- หน้าแรก
- พยากรณ์ดวงรายวัน จากผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรในตลาดสู่มหาเซียน
- บทที่ 7: ความตกตะลึงของฉู่ต้าหนิว
บทที่ 7: ความตกตะลึงของฉู่ต้าหนิว
บทที่ 7: ความตกตะลึงของฉู่ต้าหนิว
บทที่ 7: ความตกตะลึงของฉู่ต้าหนิว
“ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้!”
ฉู่ต้าหนิวฝืนทนต่ออาการบาดเจ็บแล้วตะโกนออกไปสุดเสียง
ในความคิดของเขา ผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถสังหารโจรนอกรีตสองคนได้ภายในกระบวนท่าเดียวนั้น จะต้องเป็นยอดฝีมือขั้นรวบรวมลมปราณระดับกลาง หรืออาจถึงระดับสูงเลยทีเดียว!
ทว่าในวินาทีต่อมา เขากลับมองเห็นร่างที่คุ้นเคยเดินเข้ามา
“พี่หลี่?”
ฉู่ต้าหนิวชะงักงันไปชั่วครู่
เขาคิดว่าตนเองคงบาดเจ็บหนักจนตาฝาดไปเสียแล้ว
สีหน้าของหลี่ฉางอันดูจริงจังขณะดีดโอสถเม็ดหนึ่งเข้าปากของฉู่ต้าหนิวอย่างคล่องแคล่ว
“ต้าหนิว อย่ามัวแต่เหม่อ รีบทำสมาธิโคจรลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บเดี๋ยวนี้!”
“พี่หลี่... เป็นท่านจริงๆ หรือ?”
ฉู่ต้าหนิวพึมพำด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ในชั่วพริบตานั้น เขาคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่ไม่เคยเฉลียวใจเลยสักนิดว่าคนผู้นั้นจะเป็นหลี่ฉางอัน!
หลี่ฉางอันไม่ได้ตอบคำถาม เขาเก็บถุงย่ามเก็บของของโจรทั้งสองมาไว้กับตัว เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่นแล้ว จึงสะบัดยันต์ลูกไฟสองแผ่นออกมาติดต่อกัน
สิ้นเสียงระเบิดดัง 'ตูม' เปลวเพลิงร้อนระอุพุ่งโชนขึ้นแผดเผาร่างของโจรนอกรีตทั้งสองจนสิ้นซาก
ส่วนศีรษะของพวกโจรนั้น หลี่ฉางอันไม่ได้เผาทิ้งไปพร้อมกับร่าง แต่เขากลับโยนพวกมันลงในตะกร้าปลาแล้วใช้ผ้าสีเทาคลุมไว้อย่างมิดชิด
“โจรสองคนนี้มีชื่ออยู่ในประกาศจับของตระกูลเจิ้ง หากมีศีรษะพวกมันไปเป็นหลักฐาน บางทีข้าอาจจะหลุดพ้นจากพันธสัญญาทางวิญญาณของตระกูลเจิ้ง และกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระได้อย่างแท้จริง!”
ในตอนที่ลงมือนั้น หลี่ฉางอันได้วางแผนการไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
แม้คุณหนูตระกูลเจิ้งจะอนุญาตให้เขาไม่ต้องทำงานใดๆ ในช่วงห้าปีนี้
แต่นั่นก็เป็นเพียงคำมั่นสัญญาด้วยวาจาเท่านั้น
เขายังคงถูกผูกมัดด้วยพันธสัญญาของตระกูลเจิ้งอยู่ดี หากวันใดวันหนึ่งตระกูลเจิ้งต้องเผชิญกับวิกฤตและต้องการผู้บำเพ็ญเพียรอิสระจำนวนมากไปเป็นตัวตายตัวแทนล่ะ?
แม้โอกาสจะน้อยเพียงใด เขาก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือไว้ก่อน!
