เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Divine King Of All Directions - 138

Divine King Of All Directions - 138

Divine King Of All Directions - 138


Divine King Of All Directions - 138

 

เหตุผลที่หลินเทียนเข้าร่วมกับสำนักนี้ก็เพียงเพราะทรัพยากรบ่มเพาะเท่านั้น

ดังนั้นเขาถึงต้องการความแน่ชัดในเรื่องนี้

"อื่ม ข้าเองก็ว่าจะพูดกับเจ้าอยู่เหมือนกันแต่มันต้องเริ่มจากเรื่องพื้นฐานก่อน เจ้านั่งฟังไปเงียบๆแล้วกันนะ "

ซูโจวได้พูดออกมา

"ขอรับ "

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ

ซูโจวได้พูดออกมาว่า

"อย่างแรกคือเจ้าในตอนนี้เป็นศิษย์ใหม่ของสำนักและได้ประลองเพื่อจัดอันดับมาแล้วและทางสำนักเองก็จะให้รางวัลกับ 1-10 อันดับแรกแล้วให้เข้าขัดเกลาอยู่ภายในสำนักชั่วคราวหนึ่งเดือนเพื่อให้คุ้นเคยก่อนที่จะ......."

ซูโจวได้หยุดไปพร้อมกับพูดต่อว่า

"และทางสำนักเราเองก็จะมีการแข่งขันครั้งใหญ่ซึ่งจะต้องเข้าไปในข่ายอาคมสังหารเพื่อฆ่าเอาแต้ม แน่นอนว่าอันดับที่ 1 - 30 ก็จะถูกแบ่งไปอยู่ในตำหนักราชา หลังจากนั้น 31 - 80 จะเป็นของตำหนักใน หลังจาก 81เป็นต้นไปก็จะถือเป็นตำหนักนอกและนี่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างตำหนักทั้ง 3 "

"หมายความว่าหลังจากนี้หนึ่งเดือนตราบใดที่ข้าได้อันดับ 80 ก็สามารถเข้าเป็นศิษย์ตำหนักใน และหากว่าสามารถติด 1 – 30 ก็จะได้เข้าเป็นศิษย์ตำหนักราชา ? "

หลินเทียนได้ถามออกมา

"เปล่า มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น อันดับมันเป็นเพียงเงื่อนไขขั้นต้นเท่านั้น "

ซูโจวได้ส่ายศีรษะพร้อมกับพูดต่อว่า

"ข้าจะยกตัวอย่างให้ฟังนะ สมมุตเดือนหน้าเจ้าได้อันดับที่ 81 ก็จะถูกแบ่งไปอยู่ในตำหนักนอกโดยทันทีและก็คือเป็นศิษย์ตำหนักนอกเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้ "

"หากว่าเจ้าได้อันดับที่ 79 ก็จะมีคุณสมบัติเป็นศิษย์ตำหนักในและหลังจากนั้นเจ้าต้องเลือกท้าประลองกับศิษย์ตำหนักในหนึ่งคนแล้วต้องชนะ ศิษย์คนนั้นก็จะถูกลดขั้นกลับไปเป็นศิษย์ตำหนักนอกแทนแต่หากว่าเจ้าพ่ายแพ้ก็ต้องกลับเป็นศิษย์ตำหนักนอกเหมือนเดิม การจะเข้าเป็นศิษย์ตำหนักราชาเองก็มีขั้นตอนปฏิบัติแบบเดียวกัน "

หลินเทียนได้พูดออกมาทันทีว่า

"ก็แสดงว่าสรุปแล้วก็จะคงจำนวนของศิษย์ตำหนักราชาไว้ที่ 30 คน ตำหนักใน 50 คน และตำหนักนอกแบบไม่จำกัด ? งั้นแสดงว่าเงื่อนไขหลังจากเอาชนะศิษย์ตำหนักราชาก็เหมือนกัน ? "

"อื้ม แบบนั้นแหละ "

ซูโจวได้พยักหน้าตอบ

หลินเทียนได้ถามต่อว่า

"แล้วหลังจากที่ทดสอบแล้วต้องรอปีถัดไปเลย ? "

"เปล่า การทดสอบนี้จะจัดขึ้นทุกๆ 2 เดือน "

"2 เดือน ? ถี่เกินไปหรือเปล่า ? "

