- หน้าแรก
- ตัวประกันหวนคืน เบื้องหลังข้าคือจักรพรรดิรัตติกาล
- บทที่ 22: เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ลั่วโหยว มารดาเจ้าเถอะ!
บทที่ 22: เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ลั่วโหยว มารดาเจ้าเถอะ!
บทที่ 22: เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ลั่วโหยว มารดาเจ้าเถอะ!
“องค์ชาย!”
สตรีผู้มีผ้าคาดปิดตาเผยรอยยิ้มยินดีที่หว่างคิ้ว แม้เบื้องหน้าจะมองไม่เห็นเงาร่างของเมิ่งเฉิน แต่นางย่อมล่วงรู้ถึงตัวตนของเจ้าของเสียงนี้เป็นอย่างดี
เห็นได้ชัดว่า นี่มิใช่ครั้งแรกที่นางได้รับคำสั่งจากเมิ่งเฉิน
เมื่อครู่ขณะที่นางนั่งอยู่ริมหน้าต่าง สายตาที่ทอดมองออกไปนั้น คือทิศทางอันเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงแห่งต้าอวี๋
ภายในหอเทียนจี นอกจากผู้อาวุโสเจี้ยนที่เป็นเจ้าหอซึ่งเปิดเผยตัวตนแล้ว ยังมีผู้พิทักษ์ห้าธาตุอยู่อีกด้วย
หญิงสาวผู้ปิดตานางนี้ ก็คือ ‘วารีกระจก’ หนึ่งในผู้พิทักษ์ห้าธาตุนั่นเอง
เช่นเดียวกัน อิ่งเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
คนทั้งห้าในกลุ่มผู้พิทักษ์ห้าธาตุนี้ ไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ใด พวกเขาฟังเพียงคำสั่งของเมิ่งเฉินเท่านั้น
“ฟุ่บ!”
ร่างของจิ้งทะยานลงจากชั้นบนของโรงเตี๊ยม เส้นผมยาวสยายปลิวไสว กลิ่นอายที่เคยดูอ่อนโยนลึกลับ พลันแปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคมดุดันในชั่วพริบตา
ยังไม่ทันที่ผู้คนโดยรอบจะทันตั้งตัว ร่างของนางก็ได้หายลับไปจากท้องถนนของเมืองเทียนมั่วเสียแล้ว
สองวันต่อมา
ณ ชายแดนเถื่อนต้าอวี๋ ซึ่งห่างออกไปนับพันลี้
ดินแดนแห่งนี้มีเทือกเขาทอดตัวยาวเหยียดสุดสายตา ภูเขาหิมะตั้งตระหง่านเสียดฟ้า ทิศทางด้านนอกเชื่อมต่อไปยังส่วนลึกของทะเลทรายอันเป็นที่ตั้งของเผ่าคนทรงวิญญาณ
ส่วนทิศทางด้านในทอดยาวเข้าสู่ใจกลางแผ่นดินต้าอวี๋
แดนลึกลับที่จะใช้จัดงานเทศกาลล่าสัตว์ชิวหลาน ก็มีแนวเทือกเขาเชื่อมต่อกับสถานที่แห่งนี้เช่นกัน
ในยามปกติ พื้นที่แถบนี้รกร้างไร้ผู้คน อากาศหนาวเหน็บเสียดกระดูก น้อยคนนักที่จะย่างกรายเข้ามา แม้แต่ยอดฝีมือระดับเจ็ดหรือแปด ก็ยังไม่กล้าล่วงล้ำเข้ามาลึกถึงเพียงนี้
