เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Divine King Of All Directions - 135

Divine King Of All Directions - 135

Divine King Of All Directions - 135


Divine King Of All Directions - 135

 

หลังจากที่ก้าวเข้าไปในสำนักแล้วสิ่งที่เขาพบคือตำหนักภายในนั้นมีขนาดใหญ่กว่าสำนักจิ่วหยางมากๆ หลังจากที่ได้เข้ามาแล้วเขาก็ได้หยุดเล็กน้อยพร้อมทั้งเดินตามกลุ่มคนจนไปถึงลานประลองในที่สุด

หากมองออกไปแล้วจะพบว่ามันมีขนาดใหญ่มากๆแถมยังเต็มไปด้วยผู้ชมมากมาย

"ตูฮงซิงมีพรสวรรค์ระดับ 8 ดาราเขตแดนชีพจรเทวระดับ 3 ตอนปลายสมแล้วที่ได้เป็นอันดับที่ 1 ในศิษย์ใหม่ คาดว่าอีกไม่นานก็น่าจะสามารถติดอันดับตารางสายลมและหมู่เมฆได้ "

เสียงสนทนาได้ดังขึ้น

"ตูฮงซิงนี่น่ากลัวจริงๆนั่นแหละ อายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้นแต่กลับแข็งแกร่งถึงขนาดนี้ "

"สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพรสวรรค์ระดับ 8 ดารานี่แหละ ศักยภาพในการเติบโตในอนาคตของเขาไม่สามารถคาดเดาได้ ! "

"เซี่ยหวูเองก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ นายน้อยตระกูลเซี่ยจากเมืองหลินชวนเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับ 7 ดารา อายุ 17 ปีและได้ยินมาว่าไม่นานมานี้เพิ่งจะตัดผ่านไปยังเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 3 ได้ เขาน่าจะได้เป็นอันดับ 2 ของการประลองครั้งนี้ "

"อื้ม "

"ได้ยินมาว่าศิษย์ใหม่ปีนี้แข็งแกร่งมากๆ "

หลายๆคนที่อยู่รอบๆได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไปมา

หลินเทียนที่อยู่ในฝูงชนเองก็ได้มองออกไปตรงหน้าและพบกับเวทีประลองซึ่งกำลังมีร่าง 2 ร่างกำลังต่อสู่กันอยู่ ไม่นานหนึ่งในนั้นก็ได้รับความพ่ายแพ้ก่อนที่จะลอยออกไปด้านนอกเวที

ทันใดนั้นเองที่ท่าทางของเขาได้เปลี่ยนไปเพราะว่าคนที่ขึ้นไปคนต่อไปนั้นคือ

เหล็งอี้ทง !

"โครม ! "

กลิ่นอายอันรุนแรงได้ถูกปลดปล่อยไปโดยรอบซึ่งตอนนี้อาวุธในมือของเหล็งอี้ทงคือกระบี่ที่มีความเร็วและพลังทำลายสูงมาก ผู้ชมทั้งหลายที่อยู่ข้างเวทีต่างอดไม่ได้ที่จะชมเชยด้วยท่าทางตกตะลึง

"นายน้อยตระกูลเหล็งนี่แข็งแกร่งจริงๆเลยนะ "

"ตระกูลเหล็งนั้นเป็นถึง 1 ใน 3 ตระกูลผู้บ่มเพาะของเมืองหลวงดังนั้นการที่จะมีนายน้อยที่แข็งแกร่งก็เป็นเรื่องธรรมดาๆอยู่แล้ว "

"สุดยอด ! "

หลายๆคนได้พูดชมออกมา

ห่างออกไปไม่ไกลนั้นมีร่างหลายร่างกำลังยืนอยู่ภายในตำหนักซึ่งหนึ่งในนั้นคือฮานเฮอ เหล็งเฟิงและชายชราอีกคนที่ชื่อว่าหลุยหลานที่เป็นผู้อาวุโสของสำนักนี้

"เหล็งเฟิง น้องชายเจ้านี่เติบโตด้วยความเร็วที่น่ากลัวมากๆ ไม่คิดเลยว่าจะสามารถเรียนรู้ทักษะกระบี่สายรุ้งและทักษะไล่ล่าวิญญาณของตระกูลเหล็งได้ถึงขึ้นนี้ "

ฮานเฮอได้พูดออกมา

เหล็งเฟิงเองก็ได้ตอบกลับไปว่า

"ไม่กี่วันนี้ข้าให้เขาฝึกฝนตลอดทุกวันดังนั้นถึงได้พัฒนาขึ้นและไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลยแม้แต่น้อย "

"ดูเหมือนว่าน้องชายของเจ้าน่าจะเหมาะที่จะได้อันดับที่ 3 นะ "

หลุยหลานได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

"ก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น "