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาทันที

"แน่นอนว่ามันเป็นการผลักดันให้ศิษย์ทั้งหลายขยันบ่มเพาะพลัง "

ซูโจวได้พูดต่อว่า

"แต่แม้จะจัดการทดสอบถี่แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนตำแหน่งให้เห็นกันบ่อยๆโดยเฉพาะตำหนักราชาที่แทบเป็นไปไม่ได้เลยเพราะคนที่จะเข้าไปได้นั้นต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์ในหมู่ผู้มีพรสวรรค์อีกที "

"ก็ใช่ "

หลินเทียนได้พยักหน้าออกมา

หลังจากนั้นซูโจวก็ได้อธิบายเรื่องที่ภายในสำนักนี้ประกอบไปด้วยตำหนักศิษย์ ตำหนักผู้อาวุโส ตำหนักตำราและลานฝึก ในส่วนของตำหนักศิษย์ ตำหนักผู้อาวุโสและตำหนักตำรานั้นมีอยู่เพียงอย่างละที่แต่สำหรับลานฝึกนั้นแบ่งออกไปหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็น ดินแดนทะเลทรายบ้าคลั่ง วังน้ำวน ถ้ำข่ายอาคมสังหาร ถ้ำรวมพลังฉี

ดินแดนทะเลทรายบ้าคลั่งนั้นจะเป็นพื้นที่เล็กๆที่ภายในเต็มไปด้วยทรายสีเหลืองซึ่งหากว่าเป็นคนธรรมดาที่อ่อนแอนั้นจะไม่สามารถลืมตาขึ้นได้ด้วยซ้ำและในสถานที่แห่งนั้นก็ถูกวางข่ายอาคมสังหารเอาไว้ด้วยซึ่งสามารถช่วยฝึกจิตสัมผัสของศิษย์สำนักได้

วังน้ำวงนั้นเป็นกระแสน้ำที่รุนแรงซึ่งมีความเย็นไปถึงกระดูก คนธรรมดาไม่สามารถต้านรับมันได้อย่างแน่นอนแต่มันมีเอาไว้สำหรับการฝึกความอดทนทางร่างกายของศิษย์สำนัก

ถ้ำข่ายอาคมสังหารนั้นภายในจะถูกวางข่ายอาคมเอาไว้ซึ่งจะช่วยขัดเกลาทักษะต่างๆซึ่งหลังจากที่เข้าไปแล้วก็จะเข้าไปอยู่ในโลกลวงตาที่สามารถช่วยเพิ่มความสามารถทางการต่อสู้ให้กับศิษย์ได้อย่างมาก

ถ้ำรวมพลังฉีนั้นเรียกว่าเป็นสถานที่ๆอุดมไปด้วยรากวิญญาณซึ่งด้านในจะมีพลังฉีไหวเวียนอย่างเข้มข้นกว่าภายนอกหลายเท่าตัว มันมีผลช่วยให้การก่อจุดชีพจรเทวะเป็นไปได้เร็วขึ้น

ทั้ง 4 ที่นี้มีดินแดนทะเลทรายบ้าคลั่งและวังน้ำวนที่สามารถจุคนได้ประมาณรอบละ 100 คนดังนั้นถึงไม่ได้จำกัดเวลาในแต่การใช้งานแต่ถ้ำข่ายอาคมและถ้ำรวมพลังฉีนั้นเป็นเพียงสถานที่ของศิษย์ตำหนักในและตำหนักราชาเท่านั้น ยิ่งมีลำดับสูงก็จะยิ่งได้รับโควตาในการใช้งานเพิ่มมากขึ้น

"ตำหนักตำราต่างกับตำหนักสรรพยุทธ์ของสำนักจิ่วหยางอยู่ตรงที่ทุกเขตแดนใหญ่ถึงจะสามารถเลือกเคล็ดวิชาบ่มเพาะและทักษะได้เท่านั้นแต่ทั้งหมดมันเป็นของชั้นเลิศ "

ซูโจวได้พูดออกมา

"เคล็ดวิชาบ่มเพาะยังพอว่าแต่ทักษะเดียวทุกเขตแดนใหญ่นี่มันน้อยเกินไปไหม ? "

หลินเทียนได้ถามออกมาด้วยความประหลาดใจ

"แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าทุกเขตแดนใหญ่จะสามารถฝึกฝนได้ทักษะเดียว"

