดำรงอยู่ต่อไป การพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมอย่างมั่นคงและยั่งยืนจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด
ในสภาพแวดล้อมใหม่นี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ใหม่ แนวคิดใหม่ และวิธีการใหม่ๆ การจะทำให้อุตสาหกรรมวัฒนธรรมเติบโตได้อย่างแข็งแรงและวงการบันเทิงเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องได้นั้น จะต้องเข้าใจถึงความขัดแย้งหลักเสียก่อน นั่นคือความต้องการสื่อบันเทิงที่เพิ่มมากขึ้นซึ่งสวนทางกับความไม่พร้อมของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม พร้อมทั้งแก้ไขความขัดแย้งรองอื่นๆ ไปด้วย
เหนือสิ่งอื่นใด บุคลากรที่มีความสามารถคือทรัพยากรหลัก และนวัตกรรมคือแรงขับเคลื่อนสำคัญ... ภายใต้แนวทางจากเอกสารฉบับนี้ ตลอดสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลโลกได้ทยอยออกนโยบายสนับสนุนมากมายเพื่อชักจูงให้ประชาชนหันมาสู่อุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความบันเทิง
ซึ่งแน่นอนว่าย่อมรวมไปถึงศิลปะแขนงที่เก้าอย่างอุตสาหกรรมเกมด้วยเช่นกัน
อันที่จริง สาขาการเขียนโปรแกรมและออกแบบเกมก็เป็นผลผลิตจากนโยบายเหล่านี้ และในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยแทบทุกแห่งก็มีการเปิดสอนในสาขาที่เกี่ยวข้องแล้ว
แน่นอนว่าแค่มีสาขาให้เรียนอย่างเดียวยังไม่พอ แต่ต้องมีตำแหน่งงานรองรับด้วย ถึงจะสามารถฟื้นฟูวงการนี้ให้กลับมาคึกคักได้
ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมเกมกำลังเฟื่องฟู บริษัทดั้งเดิมหลายแห่งต่างพากันตั้งบริษัทลูกเพื่อพัฒนาเกม บัณฑิตที่จบสายเกมจึงมีโอกาสในการทำงานมากมาย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลประเทศเซี่ยยังได้ลดขั้นตอนการจดทะเบียนก่อตั้งธุรกิจในอุตสาหกรรมเกมให้ง่ายขึ้น ลดเกณฑ์การเข้าสู่ตลาด และมักจะเชิญนักออกแบบเกมรุ่นเก๋ามาบรรยายให้ความรู้ฟรีๆ อยู่บ่อยครั้ง เพื่อยกระดับทักษะของคนทำงานในวงการเกม
ขั้นตอนการตั้งสตูดิโอเกมก็ถูกนำไปรวมไว้ที่ศูนย์ราชการด้วยเช่นกัน ขั้นตอนต่างๆ เปิดเผยและโปร่งใส เอกสารที่ต้องใช้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจน และถึงแม้ในครั้งแรกจะเตรียมเอกสารไปไม่ครบ ก็สามารถส่งตามไปทีหลังทางไปรษณีย์ได้ เรียกได้ว่าบรรลุเป้าหมายการติดต่อราชการให้เสร็จสิ้นภายในการเดินทางไปเพียงครั้งเดียวได้อย่างแท้จริง
คนในวงการเกมต่างพากันยกย่องชื่นชมนโยบายที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลกันถ้วนหน้า!
สรุปก็คือ หลินจือและซูซินเยว่กดบัตรคิวและดำเนินการจดทะเบียนตั้งสตูดิโอที่เคาน์เตอร์ได้อย่างราบรื่น
"อะไรนะ? นายจะไม่จ่ายสักแดงเลยเหรอ? ไหนนายบอกว่ามีตั้งหมื่นเหรียญอยู่ในกระเป๋า อื้อๆ..."
หลินจือรีบเอามือตะครุบปิดปากซูซินเยว่อย่างไว "หยุดพูดเลยนะ! อย่ามาสะกิดแผลเก่าสิ อีกอย่าง เธอก็เป็นคนอยากเปิดสตูดิโอเองไม่ใช่หรือไง ถึงยังไงตอนนี้ฉันก็ไม่มีเงินเหลือติดตัวสักแดงเดียวแล้ว!"