เหล็งเฟิงได้พยักหน้าตอบ

คู่ต่อสู้ของเหล็งอี้ทงนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 ซึ่งหากเทียบกับเหล็งอี้ทงแล้วฝ่ายตรงข้ามยังห่างชั้นกันอยู่มาก ไม่นานก็ได้พ่ายแพ้ภายใต้ทักษะกระบี่ของเขาก่อนที่จะถูกเตะลงมาจากเวที

"ใครจะขึ้นมาอีก ! "

เหล็งอี้ทงที่กำลังถืแกระบี่ได้กวาดตามองไปยังศิษย์ใหม่หลายๆคนที่อยู่ด้านล่าง

การประลองจัดอันดับของสำนักนั้นสามารถท้าใครก็ได้ตามสบายซึ่งเหล็งอี้ทงก็ได้ฝึกฝนอย่างหนักมาในช่วงหลายวันนี้ทำให้แข็งแกร่งขึ้นมาก ตอนนี้เขาที่กำลังยืนอยู่บนเวทีเองก็ได้มองไปยังศิษย์ใหม่ด้วยสายตาดูถูกยกเว้นเซี่ยหวูและตูฮงซิงเพราะเหล็งเฟิงได้บอกเขาเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าตัวเขาไม่ใช่คู่มือของทั้งสอง

"บ้าไปแล้ว ! "

"อะไรล่ะ ก็เขามีคุณสมบัติพอที่จะทำแบบนั้น ! "

"ทักษะตระกูลเหล็งนี่แข็งแกร่งจริงๆ "

หลายๆคนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันออกมา

ศิษย์ใหม่หลายคนเองก็ไม่สามารถทนการยั่วยุของเหล็งอี้ทงได้แต่น่าเสียดายที่พวกเขาล้วนถูกส่งลอยออกไปนอกเวทีทั้งหมด

"ทักษะไล่ล่าวิญญาณแถมยังมีทักษะกระบี่สายรุ้งอีกนี่มันแข็งแกร่งเกินไปแล้ว ! "

หลายๆคนได้แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมาตามๆกัน

"ใครกล้าขึ้นมาอีก !! "

เหล็งอี้ทงที่ยืนอยู่บนเวทีได้กวาดสายตาที่หยิ่งผยองไปยังทุกผู้คน

ศิษย์ใหม่หลายๆคนได้แต่จ้องมองไปทางเหล็งอี้ทงซึ่งแม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกไม่สบอารมณ์แต่ก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งมากๆ ด้วยทักษะไล่ล่าวิญญาณและทักษะกระบี่สายรุ้งนั้นเกือบจะเรียกว่าอยู่ในระดับบรรลุแล้วด้วยซ้ำ

"ข้าเอง "

ณ ตอนนี้เองที่เสียงหนึ่งได้ดังขึ้น

หลินเทียนที่อยู่ในหมู่ผู้คนได้ก้าวออกไปพร้อมทั้งเดินขึ้นเวที

"เจ้า ! "

เหล็งอี้ทงได้มีท่าทางเปลี่ยนไปโดยทันที

เหล็งเฟิงที่อยู่ห่างออกไปเองก็มีท่าทางเปลี่ยนไปเช่นกัน ชายคนนี้มันสามารถกลับออกมาจากป่าพิษเป็นๆได้ ! มันเป็นไปได้ไงกัน ?

ฮานเฮอและหลุยหลินเองก็ได้แต่ขมวดคิ้วไปตามๆกัน

"เจ้าเป็นใครกัน กล้าดียังไงถึงได้มาขัดการประลองศิษย์ใหม่ ? "

ฮานเฮอได้คำรามออกมา

เขาจำได้ดีว่าไม่เห็นหลินเทียนออกมาพร้อมๆกับศิษย์ใหม่ซึ่งทำให้เขาและหลุยหลินไม่รู้ถึงสถานะของหลินเทียน

"ศิษย์ใหม่ของสำนักที่เพิ่งกลับมาจากการทดสออบ"

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้หยิบเอาตราสัญลักษณ์ออกมา

เมื่อมองไปที่ตรานั้นแล้วฮานเฮอและหลุยหลานเองก็ได้แต่ชะงักไป

"ทำไมถึงได้มาตอนนี้ ? ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้ตอนเราออกมาไม่มีเจ้า ! "

หลุยหลานได้ถามออกมา

"มันเป็นเพราะว่าศิษย์ติดธุระอยู่ภายในป่าดังนั้นถึงเพิ่งออกมาในวันนี้ "

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วฮานเฮอและหลุยหลานก็ได้พยักหน้าพร้อมๆกัน ในเมื่อหลินเทียนถือครองตราสัญลักษณ์นั้นก็เป็นตัวอธิบายสถานะของเขาแล้วแต่พวกเขาเพียงแค่สงสัยเท่านั้นถึงได้ถามออกไป