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น หลี่ฉางอันก็หันมามองฉู่ต้าหนิว
“ต้าหนิว เป็นอย่างไรบ้าง พอจะขยับตัวไหวไหม?”
“ข้า...”
ฉู่ต้าหนิวอ้าปากค้าง ความตกตะลึงยังไม่จางหายไปจากใบหน้า
แต่ไม่นานเขาก็ได้สติและสำรวจร่างกายตัวเอง โอสถที่หลี่ฉางอันให้ทานเมื่อครู่นั้นมีสรรพคุณล้ำเลิศยิ่งนัก
“พี่หลี่ ข้าพอจะขยับตัวได้บ้างแล้วขอรับ”
ใบหน้าของเขายังคงซีดเซียวเล็กน้อยขณะพยายามยันกายลุกขึ้น
สถานที่แห่งนี้ไม่ควรอยู่นานเกินไป ทั้งสองจึงรีบมุ่งหน้ากลับไปยังตลาดทันที
ระหว่างทาง ฉู่ต้าหนิวเล่าถึงสาเหตุที่เขาถูกลอบโจมตีให้ฟัง
เมื่อช่วงเช้าเขาได้รับใบสั่งจองสุราปราณ โดยอีกฝ่ายระบุให้เขานำสุราไปส่งที่คฤหาสน์นอกตลาด
เขามิได้เอะใจอะไรจึงเร่งเดินทางไปส่งของ แต่กลับถูกซุ่มโจมตีกลางทาง
“โธ่เอ๋ย ข้าน่าจะสังเกตเห็นความผิดปกติให้เร็วกว่านี้ เป็นเพราะช่วงนี้ในตลาดสงบสุขเกินไป ข้าเลยประมาท...”
ฉู่ต้าหนิวรู้สึกเจ็บใจตัวเองยิ่งนัก
ใบสั่งจองนั้นต้องการสุราจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นข้อตกลงทางการค้าขนาดใหญ่ และเขาก็ปรารถนาจะได้หินปราณจนเกินไปจนความโลภเข้าตา
หากหลี่ฉางอันไม่เข้ามาช่วยไว้ ชีวิตของเขาคงต้องจบสิ้นลงที่นี่!
เมื่อหวนนึกถึงการลงมือของหลี่ฉางอันก่อนหน้านี้ ฉู่ต้าหนิวก็ยังรู้สึกเหลือเชื่ออยู่ดี
“พี่หลี่ แสงสีทองเมื่อครู่นี้คือ 'ยันต์' ใช่หรือไม่ขอรับ?”
“อืม”
หลี่ฉางอันไม่ได้ปฏิเสธ
เมื่อได้รับคำตอบที่ยืนยันแน่ชัด ฉู่ต้าหนิวก็สงบใจลงได้บ้าง อย่างน้อยนั่นก็คือพลังของยันต์ ไม่ใช่ความสามารถส่วนตัวของหลี่ฉางอันเพียงอย่างเดียว
ทว่าครู่ต่อมา ฉู่ต้าหนิวพลันตัวสั่นสะท้านเมื่อคิดถึงเรื่องที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า
“พี่หลี่ ท่าน... ท่านกลายเป็น 'อาจารย์ยันต์' ไปแล้วหรือ?”
“ทำไมถึงถามเช่นนั้นล่ะ?”
หลี่ฉางอันปรายตามามองพลางถามกลับ
“ข้าซื้อยันต์นั้นมาไม่ได้หรืออย่างไร?”
“พี่หลี่ ท่านเพิ่งจะใช้ยันต์ลูกไฟถึงสองแผ่นเพื่อทำลายศพพวกนั้นนะขอรับ นั่นมันสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว แค่จุดไฟธรรมดาเผาก็ได้”
ยันต์ลูกไฟสองแผ่นมีมูลค่าถึงสี่หินปราณ! ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระทั่วไปมีหรือจะกล้าฟุ่มเฟือยถึงเพียงนี้?