อย่าว่าแต่จะต้องเผชิญหน้ากับการจู่โจมของสัตว์อสูรเลย ลำพังแค่สภาพแวดล้อมอันเลวร้ายเช่นนี้ ก็ยากที่จะเอาชีวิตรอดได้แล้ว
ทว่าในยามนี้ ดินแดนแห่งนี้กลับมีความเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาด
เหล่าสัตว์อสูรที่ปกติหาชมได้ยาก กลับพากันออกมาเป็นฝูงใหญ่จนผืนป่าและแผ่นดินสั่นสะเทือน พวกมันทั้งหมดต่างมุ่งหน้าไปรวมตัวกันยังทิศทางเดียวกันอย่างไม่ขาดสาย
และที่แห่งนั้น ก็คือเทือกเขาชิวหลาน สถานที่จัดงานเทศกาลล่าสัตว์ชิวหลานนั่นเอง
ห่างจากจุดนี้ไปร้อยลี้
ร่างสี่ร่างในชุดคลุมสีแดง เป็นชายสองหญิงสอง กำลังทำมือประสานอินร่ายคาถา บงการฝูงสัตว์อสูรจำนวนมหาศาลที่อยู่เบื้องล่าง
ทั้งสี่คนนี้ คือยอดฝีมือจากเผ่าคนทรงวิญญาณ
และที่ด้านหลังของคนทั้งสี่ ภายในถ้ำลึกลับแห่งหนึ่งบนภูเขา ยังมีร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่
ร่างนั้นสวมชุดคลุมยาวสีเข้ม ปักลวดลายอักขระโบราณเต็มตัว ในมือถือคทาที่สร้างจากกระดูกสัตว์สีดำทมิฬ บนคทามีกระดิ่งทองแดงแขวนอยู่ แผ่แสงสว่างเรืองรองออกมาจางๆ ราวกับสามารถสื่อสารกับทวยเทพแห่งความตายได้
คนผู้นี้ ก็คือมหาปุโรหิตเผ่าคนทรงวิญญาณผู้เป็นหัวหน้าปฏิบัติการในครั้งนี้นั่นเอง
มหาปุโรหิต...สถานะนี้ในเผ่าคนทรงวิญญาณถือว่าสูงส่งและสำคัญยิ่ง เทียบเท่าได้กับตัวตนระดับมหาปรมาจารย์ในราชวงศ์ต้าอวี๋เลยทีเดียว
“ท่านซื่อจื่อโปรดวางใจ ปฏิบัติการครั้งนี้จะไม่มีคำว่าผิดพลาด...”
มหาปุโรหิตเผ่าคนทรงวิญญาณพึมพำแผ่วเบา ราวกับกำลังสื่อสารทางจิตกับใครบางคนผ่านคทาในมือ
ทว่า ทางฝั่งของเขากลับไม่ได้รับเสียงตอบรับใดๆ
เห็นได้ชัดว่า วิชาสื่อสารของเขาส่งได้เพียงเสียงของตนไปให้อีกฝ่ายเท่านั้น
“ใคร!”
สิ้นเสียงคำราม ในเบ้าตาลึกโหลของมหาปุโรหิตเผ่าคนทรงวิญญาณ พลันมีแสงสีทองสาดประกายออกมาดั่งวังวน
จิตสังหารอันรุนแรงสายหนึ่ง พลันปกคลุมลงมาอย่างฉับพลัน!
“วิ้ง!”
ชั่วพริบตา ค่ายกลอักขระสี่ชั้นที่เขาวางไว้หน้าถ้ำล่วงหน้า ก็ทำงานครอบคลุมพื้นที่ทันที
ในขณะเดียวกัน
บนใบหน้าของเขาก็เผยแววตื่นตระหนกอย่างไม่อยากจะเชื่อ
การที่เขามาปรากฏตัวที่นี่ ไม่ควรมีผู้ใดล่วงรู้ได้มิใช่หรือ?
ต่อให้มีคนบังเอิญพบร่องรอยของพวกเขา แต่ด้วยยอดฝีมือทั้งสี่ที่เฝ้าอยู่ด้านนอก ก็ไม่มีทางที่จะมีผู้ใดบุกเข้ามาถึงตัวเขาได้โดยตรงอย่างแน่นอน!