ซูโจวได้ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดต่อว่า

"หากว่าอยากจะฝึกทักษะเนอะๆก็สามารถเอาแต้มไปแลกได้ซึ่งหากว่าอยู่ในระดับที่ 1 แล้วจะสามารถแลกทักษะเขตแดนชีพจรเทวะเพิ่มได้ 1 ทักษะ หากว่าอยู่ในระดับ 2 ก็จะได้ 2 ทักษะ ส่วนหากว่าต้องการระดับผู้รอบรู้นั้นอย่างน้อยต้องอยู่ในระดับ 3 "

หลินเทียนได้ชะงักไปพร้อมกับถามว่า

"แล้วคิดแต้มความสำเร็จกันอย่างไร ? "

"ง่ายมาก เอาแก่นอสูรไปให้ทางตำหนักศิษย์หรือไม่ก็เป็นพวกแก่นเลือด วัตถุดิบหายาก ยา และอื่นๆ จริงๆแล้วเจ้าสามารถใช้แม้กระทั่งเงินแลกเป็นแต้มความสำเร็จได้ด้วยซ้ำ "

ซูโจวได้พูดออกมา

"เงิน ? "

"ใช่ "

หลินเทียนได้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะถามต่อว่า

"งั้นหากว่าจะเอาให้ถึงระดับ 1 ต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน ? "

เรื่องเงินเขาไม่ได้ขาดอยู่แล้ว

"ระดับ 1 ใช้ 3 ล้าน ระดับ 2 ใช้ 7 ล้าน ระดับ 3 ใช้..............."

"หยุด ! "

ใบหน้าของเขาได้ดำคล้ำไปทันทีเพราะว่านี่มันปล้นกันชัดๆ !

ซูโจวเองก็รู้ว่าหลินเทียนกำลังคิดอะไรดังนั้นถึงได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

"แน่นอนว่าเงินจำนวนเหล่านี้สำหรับคนธรรมดานั้นถือว่าเยอะมากๆแต่สำหรับตระกูลพ่อค้าหรือผู้มีอำนาจในเมืองหลวงแล้วมันก็มีค่าเลยด้วยซ้ำและมีคนมากมายยอมจ่ายเพื่อมันเพราะทางสำนักเราเองก็ต้องทำเงินเหมือนกัน "

หลินเทียน

"............."

สำนักต้องทำเงิน ? นี่มันเป็นครั้งแรกที่เขาเคยได้ยิน

"แล้วหากว่าเป็นแก่นอสูรล่ะ ? "

หลินเทียนได้ถามต่อ

ซูโจวได้อธิบายต่อว่า

"ถ้าเป็นอสูรระดับ 4 ใช้ประมาณ 3000 ก้อนถึงจะได้แต้มระดับ 1 ถ้าเป็นอสูรระดับ 5 ใช้ประมาณ 1500 ก้อน ส่วนอสูรระดับ 6 นั้นใช้เพียงแค่ 1000 ก้อนเท่านั้น "

หลินเทียนเองก็ถึงกับหมดคำพูดไปทันที มันต้องใช้ขนาดนั้นเลยรึ !

"ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะที่ทางสำนักเองก็มีข่ายอาคมอยู่มากมายดังนั้นการจะเปิดการทำงานของมันก็ต้องพึ่งแก่นอสูรนี่แหละ "

ซูโจวได้พูดออกมา

"ดังนั้นด้วยสิ่งเย้ายวนอย่างทักษะเหล่านี้แล้วทำให้ศิษย์หลายๆคนพยายามหาแก่นอสูรมาแลกเปลี่ยนเพราะถึงอย่างไรจะตั้งทักษะไว้เปล่าๆมันก็ไม่ได้อะไรแถมทำแบบนี้ยังได้แก่นอสูรมาเป็นจำนวนมากด้วย หากว่ามีตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยมาก็ดี มีคนมาให้ไถแล้วทำไมถึงจะไม่ไถล่ะ ? "

หลินเทียนได้สรุปออกมา

"รู้ก็ดีหนิ ทางเราไม่สามารถให้อาจารย์ออกไปหาแก่นอสูรหรือหาเงินเองได้ "

ซูโจวได้พูดออกมา

แน่นอนว่ามันเป็นเพราะเขารู้สึกโปรดปรานในตัวของหลินเทียนดังนั้นถึงบอกเขาทุกเรื่อง

หลินเทียน

".............."

