เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Divine King Of All Directions - 117

Divine King Of All Directions - 117

Divine King Of All Directions - 117


Divine King Of All Directions - 117

 

มันเป็นตราสีเงินที่คล้ายๆกับตราแม่ทัพที่ดูละเอียดอ่อนมากๆ

"นี่คือ ? "

หลินเทียนได้ถามออกมาด้วยใบหน้าที่สงสัย

ซินเหยาได้หรี่ตาลงก่อนที่จะพูดออกมาว่า

"ไม่ใช่ว่าในเมืองนี้มีข่าวลือว่ามีตระกูลใหญ่หนุนหลังตำหนักแลกสมบัตินี้งั้นหรอ ? จริงๆแล้วก็ถูกนะ "

หลังจากที่พูดจบแล้วนางก็ได้พูดต่อว่า

"ที่เมืองหลวงเองก็มีสถานที่คล้ายๆแบบนี้เหมือนกันแต่ชื่อว่าตำหนักรวมสมบัติซึ่งยิ่งใหญ่ถึงขั้นที่ตำหนักแห่งนี้เทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ "

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาเพราะว่าเบื้องหลังตำหนักแลกสมบัติมีตระกูลใหญ่หนุนอยู่จริงๆ ?

อีกอย่างน่าจะไม่ใช่ขุมพลังระดับเล็กๆเหมือนกับตระกูลโม่หรืออื่นๆเพราะแม้แต่พูชิเองก็ยังแสดงท่าทางที่เคารพ

"งั้นนี่......"

หลินเทียนได้มองไปยังตราสีเงินสลักตัวอักษรคำว่า ซิน เอาไว้

ซินเหยาได้พูดต่อว่า

"ผู้ถือครองตรานี้จะได้รับความเคารพจากพนักงานภายในตำหนักรวมสมบัติที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง อยากจะได้อะไรก็ซื้อได้เลยและราคาจะถูกลงมากแถมที่นั่นก็มีของดีๆอยู่เยอะมากๆ "

หลินเทียนได้ชะงักไปเพราะว่าตรานี่มันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลย ?

เขาได้จ้องมองไปทางซินเหยาด้วยสายตาแปลกๆก่อนที่จะคิดว่าสถานะของนางพรายคนนี้มันไม่ธรรมดาเลย

"มองอะไร ? "

ซินเหยาได้จ้องมองเขากลับไปพร้อมกระพริบตาปริบๆแล้วเดินเข้าหาพลางพูดต่อว่า

"ถูกใจพี่สาวแล้ว ? หากว่าเป็นแบบนั้นพี่สาวจะรอนะ "

"นี่......."

หลินเทียนอดไม่ได้เลยที่จะกระแอมออกมาด้วยท่าทางอึดอัด

เมื่อมองไปยังท่าทางอึดอัดของหลินเทียนแล้วนางก็อดยิ้มออกมาไม่ได้พร้อมกับพูดด้วยท่าทางที่จริงจังและน้ำเสียงยั่วยวนว่า

"น่ารักจริงๆ "

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่เขินอายออกมาเพราะว่าคำพูดว่า น่ารัก แบบนี้มันจะดูไม่เหมาะเท่าไหร่เมื่อเอามาใช้กับเขา

"แล้วจะไม่เป็นอะไรจริงๆหรอที่จะให้สิ่งนี้กับข้า ? "

ดูๆแล้วมันไม่ต่างอะไรไปจากตราแม่ทัพเลยดังนั้นเขาเองก็อยากจะรู้ว่าหากให้มันกับเขาแล้วจะเกิดผลกระทบอะไรกับนางหรือเปล่า

"ไม่เป็นไร เก็บไว้เถอะ "

ซินเหยาได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนได้แต่พยักหน้าพร้อมกับรับตราสีเงินเอาไว้ด้วยท่าทางเคารพ

ณ ตอนนี้เขาได้เก็บมันเข้าไปในแหวนมิติอย่างรวดเร็ว

"ขอบคุณมากพี่สาวซิน "

เขาได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ซินเหยานั้นอายุมากกว่าเขา 2 ปีดังนั้นการจะเรียกว่าพี่สาวก็ไม่ได้ผิดอะไร

"ฉลาดมากๆ "

ซินเหยาได้พูดออกมาด้วยท่าทางมีความสุขก่อนที่จะกอดแขนเขาเพื่อไปทานอาหารด้วยกัน

หลินเทียนนั้นทานมาก่อนแล้วแต่ก็ไม่สามารถทนการยั่วยวนของนางได้ดังนั้นถึงต้องไปทานอาหารกับนางด้วยความจำใจ