โชคยังดี ที่การเคลื่อนไหวครั้งนี้เขาระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง แม้จะอยู่ในที่รกร้างไร้ผู้คนเช่นนี้ ก็ยังวางค่ายกลอักขระป้องกันเอาไว้
ค่ายกลอักขระนี้มิอาจทลายลงได้ด้วยกำลังดุดัน
ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นสูงสุดของราชวงศ์บุกมาเอง ก็มิอาจทำลายให้แตกได้
และตัวเขาเอง ก็มีความมั่นใจมากพอที่จะสังหารผู้บุกรุกให้สิ้นซาก!
“ข้าคือมหาปุโรหิตแห่งเผ่าคนทรงวิญญาณ ไม่ว่าจะรับคำสั่งจากผู้ใดมา หากกล้าขัดขวางงานของข้า...ล้วนต้องตาย!”
มหาปุโรหิตเผ่าคนทรงวิญญาณตวาดเสียงเย็น
ปฏิกิริยาแรกของเขา คือคิดว่าตนเองอาจถูกลั่วโหยววางแผนหักหลังเข้าให้แล้ว
คนผู้นั้นจิตใจลึกล้ำ แม้การร่วมมือกันจะทำให้เขาได้รับผลประโยชน์มหาศาล แต่นั่นก็เปรียบเสมือนการขอหนังจากเสือ เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายอาจหลอกใช้เขา แล้วแอบจ้างยอดฝีมือมาฆ่าปิดปากเพื่อตัดปัญหาภายหลัง ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
“บังอาจล่วงเกินองค์ชาย เจ้ากำลังรนหาที่ตาย!”
“เพล้ง!”
สิ้นเสียงเย็นชาที่ดังลงมา ค่ายกลที่ปกคลุมหน้าถ้ำก็แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ในพริบตา ร่างของจิ้งปรากฏขึ้นท่ามกลางเศษซากที่พังทลาย ดวงตาถูกคาดปิด ในมือถือดาบศึกที่บัดนี้แปรสภาพเป็นดาบคู่
และที่ด้านหลังของนาง
มีศพสี่ร่างนอนทอดกายอยู่
นั่นคือยอดฝีมือเผ่าคนทรงวิญญาณทั้งสี่ที่กำลังร่ายคาถาบงการสัตว์อสูรอยู่ด้านนอกนั่นเอง
โลหิตของทั้งสี่คนไม่ใช่สีแดง แต่เป็นสีเขียวเข้ม
ระดับพลังของพวกเขาทั้งหมดล้วนอยู่ที่ขอบเขตปราณแท้จริงขั้นเจ็ด ท่าไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดคือการบงการสัตว์อสูรและวิชาอาคม
อย่าว่าแต่ไม่ได้เตรียมตัวรับมือเลย
ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเดียวกัน ก็มิใช่คู่ต่อสู้ของจิ้งที่เชี่ยวชาญการสังหารระยะประชิดเช่นนี้
“ขอบเขตเทวะระดับสิบเอ็ด!!!”
มหาปุโรหิตเผ่าคนทรงวิญญาณ เมื่อเห็นร่างของจิ้งปรากฏขึ้นตรงหน้าโดยไม่แยแสต่อค่ายกล ก็ถึงกับตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ
ค่ายกลอักขระของเขา แม้แต่มหาปรมาจารย์ขั้นสูงสุดยังทำลายไม่ได้!
สตรีปิดตาตรงหน้าที่ทำลายค่ายกลของเขาได้ในพริบตา หากไม่ใชยอดฝีมือขอบเขตเทวะระดับสิบเอ็ด แล้วจะเป็นอะไรได้อีก!