ด้วยเหตุนี้เอง ฉู่ต้าหนิวจึงปักใจเชื่อว่าหลี่ฉางอันต้องกลายเป็นอาจารย์ยันต์ไปแล้วแน่ๆ
หลี่ฉางอันพยักหน้าเล็กน้อย
“ใช่ เจ้าเดาถูกแล้ว”
“ท่านเป็นอาจารย์ยันต์จริงๆ ด้วย!”
ฉู่ต้าหนิวเบิกตากว้าง ราวกับเพิ่งเคยเห็นหลี่ฉางอันเป็นครั้งแรก
แม้เขาจะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงอย่างหนัก
วิถีแห่งอักขระยันต์! ในบรรดาศิลปะการบำเพ็ญเพียรทั้งร้อยแขนง วิถีนี้อยู่เหนือกว่าวิชาการหมักสุราปราณของเขาไปไกลลิบนับหลายเท่าตัว
และในแง่ของฐานะ อาจารย์ยันต์ย่อมสูงส่งกว่าผู้หมักสุราอย่างเทียบไม่ติด!
“โธ่ ข้านี่มันน่าละอายนัก พอได้รับสืบทอดวิชาสุราปราณมานิดหน่อยก็ลำพองใจ อยากให้คนเขารู้ไปทั่ว! แต่พี่หลี่เรียนรู้วิชายันต์มาตั้งนาน กลับไม่เคยป่าวประกาศให้ใครรู้เลยสักนิด”
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ฉู่ต้าหนิวก็อดรู้สึกละอายใจไม่ได้
โจรนอกรีตสองคนนั้นรู้ว่าเขามีวิชาสุราปราณ พวกมันคงจับตาดูเขามานานแล้ว ไม่ใช่การลงมือโดยสุ่มเดา หากเขาทำตัวให้เรียบง่ายกว่านี้ บางทีวันนี้เขาอาจไม่ต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมเช่นนี้
ฉู่ต้าหนิวตัดสินใจในทันที
นับจากนี้ไป ไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใด เขาจะยึดถือหลี่ฉางอันเป็นต้นแบบ เน้นความมั่นคงและรอบคอบเป็นหลัก และจะไม่เอาตัวไปเสี่ยงอันตรายโดยง่ายเด็ดขาด!
ทั้งสองสนทนากันพลางเร่งฝีเท้ากลับเข้าสู่ตลาด
ไม่นานนัก เงาของตลาดชิงเหอก็ปรากฏให้เห็นอยู่รำไร
“ในที่สุดก็กลับมาถึงเสียที”
ฉู่ต้าหนิวถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในตอนนั้นเอง กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรของตระกูลเจิ้งที่ลาดตระเวนอยู่แถวนั้นสังเกตเห็นพวกเขาเข้าจึงเดินเข้ามาหา
หัวหน้ากลุ่มคือชายชื่อ ‘เจิ้งอวิ๋นถิง’ ยอดฝีมือขั้นรวบรวมลมปราณระดับกลาง
เขาตะโกนถามฉู่ต้าหนิวว่า:
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเจ้าถึงโชกเลือดเช่นนี้?”
“ผู้อาวุโส พวกเราถูกโจรนอกรีตซุ่มโจมตีขอรับ!”
เมื่อเห็นกลุ่มผู้ลาดตระเวนเหล่านี้ ฉู่ต้าหนิวก็ผ่อนคลายความกังวลลงอย่างสิ้นเชิง และเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด
เมื่อได้รับฟัง เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเจิ้งต่างพากันประหลาดใจ
“พวกเจ้าสังหารโจรนอกรีตสองคนนั้นรึ?”
เจิ้งอวิ๋นถิงหันไปมองทางหลี่ฉางอัน
หลี่ฉางอันพยักหน้าทันที เขาเปิดผ้าสีเทาที่มีคราบเลือดออก แล้วหยิบศีรษะของโจรทั้งสองออกมา
“ผู้อาวุโส ข้าเพียงแค่โชคดีที่มี 'ยันต์ดาบคลั่ง' ติดตัวอยู่พอดี จึงฉวยโอกาสลอบโจมตีจนสำเร็จขอรับ”
“ทำได้ดีมาก!”