ซูซินเยว่ปัดมือหลินจือออก ส่งค้อนให้เขาด้วยความขัดใจ ก่อนจะหยิบบัตรธนาคารออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้พนักงาน
เกณฑ์การเปิดสตูดิโอถูกปรับลดลงมามากแล้วก็จริง แต่ค่าธรรมเนียมจิปาถะต่างๆ ก็ยังรวมเป็นเงินถึงสองพันหยวน
เงินแค่นี้ไม่ได้ลำบากอะไรสำหรับซูซินเยว่ แต่ท่าทีขี้เหนียวของหลินจือทำให้เธออยากจะเตะเขาสักป้าบสองป้าบ
"คิดชื่อไว้หรือยังล่ะ?" หลินจือเอ่ยถามขณะมองซูซินเยว่กรอกแบบฟอร์มแล้วเห็นช่องว่างตรงชื่อสตูดิโอ
ซูซินเยว่ไม่แม้แต่จะหันไปมอง เธอจรดปากกาเขียนลงไปทันที "ฉันคิดไว้ตั้งนานแล้ว เอาชื่อ จือเยว่เทคโนโลยี ก็แล้วกัน 'จือเยว่' ที่แปลว่ารู้จักยอดเขา 'เจี้ยนเยว่' ที่แปลว่ามองเห็นยอดเขา 'เติงเยว่วั่งหย่วน' ที่แปลว่าปีนขึ้นยอดเขาเพื่อมองไปให้ไกล! แถมมันยังพ้องเสียงกับชื่อของนายแล้วก็ฉันด้วยนะ!"
"ส่วนที่ตั้งสตูดิโอ ก็เอาเป็นอพาร์ตเมนต์ที่ฉันอยู่ข้างนอกมอแล้วกัน อพาร์ตเมนต์ที่พ่อซื้อให้ฉันมันค่อนข้างกว้าง นอกจากห้องนอนแล้ว ยังมีห้องข้างนอกอีกสองห้องให้เราเอาไว้ตั้งอุปกรณ์ได้ด้วย!"
หลินจือลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ฟังดูสิ... นั่นมันคำพูดของคนปกติที่ไหนกัน? แค่เพื่อให้ลูกสาวมาเรียนมหา'ลัย คุณพ่อจอมสปอยล์ถึงกับควักเงินซื้ออพาร์ตเมนต์ติดรั้วมหา'ลัยให้เลยเนี่ยนะ? นี่มันปกติเหรอ?
เขาขบกรามกรอดด้วยความหงุดหงิดใจ เมื่อสองชั่วโมงก่อน เขาก็ยังสามารถคุยโตโอ้อวดแบบนั้นได้แท้ๆ
"เอาล่ะ กรอกเสร็จแล้ว!"
ซูซินเยว่ยื่นแบบฟอร์มให้พนักงาน หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่าทุกอย่างถูกต้อง พนักงานก็หยิบเอกสารอีกชุดออกมาให้ซูซินเยว่พิมพ์ลายนิ้วมือ เอกสารทั้งหมดถูกถ่ายสำเนาและจัดเก็บเข้าแฟ้ม และท้ายที่สุด ตราประทับสีแดงขนาดใหญ่ก็ถูกประทับลงบนใบเสร็จรับเงิน
ด้วยเหตุนี้ แม้ใบอนุญาตจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าจะส่งมาถึง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว สตูดิโอจือเยว่เทคโนโลยีก็ถือว่าก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
ตัวแทนทางกฎหมาย: ซูซินเยว่
หุ้นส่วน: หลินจือ
"ติ๊งต่อง ภารกิจที่หนึ่งเสร็จสิ้น ระบบเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ รางวัล: 1,000 คะแนน"
เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำเอาหลินจือสะดุ้งเฮือก เขาสบถด่าในใจ 'กะจะหลอกให้ฉันหัวใจวายตายแล้วไปหาโฮสต์ใหม่หรือไงฮะ?'
"ติ๊งต่อง โปรดทราบ: ระบบสามารถทำได้เพียงปิดใช้งานเท่านั้น ไม่สามารถผูกมัดใหม่ได้ ขอให้โฮสต์สำรวจฟังก์ชันต่างๆ ของระบบด้วยตัวเอง ระบบอัจฉริยะนี้ได้ปฏิบัติภารกิจตามที่กำหนดไว้เสร็จสิ้นแล้ว และกำลังดำเนินการทำลายตัวเองอัตโนมัติ บ๊ายบาย~ ♡"
หลังจากเสียงแจ้งเตือนสิ้นสุดลง หลินจือก็ไม่สามารถเรียกเสียงของระบบออกมาได้อีกเลย เมื่อเขาเรียกใช้งานระบบ สิ่งที่ปรากฏขึ้นมีเพียงหน้าจอโปร่งแสงที่ฉายภาพลงบนกระจกตาของเขาเท่านั้น
ซูซินเยว่ตบไหล่หลินจือที่กำลังยืนอึ้งอยู่เบาๆ แล้วพูดว่า "นายมัวยืนเหม่ออะไรอยู่น่ะ? กลับกันได้แล้ว วันนี้มันเย็นมากแล้ว พรุ่งนี้เราค่อยมาเริ่มคิดคอนเซปต์โปรเจกต์แรกของสตูดิโอกัน! เจอที่อพาร์ตเมนต์ฉันตอนเก้าโมงนะ ห้ามสายล่ะ!"