ใบหน้าของเซี่ยหวูที่อยู่ในหมู่ศิษย์ใหม่เองก็หม่นหมองลงก่อนที่จะปลดปล่อยจิตสังหารออกมา เขาไม่คิดเลยว่าจะได้พบกับหลินเทียนที่นี่

"ไอ้ระยำ ! "

เซี่ยหวูได้แต่กำหมัดของตัวเองเพราะว่าเขายังจำเรื่องที่หลินเทียนเตะเขาลอยออกนอกร้านอาหารได้อย่างดี

ผู้ชมทั้งหลายเองก็ได้แต่โห่ร้องออกมาเพราะว่าหลังจากที่เห็นความแข็งแกร่งของเหล็งอี้ทงแล้วยังมีคนกล้าท้าทายอีก ?

"เป็นไปได้ไงที่เจ้ายังรอดออกมาได้ ! "

เหล็งอี้ทงได้ถามออกมาหลังจากที่ก้าวถอยหลังไปด้วยใบหน้าที่น่าเกลียด

"เดาดูสิ "

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างราบเรียบ

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้หันหน้าไปมองเหล็งเฟิงที่อยู่ในตำหนักพลางยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายแล้วพุ่งเข้าหาเหล็งอี้ทงโดยทันที

เหล็งอี้ทงได้กัดฟันของเขาพร้อมกับคำรามออกมาว่า

"ทักษะไล่ล่าวิญญาณและกระบี่สายรุ้งของข้าอยู่ในขั้นสำเร็จระดับต่ำแล้ว ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก ! "

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้เหวี่ยงกระบี่ออกไปทางหลินเทียนโดยทันที

"!! "

ร่างของหลินเทียนได้เข้าประชิดเขาอย่างรวดเร็วก่อนที่จะจับมือขวาที่ถือกระบี่ของเหล็งอี้ทงเอาไว้แล้วหักมันจนก่อเกิดเสียงกระดูกแตกออกมาอย่างดัง

"เจ้า...."

ใบหน้าของเหล็งอี้ทงได้บิดเบี้ยวไปเพราะความเจ็บปวดโดยทันทีก่อนที่กระบี่ของเขาจะหลุดมือไป

ในเวลาเดียวกันนี้เองที่เขาสามารถสัมผัสได้ว่าระดับพลังของหลินเทียนนั้นแข็งแกร่งขึ้นเป็นเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 3 แล้ว !

ณ ตอนนี้หลินเทียนได้ปล่อยมือของเขาก่อนที่จะคว้าลำคอเอาไว้แล้วทุ่มลงกับพื้นอย่างรุนแรง

โครม ! เวทีได้ส่ายไปมาก่อนที่เหล็งอี้ทงจะส่งเสียงโอดครวญอย่างดังพร้อมทั้งกระอักเลือดไม่หยุด

ตอนนี้เองที่เหล่าผู้ชมต่างผงะไป

"แข็งแกร่งไปไหม ? "

"โหดเกินไปแล้ว ! "

ก่อนหน้านี้พวกเขาเพิ่งได้สัมผัสกับความแข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานแต่ตอนนี้กลับถูกจัดการโดยชายหนุ่มคนนั้นอย่างง่ายดายจนทำให้พวกเขาได้แต่แข็งค้างไปด้วยความรู้สึกโง่งม ในขณะที่คนอื่นๆกำลังประหลาดใจกันอยู่นั้นพวกเขาก็ตระหนักได้อีกเรื่องว่าการประลองนี้มันหนักมือเกินไปหรือเปล่า ?

"ปล่อยเขา ! "

น้ำเสียงอันเย็นชาได้ถูกส่งออกมาก่อนที่เหล็งเฟิงจะเดินเข้ามาที่มุมเวที

ผู้อาวุโสฮานเฮอและหลุยหลานเองก็เดินเข้ามาเช่นกัน

"มันไม่หนักมือเกินไปหน่อยรึ !"

"ใช่ !"

พวกเขาต่างพากันพูดออกมา

หลินเทียนได้ปล่อยคอของเหล็งอี้ทงพร้อมทั้งยืนขึ้นมา

อย่างไรก็ตามเมื่อผู้คนกำลังคิดว่าหลินเทียนปล่อยเหล็งอี้ทงไปเพราะกลัวนั้นเขากลับยกเท้าขึ้นมากระทืบซ้ำลงไปที่กลางหน้าอกของเหล็งอี้ทงอย่างรุนแรง

"อั๊ก ! "

เสียงกระดูกแตกหักได้ถูกส่งออกมาอย่างดังก่อนที่เหล็งอี้ทงจะส่งเสียงร้องออกมาไม่หยุด

"ข้าว่าเจ้าหนุ่มนี่มันแข็งแกร่งเกินไปไหม ? "

"แต่ว่านี่เป็นเพียงการประลองจัดอันดับเท่านั้น ทำไมถึงได้ทำขนาดนี้ ? "

"มันเป็นเพราะว่าพวกเขามีความแค้นกัน ? "

หลายๆคนได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมา

"โอหัง ! "

"ระยำ !"