หลังจากที่ทานอาหารเสร็จแล้วเขาก็สนทนากันนิดหน่อยพร้อมทั้งแยกย้ายไปทันที

ซินเหยาและพูชิได้ไปส่งเขาที่หน้าประตูทางเข้าด้วยตัวเองขณะที่มองไปยังหลังของหลินเทียนที่กำลังเดินจากไปไกล , ซินเหยาในตอนนี้ได้แต่โบกมือลาจนถึงตอนที่ร่างของหลินเทียนได้เลือนหายไป

"ให้สิ่งนั้นไปจะไม่มีปัญหารึแม่นาง ? "

พูชิได้ถามออกมา

"ไม่มีอะไรหรอก "

ซินเหยาได้ส่ายศีรษะพร้อมกับมองไปทางที่หลินเทียนเดินจากไปแล้วพูดว่า

"ก่อนหน้านี้มันเป็นเพราะว่าเขาเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ดังนั้นถึงได้คิดว่าเบื้องหลังเขาต้องมีอาจารย์ที่แข็งแกร่งอยู่แน่นอนถึงได้อยากจะใกล้ชิดกับเขาจะได้ผลประโยชน์ไม่น้อยแต่ตอนนี้ข้าอยากจะเป็นเพื่อนแท้กับเขาจริงๆไม่มีเรื่องของผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง "

พูชิได้ชะงักไปก่อนที่จะยิ้มออกมา

"อะไร ? "

ซินเหยาได้ถามออกมา

พูชิได้ส่ายศีรษะไปพร้อมกับพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

"ไม่มีอะไรหรอก เฒ่าคนนี้แค่รู้สึกดีใจแทนแม่นางเท่านั้นเพราะว่าท่านมีทัศนวิสัยที่ดีมากๆ แม้ว่าน้องชายจะมีพรสวรรค์ไร้ที่ติแต่มักจะปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความจริงใจไม่หยิ่งผยองดังนั้นการที่มีเพื่อนแท้แบบนี้ได้ถือเป็นโชคดีในชีวิตนี้เลย "

ซินเหยาได้ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะแสดงท่าทางที่ราบเรียบออกมา

"ดังนั้นข้าไม่สนใจเรื่องการเลือกผู้นำตระกูลอีกแล้ว ข้าไม่ชอบไปแย่งกับคนอื่นด้วยสิดังนั้นหากว่าสิ่งนั้นมันพอช่วยเขาได้บ้างก็ทำให้ข้ามีความสุขแล้วล่ะ "

ซินเหยาได้พูดออกมา

.......

หลังจากที่กลับจากตำหนักแลกสมบัติแล้วก็เป็นช่วงเย็นเรียบร้อยแล้ว

หลินเทียนได้กลับไปที่พักของเขาก่อนที่จะกลับขึ้นไปบ่มเพาะพลังต่อไป

เส้นทางบ่มเพาะนั้นยังอีกยาวไกลดังนั้นเขาถึงไม่สามารถทำตัวสบายๆได้แม้แต่น้อย

"บึ้ส ! "

หลังจากที่เปิดการทำงานของข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณแล้วพลังฉีโดยรอบก็ถูกดูดเข้ามาภายในร่างของหลินเทียนพร้อมทั้งชักนำพวกมันเข้าไปก่อจุดชีพจรเทวะจุดที่ 3 ขึ้น

เขายังคงหมั่นบ่มเพาะพลังจนถึงช่วงเช้าของอีกวันถึงได้ยืนขึ้น

เมื่อลงมาด้านล่างเพื่อรับแสงแดดยามเช้าแล้วเขาก็ได้เดินไปทางลานฝึกเพื่อเตรียมจะเข้าไปในข่ายอาคมคลื่นยักษ์ ตั้งแต่ตัดผ่านเขตแดนชีพจรเทวะมาได้นั้นเขาก็พบว่าร่างกายของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมาก ตอนนี้เขาพักผ่อนเพียงแค่วันละ 4 ชั่วโมงก็พบว่ามันไม่รู้สึกง่วงอีกต่อไป

เมื่อเดินมาถึงที่ข่ายอาคมคลื่นยักษ์แล้วเขาก็เดินเข้าไปแจ้งกับผู้ดูแลอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่เข้าไปในเขตแรงโน้มถ่วงสองเท่าแล้วเขาแทบจะไม่รู้สึกอะไรด้วยซ้ำและเมื่อไปถึงระดับสามเท่านั้นก็พอรู้สึกไม่กดดันเท่าก่อนหน้านี้ เมื่อก้าวข้ามไปยังระดับที่สี่นั้นทำให้เขาได้สัมผัสถึงแรงกดดันอย่างแท้จริงแต่มันก็ไม่สามารถทำให้เขาหยุดได้พร้อมก้าวต่อไปยังระดับที่ห้าอย่างรวดเร็ว