เขาและซูโจวได้สนทนากันอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะทำความเข้าใจสำนักนี้ได้คร่าวๆ

ซูโจวได้ขอตัวลากลับไป

"ผู้อาวุโสเดินกลับระวังๆนะ "

หลินเทียนได้เดินไปส่งเขาที่หน้าประตูบ้าน

"เจ้าหนูไม่ต้องสุภาพก็ได้ หลังจากนี้มีเรื่องอะไรติดขัดก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อนะ "

ซูโจวได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะไปจากที่นั่น

หลินเทียนได้กลับเข้ามาในห้องพร้อมทั้งเก็บกวาดแล้วนอนลงบนเตียงเพื่อเตรียมจะพักผ่อน ในช่วงหลายวันมานี้เขาเอาแต่อยู่ในป่าพิษและส่งผลให้ไม่ได้หลับเต็มอิ่มนัก

หลังจากที่ถึงช่วงเที่ยงคืนแล้วเขาก็ได้ตื่นขึ้นมาก่อนที่จะเปิดการทำงานของข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณ 2 ม้วนแล้วเริ่มบ่มเพาะพลังอีกครั้ง เขาที่ถือครองเคล็ดวิชาซือจี่นั้นทำให้ความเร็วในการบ่มเพาะเพิ่มขึ้นในตอนกลางคืนเพราะมันไม่เพียงสามารถดูดกลืนพลังฉีโดยรอบแต่มันยังสามารถดูดกลืนพลังจากดวงดาวได้อีกด้วย

"บึ้ส ! "

พลังฉีอันรุนแรงได้โถมเข้าใส่ร่างของเขาก่อนที่จะเปล่งแสงสีเงินออกมาจางๆ เขาเริ่มที่จะก่อชีพจรเทวะจุดที่ 4 ตัวเองต่อไปอย่างช้าๆ

เวลากลางคืนได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เช้า ันรุ่งขึ้นเขาได้หยุดการบ่มเพาะก่อนที่จะยืดเส้นยืดสายแล้วพบว่าร่างกายตัวเองแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว หลังจากที่ออกมาจากห้องนั้นก็พบว่าพื้นที่โดยรอบสงบเป็นอย่างมาก ศิษย์ตำหนักนอกหลายๆคนยังอยู่ในการหลับใหลดังนั้นเขาถึงได้รับแสงแดดในตอนเช้า

ช่วงบ่ายซูโจวก็ได้มาหาเขาอีกครั้งและนำรางวัลของการจัดอันดับมาให้ มันเป็นยาเสริมรากฐานที่จะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะก่อจุดชีพจรเทวะได้ไวขึ้นส่วนเรื่องมูลค่าของมันก็ไม่ต้องพูดถึงเลยด้วยซ้ำ เมื่อยกเย็นแล้วเขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยที่จะกลืนมันลงไปแล้วเริ่มการบ่มเพาะจนตัดผ่านไปยังเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 4 ได้ในที่สุด

เหตุผลที่เขาตัดผ่านได้ไวแบบนี้ก็เพราะผลพวงจากแก่นอสูรระดับ 7 ทั้งนั้น หลังจากที่ดูดกลืนแก่นอสูรหมดแล้วบวกกับการบ่มเพาะต่ออีกครึ่งเดือนถึงทำให้ตัดผ่านมาได้ในที่สุด

ง"เหอะ "

หลังจากที่สัมผัสถึงความแข็งแกร่งของตัวเองแล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะแสยะออกมา

ดูเหมือนว่าตอนนี้ระดับพลังของเขาจะห่างชั้นกับเหล็งเฟิงอยู่ไม่มากแล้ว

เขายังคงหมกตัวอยู่ภายในห้องเพื่อปรับรากฐานให้มั่นคงเพราะเขาตัดผ่านเร็วเกินไปถึงได้พยายามปรับมันให้แข็งแรง

ไม่นานก็ผ่านไปอีกวัน

ช่วงบ่ายหลินเทียนได้เดินออกมาจากห้องเพื่อเตรียมตัวไปยังลานฝึก

หลังจากที่เขาเปิดประตูออกมาแล้วก็พบกับชายหนุ่มชุดสีเหลืองที่กระโจนเข้าหาเขาพร้อมกับตะโกนออกมาว่า

"พี่เขย !!!! "

จบบทที่ Divine King Of All Directions - 138

คัดลอกลิงก์แล้ว