หลินจือพยักหน้ารับแล้วเดินตามซูซินเยว่ที่กำลังเดินกระโดดโลดเต้นออกจากศูนย์ราชการ เอาจริงๆ นะ ด้วยความสูงร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรของหลินจือที่เดินตามหลังซูซินเยว่ที่สูงแค่ร้อยหกสิบสองเซนติเมตรเนี่ย มองดูแล้วเหมือนคุณหนูกับบอดี้การ์ดร่างยักษ์จอมเซ่อซ่าไม่มีผิด...
หลังจากกลับมาถึงหอพัก และใช้เวลาสำรวจอยู่ราวๆ ห้านาที หลินจือก็เข้าใจฟังก์ชันทั้งหมดของระบบอย่างทะลุปรุโปร่ง!
นอกเหนือจากเป้าหมายแต่ละระดับที่แสดงเด่นหราอยู่ด้านบนแล้ว ระบบก็เหลือเพียงแค่วงล้อหมุนขนาดใหญ่อีกแค่อันเดียวเท่านั้น
ด้านล่างวงล้อมีข้อความระบุไว้ว่า "100 คะแนนต่อการหมุนหนึ่งครั้ง" ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นราคาสำหรับการสุ่มรางวัล
หลินจือมองดูคะแนน 1,000 คะแนนแล้วก็พาลนึกไปถึงสกุลเงินดิจิทัลที่เขากักตุนมานานกว่าสิบปี ความรู้สึกเสียใจกับการกระทำในอดีตตีตื้นขึ้นมา ถ้าเพียงแต่เขาไม่โลภมากแล้วชิงขายมันไปตั้งแต่ปีที่แล้ว เงินก้อนนั้นคงมากพอให้เขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปได้ทั้งชาติ
ความโลภคือบาปกำเนิดของมนุษยชาติอย่างแท้จริง!!
นั่นมันเหรียญดิจิทัลตั้งหนึ่งหมื่นเหรียญเลยนะ... ถ้าตีเป็นเงินสดก็หลักพันล้านหยวนเลยทีเดียว!!
สิ่งที่ทำให้เขาพอจะเบาใจลงได้บ้างก็คือ คะแนนของระบบหลังจากนี้จะมาจากค่าอิทธิพลเป็นหลัก เขาจึงไม่ต้องควักเนื้อจ่ายเงินเพิ่มอีก ไม่อย่างนั้นหลินจือคงรู้สึกว่าการทุบระบบทิ้งคงจะสะใจกว่าเป็นไหนๆ
หลินจือเดินไปอาบน้ำ เปลี่ยนภาพหน้าจอสมาร์ตโฟนเป็นรูปเทพเจ้าสามองค์ของลัทธิเต๋าพร้อมกับกระถางปักธูปสามดอก จากนั้นก็ไปคุ้ยหาไม้กางเขนที่เขาซื้อมาจากแผงลอยริมทางตอนไปเที่ยววัดพระใหญ่ครั้งก่อนออกมาจากกองของกะจุกกะจิก แล้วนำมาวางไว้ข้างๆ สมาร์ตโฟน
เขาพึมพำบทสวด 'อมิตาภพุทธะ' และ 'อู๋เลี่ยงเทียนจุน' ไปพลาง ขณะที่ใช้นิ้วกดปุ่มสุ่มสิบครั้งรวดอย่างแรง
สิ่งที่ทำให้หลินจือประหลาดใจเป็นอย่างมากก็คือ วงล้อหมุนนั้นไม่ได้ขยับเขยื้อนหมุนเลยสักนิด แต่มันกลับเด้งกล่องข้อความขึ้นมาสิบกล่องในทันที เอฟเฟกต์การสุ่มรางวัลทั้งหมดมันช่างดูกระจอกงอกง่อยซะไม่มี
ความสามารถ - เสริมทักษะการเขียนโปรแกรม
ความสามารถ - เสริมทักษะการเขียนโปรแกรม
ความสามารถ - เสริมทักษะงานศิลป์
ความสามารถ - เสริมทักษะการเขียนบท
ความสามารถ - เสริมทักษะภาษาจีนกลาง
ความสามารถ - ความเชี่ยวชาญด้านการทำความสะอาดขั้นสูง
ไอเทม - ตั๊กแตนแห่งความกระปรี้กระเปร่า × 5
ไอเทม - คีย์บอร์ดแห่งความเร็ว × 1
ไอเทม - โทรโข่ง × 1
เกม - แพ็กเกจสมบูรณ์ของเกมเอาเตอร์ไวลดส์ [หากสุ่มได้เกมครั้งแรก จะได้รับซอร์สโค้ดทั้งหมด]