เมื่อมาถึงเขตแรงโน้มถ่วงห้าเท่าแล้วเขารู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองกำลังสั่นสะท้านพร้อมกับความเจ็บปวดที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งร่างกาย

"ดูเหมือนว่าต้องหยุดแค่นี้สินะ "

เขาได้พูดกับตัวเอง

เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ที่เขตแรงโน้มถ่วงระดับสามนั้นมีศิษย์ภายในสำนักกำลังฝึกอยู่และหลังจากที่เห็นว่าเขาก้าวเข้าไปยังเขตระดับที่ห้านั้นก็ได้แต่จ้องมองด้วยดวงตาที่เบิกกว้างเหมือนกำลังมองไปที่สัตว์ประหลาด

หลินเทียนได้ตั้งสติก่อนที่จะปรับสภาพให้ชินกับความเจ็บปวดพร้อมทั้งเริ่มฝึกทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์ซึ่งมันเป็นทักษะที่ช่วยให้เขาผ่านพ้นวิกฤตมาได้นับครั้งไม่ถ้วน มันเป็นทักษะที่เขาพึงพอใจที่สุดแล้ว

"วิ้ส !"

"วิ้ส !"

"วิ้ส !"

ระหว่างที่สำแดงทักษะในเขตระดับที่ห้านั้นแม้ว่าจะรู้สึกถึงความรู้สึกเหนี่ยวรั้งแต่เขาก็ยังเคลื่อนไหวอย่างราบรื่นและแน่นอนว่าความเร็วของมันไม่สามารถเทียบกับด้านนอกได้แม้แต่น้อย

ไม่นานก็ผ่านไปกว่า 4 ชั่วโมง

ใน 4 ชั่วโมงนี้เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกฝนทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์จนตอนนี้รู้สึกหมดแรงไปทั้งตัวแถมยังเข้าสู่สภาวะขาดแคลนพลังฉีขั้นวิกฤต

"เกือบจะถึงขีดจำกัดแล้ว "

เขาได้พูดกับตัวเอง

หลังจากที่หยุดเท้าแล้วเขาก็ได้ก้าวเดินออกไปด้านนอกข่ายอาคมอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่เดินผ่านเขตระดับสามไปนั้นศิษย์ภายในหลายคนได้แต่มองไปทางเขาด้วยท่าทางที่ตกตะลึงและอดกลืนน้ำลายคำโตไม่ได้ แม้ว่าเขตระดับสามและห้าจะอยู่ห่างกันไกลแต่ด้วยระดับพลังของศิษย์ภายในเหล่านี้แล้วสามารถเห็นได้ถึงการเคลื่อนไหวของหลินเทียนอย่างชัดเจนและได้แต่โง่งมไปตามๆกัน

เขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 กลับเคลื่อนไหวแบบนั้นในเขตระดับ 5 ? ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่อีกไหม !

ไม่นานหลินเทียนก็ได้ออกไปถึงด้านนอกก่อนที่จะพบว่าร่างกายของตัวเองผ่อนคลายขึ้นมาก

"ผลลัพธ์ของการทำแบบนี้มันไม่ธรรมดาเลยแหะ "

เขาได้คิดอยู่ภายในใจ

หลังจากที่ออกมาจากข่ายอาคมแล้วเขารู้สึกได้เลยว่าตัวเองได้รับประโยชน์มาไม่น้อย

เมื่อเขายืดเส้นยืดสายแล้วก็ได้กลับไปยังที่พักอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งทานอาหารปี่กู่แล้วกลับขึ้นไปบ่มเพาะพลังต่อด้านบน

พลังฉีมากมายได้ถูกดูดกลืนเข้าไปในร่างเพื่อเชื่อมต่อจุดพลังต่างๆหลังจากนั้นเมื่อถึงช่วงเที่ยงคืนพลังจากหมู่ดาวก็ได้สาดส่องลงมากระทบกับร่างของเขาเป็นประกายสีเงิน หลินเทียนยังไม่ได้เริ่มการก่อจุดชีพจรเทวะจุดที่สามทันทีแต่กลับขัดเกลาร่างกายของตัวเองด้วยพลังเหล่านี้

ศักยภาพของร่างกายคนนั้นไร้ขีดจำกัดและร่างกายของเราจะไม่มีจุดสิ้นสุด !