โดยเฉพาะประโยคเมื่อครู่ของจิ้ง ยิ่งตอกย้ำการคาดเดาของเขาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
‘องค์ชาย’ ในปากของนาง จะต้องหมายถึงซื่อจื่อแห่งจวนโหวอู่หนิง... ลั่วโหยว อย่างแน่นอน
ในสายตาของเขา ท่านซื่อจื่อก็นับเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์เช่นกัน!
“ลั่วโหยว มารดาเจ้าเถอะ!!!”
แววตาของมหาปุโรหิตเผ่าคนทรงวิญญาณฉายแววสิ้นหวัง ตะโกนด่าทอออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
ยามนี้เขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าจิ้งคือยอดฝีมือที่ลั่วโหยวส่งมา
ในราชวงศ์ต้าอวี๋แห่งนี้ นอกจากมันที่รู้ความเคลื่อนไหวทุกอย่างของเขาแล้ว ยังจะมีใครรู้อีก?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึง การจะเชิญยอดฝีมือระดับนี้ออกมาได้ หากไม่มีฐานะระดับมัน ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
“พรวด!”
เขาไม่ได้ลงมือตอบโต้จิ้ง แต่กลับดีดตัวถอยหลังอย่างรวดเร็ว กัดปลายลิ้นจนเลือดสาด พ่นโลหิตคำโตออกมา เพื่อใช้วิชาลับเสียงโลหิตสื่อวิญญาณ!
วันนี้ต่อให้ต้องตาย ก็จะต้องส่งข่าวเรื่องนี้กลับไปให้ได้!
ในเผ่าคนทรงวิญญาณของเขาก็มีตัวตนที่เหนือกว่ามหาปรมาจารย์ดำรงอยู่ ย่อมต้องไปตามล่าลั่วโหยวเพื่อล้างแค้นให้เขาอย่างแน่นอน!
“...”
จิ้งมองดูเหตุการณ์ตรงหน้า แล้วชะงักไปครู่หนึ่ง
แต่ท้ายที่สุด
นางก็ตวัดดาบ ปลิดชีพมหาปุโรหิตเผ่าคนทรงวิญญาณผู้นี้ในทันที
เดิมทีนางคิดว่า การจะสังหารมหาปุโรหิตผู้นี้คงต้องออกแรงสู้กันสักตั้ง เพราะอีกฝ่ายฝีมือไม่ธรรมดา บำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตมหาปรมาจารย์แล้ว
คิดไม่ถึงว่า พอเห็นนางทำลายค่ายกลได้ในพริบตา กลับตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปเสียได้?
การที่นางสามารถทำลายค่ายกลได้โดยตรงนั้น ย่อมต้องพึ่งพาดาบศึกในมือ นี่คือศาสตราวุธที่เมิ่งเฉินมอบให้นาง มีคุณสมบัติข่มค่ายกลอักขระทั้งปวง ร้อยมารมิอาจกล้ำกราย ค่ายกลเพียงแค่นี้ย่อมไม่อาจต้านทานดาบของนางได้
แต่ที่ทำให้นางคาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือ มหาปุโรหิตผู้นี้ไม่รู้ว่าเข้าใจอะไรผิด ถึงขนาดยอมทำร้ายตัวเองเพื่อใช้วิชาส่งเสียง ต้องการให้คนในเผ่าไปตามล้างแค้นซื่อจื่อลั่วโหยว?
ลั่วโหยวคือใคร?
ใบหน้าอันเย็นชาของจิ้ง ในยามนี้ถึงกับฉายแววงุนงงเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
คนที่มหาปุโรหิตผู้นี้เอ่ยถึง นางไม่รู้จักเลยสักนิด
อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดว่าคงเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับมัน จิ้งจึงไม่ได้เข้าไปขัดขวาง มิเช่นนั้นด้วยฝีมือของนางในระยะประชิดเช่นนี้ ย่อมสามารถปลิดชีพอีกฝ่ายได้ก่อนที่มันจะทันใช้วิชาลับส่งเสียงเสียอีก