ฮานเฮอและหลุยหลานต่างพากันคำรามออกมา

หลินเทียนทำร้ายร่างกายศิษย์ร่วมสำนักขนาดนี้มันทำให้ วกเขาโกรธจัดเป็นอย่างมาก

"ผู้อาวุโสทั้ง 2 อย่าเพิ่งรีบร้อนโกรธสิ "

หลินเทียนได้พูดออกมาพร้อมกับมองไปทางเหล็งเฟิงแล้วพูดต่อว่า

"ไม่ถามเหล็งเฟิงที่อยู่ข้างๆหน่อยรึว่าศิษย์ได้เจอเรื่องอะไรในป่า ? แล้วทำไมถึงได้ลงมือกับเหล็งอี้ทง ? "

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วท่าทางของใครหลายคนก็เปลี่ยนไปทันทีพร้อมกับจดจ่อไปที่ร่างของหลินเทียนเป็นสายตาเดียวกัน

มันมีเรื่องอะไรถูกปกปิดเอาไว้ ?

"เหล็งเฟิง นี่มันหมายความว่ายังไง ? "

ฮานเฮอได้ขมวดคิ้วโดยทันที

ใบหน้าของเหล็งเฟิงยังคงหม่นหมองพร้อมกับจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าของหลินเทียน

"เป็นอะไรไป ? กลัวพูดแล้วจะอับอาย ? ไม่เป็นไรข้าช่วยเจ้าพูดเอง "

หลินเทียนได้กระทืบซ้ำลงไปก่อนที่จะพูดออกมาว่า

"ก่อนหน้านี้ในการทดสอบนั้นมันเป็นเพราะว่าศิษย์เก่า 5 คนจะติดตามเข้าไปด้วยแต่ว่าเหล็งเฟิงนั้นมีอำนาจไม่น้อยเลยที่สามารถเอาผู้เชี่ยวชาญตระกูลตัวเองเข้าไปได้อย่างลับๆแล้วลอบสังหารข้า เหตุผลก็เป็นเพราะว่าข้ามีความแค้นอยู่กับเหล็งอี้ทง "

"อะไรนะ ? "

เมื่อได้ยินแล้วท่าทางของทุกคนได้เปลี่ยนไปทันที

พวกเขาได้แต่มองไปทางเหล็งเฟิงเป็นสายตาเดียวกัน

"เหล็งเฟิง ที่เขาพูดมันจริงงั้นรึ ! "

ฮานเฮอได้ถามออกมา

เหล็งเฟิงยังคงเงียบพร้อมทั้งแสดงสีหน้าที่เย็นชาออกมามากกว่าเก่า

"ปล่อยเขาซะ ! "

เมื่อจ้องมองไปทางหลินเทียนแล้วเขาได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

"เป็นไปได้งั้นหรอ ? ข้าถูกต้อนเข้าไปในป่าพิษจนเกือบจะตาย "

หลินเทียนได้แสยะออกมาว่า

"แต่ต้องขอบคุณเจ้านะที่ข้าไม่ตายแถมยังได้รับของดีที่ช่วยเพิ่งความแข็งแกร่งด้วย เจ้าคิดเหมือนกันไหมว่าสวรรค์มีตาน่ะถึงได้ให้โอกาสข้าได้กลับมาล้างแค้นพวกเจ้าสองพี่น้อง ? "

เมื่อฟังจากคำพูดของหลินเทียนแล้วศิษย์เก่าหลายๆคนก็ได้แต่อ้าปากค้างไปตามๆกันเพราะพวกเขาไม่คิดเลยว่าเหล็งเฟิงจะร่วมมือกับน้องชายและผู้เชี่ยวชาญของตระกูลเพื่อต้อนศิษย์ใหม่เข้าไปในป่าพิษแต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าเก่าคือหลินเทียนยังรอดกลับมาได้

"ป่าพิษ ? "

"เข้าไปแล้วยังไม่ตาย ? แถมยังแข็งแกร่งขึ้น ? เจ้าสัตว์ประหลาดนี่ผุดออกมาจากไหนกัน ? สุดยอดเกินไปแล้ว ! ข้าได้ยินมาว่าขนาดผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 ยังตายเลยนะ "

ศิษย์เก่าหลายๆคนได้แต่แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาไม่ต่างกับผู้อาวุโสทั้ง 2

จบบทที่ Divine King Of All Directions - 135

คัดลอกลิงก์แล้ว