เจิ้งอวิ๋นถิงเอ่ยชม แววตาฉายแววชื่นชมออกมาเล็กน้อย
“ไม่ว่าจะลอบโจมตีหรือไม่ ตราบใดที่เจ้าสามารถสังหารพวกมันได้ นั่นก็นับเป็นความสามารถของเจ้า!”
ต่อมา เขาได้รับศีรษะทั้งสองไปจากมือของหลี่ฉางอัน
ตามประกาศรางวัลที่เคยแจ้งไว้ หลี่ฉางอันควรจะได้รับรางวัลอย่างงาม
เขาจึงเอ่ยถามว่า “ผู้อาวุโส ข้าขอเปลี่ยนรูปแบบของรางวัลได้หรือไม่ขอรับ?”
“หืม?”
เจิ้งอวิ๋นถิงชะงักไปเล็กน้อย
“เจ้าต้องการรางวัลสิ่งใดกัน?”
“ผู้อาวุโส ข้าปรารถนาจะขอยกเลิกพันธสัญญาทางวิญญาณและกลับไปเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระขอรับ”
“เรื่องนี้...”
เจิ้งอวิ๋นถิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
“ข้าไม่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้ ข้ามีหน้าที่เพียงดูแลความสงบเรียบร้อยเท่านั้น เรื่องพันธสัญญาทางวิญญาณต้องให้คุณหนูเป็นผู้จัดการ ข้าจะพาเจ้าไปพบนาง ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับโาสและวาสนาของเจ้าแล้ว”
“ขอบพระคุณผู้อาวุโสยิ่งนัก!”
หลี่ฉางอันรู้สึกยินดีในใจและรีบประสานมือคำบ
คุณหนูเจิ้งผู้นั้นเป็นคนเฉลียวฉลาด มีเหตุผล และคุยด้วยไม่ยาก
เรื่องนี้น่าจะจัดการได้สำเร็จ!
ผ่านไปไม่นาน เจิ้งอวิ๋นถิงก็นำทั้งสองไปยัง 'ศาลาพันกิจ' ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางตลาด เป็นสถานที่ที่ตระกูลเจิ้งใช้จัดการกิจการต่างๆ
เขาเดินเข้าไปแจ้งเรื่องก่อน จากนั้นจึงนำทั้งสองเข้าไปในห้องโถงใหญ่
เจิ้งชิงชิงนั่งอยู่ที่นั่น นางอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีน้ำเงินเขียว ผมยาวสลวยถึงเอว ใบหน้าดูงดงามราวกับภาพวาด
เมื่อเห็นหลี่ฉางอัน แววตาที่งดงามของนางก็ฉายความประหลาดใจวูบหนึ่ง
“หลี่ฉางอัน เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย!”
“คารวะคุณหนูเจิ้ง”
หลี่ฉางอันก้มศีรษะลงเล็กน้อย ท่าทางเต็มไปด้วยความเคารพ
เจิ้งชิงชิงยิ้มออกมาอย่างมีเสน่ห์ น้ำเสียงของนางนุ่มนวลยิ่งนัก
“ข้าบอกเจ้าแล้วไง ว่าพบหน้ากันคราวหลังไม่ต้องมากพิธี”
นางได้รับรู้รายละเอียดของเหตุการณ์จากเจิ้งอวิ๋นถิงเรียบร้อยแล้ว
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เพราะตามข้อมูลที่นางเคยได้รับมา พลังความสามารถของหลี่ฉางอันนั้นดูธรรมดายิ่งนัก เขาไม่น่าจะรับมือกับโจรนอกรีตสองคนพร้อมกันได้เลยสักนิด