ไม่นานก็ผ่านช่วงกลางคืนไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่ลงมาแล้วเขาก็ได้พักผ่อนต่ออีก 4 ชั่วโมงพร้อมทั้งกลับไปยังข่ายอาคมคลื่นยักษ์เพื่อฝึกทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์อีกครั้ง

พริบตาเดียวการกระทำซ้ำๆแบบนี้ก็ผ่านไปถึงหนึ่งอาทิตย์

ในหนึ่งอาทิตย์นี้หลินเทียนใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการฝึกฝนและตอนนี้เขาสามารถฝ่าเข้าไปในเขตแรงโน้มถ่วงระดับ 6 เท่าได้แล้ว ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นมากแถมในช่วงหนึ่งอาทิตย์นี้ก็มีบางวันที่เขาเข้าไปฝึกในข่ายอาคมเสริมพลังฉีอยู่บ้างและตอนนี้ความหนาแน่นก็เพิ่มขึ้นมาถึง 40% แล้วด้วยแถมความเร็วในการดูดกลืนพลังของเขาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก

ในเวลาสั้นๆแบบนี้เขาสัมผัสได้เลยว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้น

ช่วงบ่ายวันนี้เขาได้เดินตรงไปที่ข่ายอาคมเพื่อฝึกเช่นเคยแต่หลังจากที่เพิ่งเปิดประตูที่พักก็ชนเข้ากับร่างของซูชูวอย่างจัง

"โอ้ย เจ็บ ! "

ซูชูวได้กุมหน้าผากตัวเองเอาไว้ขณะที่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าอับอายออกมาพร้อมกับพูดว่า

"นี่ไม่เกี่ยวกับข้าเลยนะ "

แต่วินาทีที่เห็นว่าสีหน้าของนางหงุดหงิดยิ่งกว่าเดินถึงขั้นกัดฟันนั้นเขาได้รีบเปลี่ยนคำพูดอย่างรวดเร็วว่า

"ขอโทษ ข้าผิดเอง "

นางได้แสยะออกมาด้วยท่าทางที่พึงพอใจ

"ท่านอาจารย์เรียกเจ้าไปพบน่ะ "

ซูชูวได้พูดออกมา

"ท่านผู้อาวุโสมู่ชิง ? "

หลินเทียนได้ชะงักไปพร้อมกับถามต่อว่า

"มีอะไร ? "

ซูชูวได้พูดต่อว่า

"คนจากสำนักเป่ยหยานจากเมืองหลวงมาที่นี่น่ะ เจ้าน่าจะเข้าใจนะ "

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบโดยทันที

"เอาล่ะ ไปกันได้แล้ว "

ซูชูวได้ยื่นมือออกไปจูงมือของหลินเทียนเพื่อเดินไปทางตำหนักผู้อาวุโสโดยไม่อายแม้แต่น้อย

หลังจากที่พวกเขาได้ไปถึงตำหนักผู้อาวุโสแล้วผู้ดูแลด้านหน้าก็ไม่มีท่าทีว่าจะขวางเขาแม้แต่น้อย นี่ดูเหมือนว่ามู่ชิงได้แจ้งเอาไว้ก่อนแล้วดังนั้นพวกเขาถึงได้เข้าไปด้านในโดยทันที หลังจากที่เดินเข้าไปได้ไม่กี่สิบลมหายใจพวกเขาก็ไปถึงห้องๆหนึ่ง

ซูชูวได้เคาะประตูพร้อมกับเสียงของมู่ชิงที่ส่งออกมาจากด้านในว่า

"เข้ามาสิ "

หลินเทียนและซูชูวต่างเข้าไปด้วยกันก่อนที่จะกวาดตามองและพบกับมู่ชิง ฉีดงและชายวัยกลางคนในชุดสีม่วงซึ่งตอนนี้ท่าทางของชายคนนั้นดูประหลาดใจเล็กน้อย

"มาแล้ว "

มู่ชิงได้มองไปทางชายคนนั้นพร้อมกับพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ชายชุดม่วงได้ยืนขึ้นพลางสำรวจหลินเทียนแล้วถามออกมาว่า

"นี่คือผู้มีพรสวรรค์ไร้ที่ติที่เจ้าว่าใช่ไหม ? "

ก่อนหน้านี้มู่ชิงและฉีดงได้เล่าเรื่องราวต่างๆให้ชายคนนี้ฟังมากมาย

"ใช่ เรียกได้ว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดเลยล่ะ "

ฉีดงได้กล่าวชมออกมาพร้อมทั้งชี้ไปทางชายชุดม่วงแล้วพูดแนะนำว่า

"เจ้าหนู นี่คือซูโจวเป็นอาจารย์ภายในสำนักเป่ยหยาน "

จบบทที่ Divine King Of All Directions - 117

คัดลอกลิงก์แล้ว